เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 16

การไต่สวนนัดตัดสิน

ผลงานโดย พยานปากเอก
"ผมขอคัดค้านครับท่านประธาน! ทนายรณภพกำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมดึงเวลาเพื่อหวังผลทางจิตวิทยา ศาลนี้ไม่ใช่เวทีแสดงละครน้ำเน่านะครับ!" อัยการวิชาญกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้โอ๊ก เสียงดังสนั่นก้องไปทั่วห้องพิจารณาคดี สายตาคมกริบของเขาจ้องเขม็งมาที่ผมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ใบหน้าของชายวัยกลางคนที่เคยสุขุมเริ่มมีรอยร้าวของความลนลานให้เห็น แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม ผมนิ่งสงบ ยืนกอดอกพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ผมค่อยๆ ปรับเนกไทให้เข้าที่ก่อนจะหันไปสบตากับท่านประธานศาลด้วยแววตาที่หนักแน่น "ท่านประธานครับ สิ่งที่อัยการวิชาญเรียกว่า 'เล่ห์เหลี่ยม' แท้จริงแล้วคือ 'ความจริง' ที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอดเก้าปี หากศาลสูงต้องการความยุติธรรมที่ปราศจากมลทิน ผมก็สมควรได้รับโอกาสที่จะนำเสนอพยานปากสำคัญปากสุดท้าย เพื่อปิดฉากเงื่อนตายในคดีนี้เสียที" "คัดค้านไร้สาระ! หลักฐานทั้งหมดมันจบลงที่ตัวจำเลยแล้ว คุณไม่มีสิทธิ์นำพยานลึกลับที่ไหนก็ไม่รู้มาขึ้นให้การกะทันหันในนัดตัดสิน!" อัยการวิชาญโต้กลับ เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความโกรธ ผมยกยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ไม่ได้มีความสุข แต่มันคือยิ้มของผู้ที่เห็นไพ่ใบสุดท้ายในมือคู่ต่อสู้แล้ว "ในเมื่ออัยการมั่นใจในสำนวนคดีขนาดนั้น ก็คงไม่กลัวที่จะได้ยินความจริงจากปาก 'คนใน' หรอกนะครับท่าน" ผมหันไปสบตาคนในห้องพิจารณาคดี สายตาผมหยุดลงที่ใบหน้าของพยานปากเอกที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องโถง เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องทันที สารวัตรศิรินทร์ที่นั่งอยู่ด้านหลังส่งสายตามาให้ผม แววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวลระคนความหวัง เธอเพิ่งส่งสัญญาณให้ผมเมื่อห้านาทีก่อนว่า 'เขามาแล้ว' และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่อัยการวิชาญไม่เคยคาดคิด ชายชราในชุดสูทสีเข้มเดินลากขาเข้ามาอย่างช้าๆ ร่างกายของเขาสั่นเทา มือหนึ่งกำไม้เท้าแน่น ใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากการถูกทำร้ายเมื่อหลายปีก่อน เขาคืออดีตเสมียนทนายความของสำนักงานที่เคยเกี่ยวข้องกับคดีพ่อของผม ชายคนที่กุมความลับเรื่องการสลับเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อครั้งอดีต ผมเดินเข้าไปประคองเขาขึ้นสู่แท่นพยาน อัยการวิชาญหน้าซีดเผือดเหมือนคนเห็นผี เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทันที "ท่านครับ... พยานท่านนี้คือ นายประจักษ์ อดีตผู้ช่วยสำนักงานทนายความฝ่ายโจทก์ในคดีที่เกี่ยวข้องกับประวัติครอบครัวจำเลย" ผมประกาศก้อง "และเขามีบางอย่างจะเปิดเผยเกี่ยวกับลายเซ็นในเอกสารมัดตัวที่อัยการอ้างว่าพ่อของผมเป็นคนปลอมแปลง" "ไม่... แกตายไปแล้ว!" อัยการวิชาญพึมพำลอดไรฟัน "ผมยังไม่ตายครับคุณวิชาญ" นายประจักษ์เอ่ยเสียงแหบพร่า "และผมก็ทนเก็บความลับที่ฆ่าคนบริสุทธิ์ไปหนึ่งคนกับอีกหนึ่งครอบครัวไม่ไหวอีกต่อไป" บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จังหวะนี้คือการไต่สวนนัดตัดสินอย่างแท้จริง ทุกย่างก้าวที่ผมเดินเข้าใกล้พยาน คือการเดินเข้าใกล้ความจริงที่รอคอยมาตลอดชีวิต ผมมองไปที่ท่านประธานศาล เห็นท่านขยับแว่นสายตาด้วยความตั้งใจ "คุณประจักษ์ครับ" ผมเริ่มถามเสียงเรียบแต่กังวาน "ในวันที่ 14 ตุลาคม เมื่อเก้าปีก่อน คุณเป็นคนถือแฟ้มเอกสารชุดนั้นเข้าพบใครในห้องทำงานลับของสำนักงานอัยการ?" นายประจักษ์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปชี้หน้าอัยการวิชาญที่พยายามจะลุกขึ้นประท้วงด้วยความบ้าคลั่ง "ผมเอาไปให้เขา... คนที่สั่งให้ผมสลับหน้ากระดาษที่ติดลายเซ็นปลอมเข้าไปแทนที่เอกสารจริง" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันระดับที่ได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ผมรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ขอบตา แต่มันไม่ใช่เวลาที่จะอ่อนแอ ผมต้องปิดดีลนี้ให้ลง "ท่านประธานครับ" ผมหันไปทางบัลลังก์ "พยานปากนี้ไม่ได้มาแค่คำพูด แต่เขานำ 'ต้นฉบับจริง' ที่ถูกซ่อนไว้ในเซฟนิรภัยของสำนักงานทนายความมาด้วย" ผมหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าเอกสาร อัยการวิชาญพุ่งตัวออกมาจากที่นั่ง พยายามจะเข้ามาแย่งซิง แต่สารวัตรศิรินทร์และเจ้าหน้าที่ศาลเข้าล็อกตัวเขาไว้ได้ทันท่วงที ความโกลาหลเกิดขึ้นชั่วขณะ แต่สายตาของผมยังคงจับจ้องไปที่เอกสารในมือ "พยานคนนี้มีหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งครับท่าน" ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท "หลักฐานที่ไม่ได้มีแค่เรื่องเอกสาร แต่มันคือบันทึกเสียงที่อัยการวิชาญพูดถึงแผนการกำจัดทนายความที่มีคุณธรรมในสมัยนั้น... ซึ่งรวมถึงพ่อของผมด้วย" ผมกดปุ่มเล่นไฟล์เสียงจากเครื่องบันทึกดิจิทัลที่สารวัตรศิรินทร์ส่งให้ เสียงที่คุ้นเคยของอัยการวิชาญดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน... แต่มันกลับไม่ใช่เสียงสารภาพความผิดที่ผมคาดหวัง เสียงในเครื่องบันทึกนั้นกลับเป็นเสียงของ 'ท่านอัยการสูงสุด' ที่กำลังสนทนากับอัยการวิชาญเกี่ยวกับ 'รายชื่อทนายความที่จะต้องถูกกำจัดออกไป' เพื่อขัดขวางคดีการคอรัปชั่นในระดับกระทรวง ไม่ใช่แค่อัยการวิชาญที่ช็อกจนตัวแข็งทื่อ แม้แต่สารวัตรศิรินทร์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ยังหน้าถอดสี เพราะสิ่งที่เปิดเผยออกมามันเกินกว่าคดีฆาตกรรมธรรมดาไปไกลมาก มันคือแผนผังอาชญากรรมที่ใหญ่กว่าบัลลังก์ศาลแห่งนี้หลายเท่า ประตูด้านหลังห้องพิจารณาคดีเปิดออกอย่างแรง ชายในชุดสูทสีดำสนิทหลายสิบคนก้าวเข้ามาล้อมรอบห้องพิจารณาคดี ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ศาล และไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นกลุ่มคนที่ไม่ควรจะปรากฏตัวที่นี่ ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มเดินตรงเข้ามาหาผม เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่ทำให้เลือดในกายผมแทบแข็งตัว "ทนายรณภพ... คุณได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว แต่ดูเหมือนคุณจะลืมไปว่า ในบัลลังก์เลือดนี้ คุณเองก็เป็นเพียงแค่ 'หมาก' ตัวหนึ่งเท่านั้น" เขายื่นโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งมาให้ผม บนหน้าจอคือภาพถ่ายของสารวัตรศิรินทร์ที่กำลังถูกล้อมด้วยชายชุดดำในที่จอดรถใต้ดิน เธอไม่ได้ขัดขืน... เพราะปืนจ่ออยู่ที่ขมับของเธอ "วางเอกสารนั่นลง แล้วเดินออกไปทางประตูหลังคนเดียว... หรือจะให้เราส่งภาพศพคู่หูของคุณให้ดูเป็นของขวัญปิดคดีครับ?" ทุกอย่างหยุดนิ่ง ผมเหลือบมองท่านประธานศาลที่ทำหน้าเหมือนไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะที่นายประจักษ์พยานปากเอกของผมทรุดลงกับพื้นด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ความหวังที่ผมสร้างมาทั้งบทกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ผมจะเลือกความยุติธรรมให้พ่อ... หรือจะเลือกชีวิตของคนสำคัญที่ผมเพิ่งตระหนักได้ว่าผมรักเธอมากกว่าที่เคยคิดไว้? ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสืบหาความจริงไปกับผมนะครับ ทุกการสนับสนุนคือแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับพยานปากเอกครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%