เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 33

บทที่ 33

ผลงานโดย พยานปากเอก
“ท่านผู้พิพากษาครับ ผมขอคัดค้าน! คำให้การพยานท่านนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีตั้งแต่ต้น!” เสียงของผมดังก้องไปทั่วห้องพิจารณาคดีที่เงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าของพยานบนแท่น รณภพ... ผมพยายามบังคับมือที่กำปากกาแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนไม่ให้สั่นไหว สายตาของผมจับจ้องไปที่ชายชราในชุดสูทสีเข้มผู้มีใบหน้าเรียบเฉย ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนถึงขีดจำกัด วิชาญ อัยการคู่ปรับของผม ไม่ได้ขยับตัว เขาเพียงแต่ยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ดูราวกับว่าเขากำลังรอคอยให้ผมเสียอาการเช่นนี้มานานแสนนาน “คุณรณภพครับ” ผู้พิพากษาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก สายตาคมกริบคู่นั้นยังคงจับจ้องที่พยานคนสุดท้าย “กฎหมายคือเครื่องมือแสวงหาความจริง ไม่ใช่กรงขังที่ขังความจริงไว้ไม่ให้ปรากฏ ในเมื่อพยานมีความประสงค์จะเปิดเผยเรื่องราวที่ถูกปิดตายมานานกว่ายี่สิบปี ศาลเห็นควรให้รับฟัง” ผมสูดลมหายใจลึก กวาดสายตามองไปรอบห้อง สารวัตรศิรินทร์ที่นั่งอยู่ด้านหลังกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอกำลังส่งสัญญาณบางอย่าง... สัญญาณที่ผมรู้ดีว่าหมายถึงอะไร การสืบสวนนอกรอบของเธอพบช่องโหว่ แต่มันช้าเกินไปแล้วในนาทีนี้ “ข้าพเจ้าชื่อ ประจักษ์ ครับ” พยานคนนั้นเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “ผมคือคนที่นำหลักฐานชิ้นสุดท้ายไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของบิดาทนายรณภพในคืนที่เขาต้องจบชีวิตลง” ความเงียบเข้าปกคลุมราวกับมีใครกดปุ่มหยุดเวลา ผมรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ปมในอดีตที่ผมพยายามถอดรหัสมาตลอดชีวิตกำลังถูกคลายออกด้วยมือของชายที่ผมไม่เคยแม้แต่จะจดจำชื่อได้ “คุณประจักษ์” ผมพยายามประคองสติ ถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ถ้าคุณเป็นคนนำหลักฐานนั้นไปวาง... ใครเป็นคนสั่งคุณ และทำไมต้องเป็นพ่อของผม?” พยานชายชราหันมามองผม แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธแค้นหรือสำนึกผิด มันว่างเปล่าจนน่ากลัว “คนที่สั่งผม... นั่งอยู่หลังบัลลังก์ตรงนี้ไงครับท่านทนาย” คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางห้องพิจารณาคดี ผู้พิพากษาไม่ได้สะทกสะท้าน แต่ในแววตาคู่นั้นกลับมีประกายความเย็นชาที่พุ่งตรงมาที่ผม รณภพ ผมเริ่มตระหนักแล้วว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่การฟ้องร้องคดีฆาตกรรมธรรมดา แต่มันคือเกมหมากรุกที่ผู้พิพากษาเป็นคนเดินหมากเองทั้งหมด “ทนายความที่พยายามจะกู้ชื่อเสียงให้พ่อตัวเอง” วิชาญเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “คุณกำลังจะพบว่าความจริงที่คุณตามหามาตลอดชีวิตนั้น มันอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณต้องกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง... หากคุณยังดื้อดึงที่จะเปิดกล่องใบนั้นต่อไป” ผมกัดฟันแน่น ในสมองของผมเริ่มประมวลผลทันที หากพยานคนนี้คือคนเดียวที่รู้ความจริงเรื่องคืนนั้น และเขากำลังถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อทำลายผม วิชาญและผู้พิพากษากำลังเล่นเกมล้อมจับผมในพื้นที่ที่ผมคิดว่าปลอดภัยที่สุด... ศาล “ท่านครับ” ผมหันไปเผชิญหน้ากับผู้พิพากษา “ในเมื่อพยานอ้างถึงตัวท่านในทางอ้อม