“วางปืนลงซะ... ถ้าไม่อยากให้ห้องพิจารณาคดีแห่งนี้กลายเป็นสุสานของพวกคุณทุกคน”
เสียงของผมก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกฉีกกระชาก ผมไม่ได้ตะโกน แต่น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นและหนักแน่นราวกับค้อนของผู้พิพากษาที่เคาะลงบนบัลลังก์ไม้โอ๊ก ฝูงชายชุดดำในสูทสีเทาเข้มขัดกับบรรยากาศขรึมขลังของศาล พวกมันไม่ได้มาเพื่อไกล่เกลี่ย แต่มาเพื่อปิดปากทนายความที่บังอาจกระตุกหนวดเสืออย่างตระกูลวรโชติเมธา
ชายคนหน้าสุดที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้วขวาขยับยิ้มที่มุมปาก มันยกกระบอกปืนพกเก็บเสียงขึ้นจ่อตรงมาที่อกซ้ายของผม สายตาของมันว่างเปล่าราวกับเครื่องจักรสังหารที่ปราศจากความรู้สึก
“รณภพ... ทนายฝีปากกล้า” ชายคนนั้นเอ่ยชื่อผมด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “นายชนะคดีในศาลได้ แต่ในชีวิตจริง... กฎหมายมักจะช้าเกินไปสำหรับคนที่อยากล้างแค้น”
สารวัตรศิรินทร์ที่ยืนอยู่ข้างกายผมมือขวาขยับไปที่ซองปืนที่เอวอย่างรวดเร็ว สายตาของเธอจ้องเขม็งไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์ เธอคือตำรวจเพียงคนเดียวที่อยู่ตรงนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย
“พวกคุณรู้ไหมว่าการพกอาวุธเข้ามาในศาลมีโทษหนักแค่ไหน?” สารวัตรศิรินทร์เอ่ยขึ้น เสียงของเธอเรียบนิ่งทว่าแฝงด้วยกระแสกดดัน “และการพยายามทำร้ายทนายความในขณะปฏิบัติหน้าที่ คือการทำลายอำนาจศาล... นั่นหมายถึงคุกตลอดชีวิต”
อัยการวิชาญที่นั่งอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้ามไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก เขาเพียงแค่ประสานมือไว้ใต้คาง ดวงตาจิ้งจอกของเขาจับจ้องมาที่ผมด้วยความสะใจ ราวกับกำลังชมละครฉากสุดท้ายที่ถูกเขียนบทโดยตัวเขาเอง
“ศิรินทร์ อย่าเสียเวลาพูดกับพวกหมาล่าเนื้อเลย” ผมกระซิบเบาๆ พร้อมกับขยับตัวเข้าบังสารวัตรไว้เล็กน้อย “เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่แค่ฉัน แต่มันคือแฟ้มเอกสารในกระเป๋าของฉัน”
ใช่... เอกสารที่พิสูจน์ว่าอัยการวิชาญรับสินบนจากตระกูลวรโชติเมธา เพื่อบิดเบือนคดีเมื่อสัปดาห์ก่อน หากหลักฐานนี้หลุดรอดออกไปถึงมือสื่อมวลชน อำนาจของอัยการวิชาญจะดับวูบลงทันที และตระกูลวรโชติเมธาจะพินาศ
“รณภพ ส่งแฟ้มนั้นมา” อัยการวิชาญลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาเดินอ้อมโต๊ะพิจารณาคดีมาหยุดอยู่กลางห้อง “แล้วฉันจะสั่งให้พวกเขาลดอาวุธลง... นี่คือข้อเสนอสุดท้ายของสุภาพบุรุษ อย่าปล่อยให้ความดื้อรั้นของนายต้องกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำรอยพ่อของนายเลย”
ความโกรธแค้นประดังเข้ามาในอกเหมือนลาวาที่เดือดพล่าน ผมกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน พ่อของผมฆ่าตัวตายเพราะความอยุติธรรมที่ถูกยัดเยียดโดยคนอย่างวิชาญ และวันนี้ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิมอีกครั้งในห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้
“นายพูดถึงพ่อฉัน... งั้นนายก็น่าจะรู้ว่าเลือดของคนตระกูลนี้ไม่ได้อ่อนแอ” ผมแค่นยิ้ม เย็นเยียบจนน่าขนลุก