ผมขอเรียกร้องให้ท่านพิจารณาถอนตัวจากการเป็นผู้พิพากษาคดีนี้ในทันทีตามหลักจริยธรรม!” ผู้พิพากษาหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงกระดูกเสียดสีกัน “คุณมั่นใจหรือทนายรณภพ ว่าสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คือความยุติธรรม? หรือคุณแค่ต้องการหลบหนีจากความจริงที่ว่า... พ่อของคุณไม่ได้ถูกใส่ร้าย แต่เขาสูญเสียทุกอย่างไปเพราะเลือกที่จะทรยศต่อคนผิดคนนี้เอง?” ขณะที่ผมกำลังจะสวนกลับ สารวัตรศิรินทร์ก็ลุกขึ้นยืนกะทันหัน เธอถือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเปียกชื้นเล็กน้อยเดินตรงมาที่โต๊ะของผม มือของเธอสั่นขณะวางเอกสารนั้นลง “รณภพ... ดูนี่” เธอพูดเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน “หลักฐานใหม่ที่ฉันไปขุดมาจากคลังเก็บของเก่า... ลายเซ็นในเอกสารโอนทรัพย์สินคืนนั้น ไม่ใช่ของพ่อคุณ” ผมก้มลงมองเอกสารนั้นทันที ลมหายใจของผมสะดุดกึกเมื่อเห็นลายเซ็นที่คุ้นตา ลายเซ็นที่ผมเคยเห็นผ่านตาในเอกสารราชการที่ผู้พิพากษาคนนี้ใช้เซ็นอนุมัติหมายจับผมเมื่อไม่กี่วันก่อน มันคือลายเซ็นเดียวกันเป๊ะ... ไม่ใช่แค่ลายเซ็น แต่คือความผิดพลาดที่ตั้งใจทำไว้ให้ผมเห็น เพื่อเป็นการเยาะเย้ย! “ยังไม่จบครับ” พยานที่ชื่อประจักษ์ลุกขึ้นยืนกะทันหัน เขาล้วงมือเข้าไปในเสื้อสูทแล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา “เพราะสิ่งที่อยู่ในซองนี้ ไม่ได้มีแค่เอกสาร... แต่มันคือบัตรเชิญไปสู่จุดจบของเรื่องราวทั้งหมด ที่คุณไม่มีทางปฏิเสธได้” เขาเดินตรงมาที่หน้าบัลลังก์ ไม่ใช่เพื่อยื่นให้ผู้พิพากษา แต่เขากลับโยนซองนั้นลงบนตักของผมแทน เมื่อผมเปิดซองนั้นออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ข้างในทำให้ผมถึงกับชาไปทั้งตัว มันไม่ใช่เอกสาร แต่เป็นรูปถ่ายใบหนึ่ง... รูปถ่ายในงานศพพ่อของผมเมื่อยี่สิบปีก่อน ในรูปนั้นมีผมที่ยังเป็นเด็กยืนร้องไห้อยู่ข้างโลงศพ และมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังผม... ชายคนเดียวกับที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในวินาทีนี้ พร้อมกับรอยยิ้มที่กำลังมองมาที่ผมด้วยแววตาของนักล่า “เอาล่ะ รณภพ” ผู้พิพากษาเอ่ยด้วยเสียงที่ก้องกังวานไปทั่วห้อง “ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง... คุณจะเลือกเล่นบททนายความผู้เที่ยงธรรม หรือจะเลือกรับบทลูกกตัญญูที่พร้อมจะเผาทำลายกระบวนการยุติธรรมทิ้งไปพร้อมกับผมในวินาทีนี้ครับ?” ผมมองไปยังสารวัตรศิรินทร์ เห็นความหวาดกลัวในดวงตาของเธอ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เห็นความมุ่งมั่นที่จะเคียงข้างผมจนวินาทีสุดท้าย ผมกระชับสูทแน่น ปรับจังหวะหัวใจให้กลับมาเป็นจังหวะของทนายความที่พร้อมจะพลิกคดี “ท่านครับ” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท “คนอย่างผมไม่เคยกลัวการเผาบ้านเพื่อจับหนู... ถ้าหนูตัวนั้นคือผู้พิพากษาที่เหยียบย่ำกฎหมายเสียเอง ผมก็พร้อมจะยอมถูกไฟครอกตายไปพร้อมกับท่านในห้องนี้ครับ” ทว่าก่อนที่ผมจะได้ก้าวขึ้นไปบนบัลลังก์ ประตูห้องพิจารณาคดีก็ถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของชายชุดดำกลุ่มใหญ่ที่เดินเรียงแถวเข้ามา... พวกเขาไม่ใช่ตำรวจ และไม่ใช่ทนายความ แต่เป็นคนของตระกูลที่ผมเพิ่งชนะคดีไปเมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมกับอาวุธในมือที่ไม่ได้นำมาใช้ในศาลเพื่อการว่าความ! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขเงื่อนงำในบัลลังก์เลือดไปพร้อมกับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%