วินาทีนั้นเอง ผมตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ผมคว้าเก้าอี้ไม้โอ๊กตัวหนักที่ตั้งอยู่ข้างๆ ขว้างไปที่โคมไฟระย้ากลางห้องพิจารณาคดีจนแตกกระจาย เสียงแก้วแตกดังสนั่นหวั่นไหว เศษแก้วคมกริบร่วงกราวลงมาพร้อมกับความมืดมิดที่เข้าปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่
“ศิรินทร์! ไป!” ผมตะโกนลั่น
ในความมืดที่สลัวรางด้วยแสงไฟฉุกเฉิน ผมเห็นเงาร่างของชายชุดดำพุ่งเข้ามา ผมไม่รอช้า กระโจนเข้าใส่ชายที่มีรอยแผลเป็น ใช้สันมือฟาดเข้าที่ข้อมือของมันจนปืนหลุดกระเด็น ก่อนจะหมุนตัวเตะเสยคางซ้ำจนมันเซถอยหลังไปชนโต๊ะผู้พิพากษา
เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้น ‘ฟึ่บ! ฟึ่บ!’ สองนัด กระสุนเจาะเข้าที่พนักเก้าอี้ที่ผมเคยนั่งอยู่เมื่อวินาทีก่อน
“มันอยู่ตรงนั้น! จัดการมัน!” เสียงชายชุดดำตะโกนก้อง
ผมอาศัยความชำนาญในพื้นที่ห้องพิจารณาคดีนี้ พลิกตัวหลบหลังเสาหินอ่อน มือคว้าปากกาหมึกซึมโลหะที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมา มันคืออาวุธเพียงอย่างเดียวที่ผมมี ผมไม่ใช่คนชอบความรุนแรง แต่ในฐานะทนาย ผมมีกฎเหล็ก... ถ้ากฎหมายใช้ไม่ได้ผล เราต้องสร้างความเป็นธรรมด้วยมือของเราเอง
ศิรินทร์ยิงโต้ตอบกลับไป เธอใช้ความคล่องตัวเคลื่อนที่ไปหลบหลังบัลลังก์ผู้พิพากษา “รณภพ! ฉันขอสนับสนุนกำลังเสริมแล้ว แต่อีกห้านาที!”
“เราไม่มีเวลาถึงห้านาทีหรอกศิรินทร์!” ผมตะโกนกลับ ก่อนจะเห็นเงาของอัยการวิชาญกำลังลอบออกทางประตูหลังพร้อมกับแฟ้มเอกสาร!
มันไม่ใช่แค่การเก็บกวาดพยานปากเอก แต่มันคือการชิงหลักฐานชิ้นสำคัญ!
ผมตัดสินใจทิ้งความปลอดภัย พุ่งตัวออกจากที่ซ่อน ฝ่าดงกระสุนที่ยิงไล่หลังมาอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดแล่นแปลบที่หัวไหล่ขวาจากการถากของกระสุน แต่ผมไม่หยุด ผมพุ่งเข้าถึงตัวอัยการวิชาญที่หน้าประตูทางออก
“จบเกมแล้ววิชาญ!” ผมกระชากคอเสื้อเขาจนร่างสูงผอมปลิวไปปะทะกับกำแพง
ทว่า... อัยการวิชาญกลับไม่ได้หวาดกลัว เขากลับหัวเราะร่วนออกมาอย่างบ้าคลั่ง เลือดกำเดาไหลซึมจากจมูกของเขา แต่ดวงตายังคงเป็นประกายแห่งชัยชนะ
“รณภพ... นายไม่ได้ชนะหรอก” เขาขยับปากพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ “มองไปข้างหลังนายสิ... ใครมาหา”
ผมค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ ภายในความมืดมิดของห้องพิจารณาคดีนั้น มีร่างหนึ่งเดินเข้ามาอย่างใจเย็น ท่ามกลางกลิ่นควันปืนและเสียงการต่อสู้ที่ยังไม่จบสิ้น
คนผู้นั้นสวมชุดสูทสีขาวสะอาดตา ตัดกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเลือดและเศษแก้ว เขาถือร่มคันหนึ่งไว้ในมือ แม้ฝนจะไม่ได้ตก...
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งครับ... ลูกชาย”
ใบหน้านั้น... ใบหน้าที่ผมเห็นในกรอบรูปบนโต๊ะทำงานมาตลอดยี่สิบปี ใบหน้าที่ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านในหลุมศพไปนานแล้ว
ผมยืนนิ่งราวกับถูกสาป ความเจ็บปวดที่หัวไหล่กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปถนัดตา เมื่อชายที่อ้างว่าเป็นพ่อของผมก้าวเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับคนตายไม่มีผิดเพี้ยน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของผมและทนายรณภพมาถึงจุดนี้ครับ พยานปากเอกสัญญาว่าจะพาไปถึงความจริงในตอนต่อไปครับ
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 34
บทที่ 34
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!