“อย่าขยับไปไหนทั้งนั้น!”
ผมคำรามในลำคอ พร้อมกับคว้าคอเสื้อของชายในชุดสูทสีเทาเข้มคนนั้นกระชากเข้าหาตัว แรงปะทะทำให้แก้วไวน์บนโต๊ะหรูหราในห้องลับใต้ดินหลังร้านอาหารหรูใจกลางกรุงร่วงลงแตกกระจาย เศษแก้วบาดมือผมจนเลือดซึมออกมา แต่ผมไม่สน ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับพายุคลั่งที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ในอกเมื่อได้ยินชื่อพ่อ
ชายผู้นั้น—ชายที่เรียกตัวเองว่าเป็นเจ้าของเกม—ไม่สะทกสะท้าน เขายังคงประคองยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก แม้ใบหน้าจะชิดกับปลายจมูกของผมจนรับรู้ได้ถึงลมหายใจที่กลิ่นเหมือนยาสูบราคาแพง
“คุณทนายรณภพครับ...” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ “ความโกรธเป็นสิ่งที่ใช้ทำลายรูปคดีได้ดีที่สุด แต่สำหรับความจริง... มันกลับเป็นอุปสรรคที่น่ารำคาญใจเหลือเกิน คุณอยากรู้ใช่ไหมครับว่าสายโทรศัพท์สุดท้ายของพ่อคุณ ปลายทางนั้นคือเสียงของใคร”
ผมคลายมือออกอย่างช้าๆ แต่สายตายังคงจดจ้องเขาราวกับจะกรีดร่างเขาให้ขาดเป็นสองท่อน อดีตพ่อของผมเป็นทนายความผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ แต่กลับถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรและคอร์รัปชัน จนต้องจบชีวิตลงในห้องขังแคบๆ ท่ามกลางความโดดเดี่ยวที่ผมไม่เคยทำใจยอมรับได้เลย
“พูดมา” ผมกัดฟันเค้นเสียง “ถ้าคุณกล้าแตะต้องชื่อของพ่อผมด้วยความเท็จแม้แต่นิดเดียว อย่าหวังว่าจะได้เดินออกจากห้องนี้ในสภาพที่ครบสามสิบสอง”
เขายืดตัวขึ้นจัดปกเสื้อให้เรียบกริบ สายตาเขากวาดมองรอบห้องที่เต็มไปด้วยเอกสารลับ ก่อนจะหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาแล้วโยนมันลงตรงหน้าผม
“โทรศัพท์เครื่องนั้นไม่ได้ถูกยึดโดยกรมราชทัณฑ์อย่างที่บันทึกไว้ในสำนวนของอัยการวิชาญครับ” เขาเอ่ยแผ่วเบา “มันถูกแอบส่งออกไปโดยผู้คุมคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพนักงานทำความสะอาดในสำนักงานอัยการสูงสุด... คนที่พ่อคุณโทรหา ไม่ใช่ทนายความ ไม่ใช่ญาติพี่น้อง แต่เป็นคนที่คุณเคารพที่สุดในฐานะพยานผู้บริสุทธิ์ในคดีแรกของชีวิตทนายความของคุณ”
หัวใจผมกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามไขสันหลัง ข้อมูลนี้มันบ้าชัดๆ คนที่ผมเคารพงั้นหรือ? หรือว่าจะเป็น...
“คุณกำลังโกหก” ผมพยายามประคองสติ
“ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ถูกหรือผิด แต่มันคือสิ่งที่รอการพิสูจน์ครับทนาย” เขาก้าวถอยหลังไปที่ประตูทางออก “ถ้าคุณอยากเห็นใบหน้าของคนทรยศคนนั้นจริงๆ คืนนี้ที่ท่าเรือหมายเลข 9 รอยเลือดเก่าที่ยังไม่แห้งสนิทจะรอคุณอยู่”
เขาหายลับไปในความมืดทิ้งให้ผมยืนเผชิญหน้ากับความว่างเปล่า ผมหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมา มือที่สั่นเทาค่อยๆ เปิดออก ข้างในนั้นไม่มีภาพถ่าย หรือเอกสารราชการใดๆ นอกจากกระดาษแผ่นเดียวที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา... ลายมือของพ่อผม
*‘รณภพ... หากเจ้าอ่านข้อความนี้ แสดงว่าความจริงกำลังจะย้อนกลับมาหาเจ้า ขอให้ระวังคนข้างกายให้ดีที่สุด เพราะมิตรแท้ที่เจ้าเห็น อาจเป็นเพียงเงาที่รอเวลาเสียบมีดกลางหลังในวันที่เจ้ากำลังจะคว้าชัยชนะ’*
เสียงโทรศัพท์ของผมสั่นครืดอยู่ในกระเป๋ากางเกง เป็นสายเรียกเข้าจากสารวัตรศิรินทร์ ผมรับสายทันที
“รณภพ! คุณอยู่ที่ไหน?” เสียงของศิรินทร์ร้อนรน “ฉันเพิ่งไปรื้อบันทึกการเบิกจ่ายของกรมราชทัณฑ์ย้อนหลัง 20 ปีมา พ่อของคุณไม่ได้มีแค่การโทรออกเพียงครั้งเดียวในคืนนั้น แต่มันมีสิบกว่าสาย และทุกสายถูกโอนเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวของสำนักงานอัยการ! วิชาญไม่ได้แค่ใส่ร้ายพ่อคุณ แต่มันกำลังปกปิดเรื่องบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น!”
“ศิรินทร์ ฟังผมนะ” ผมพยายามรวบรวมสมาธิ “ผมเพิ่งได้หลักฐานใหม่ บางอย่างที่บอกว่าคนใกล้ตัวผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย”
“คนใกล้ตัว?” เธอทวนคำ “หมายความว่ายังไง?”
“ผมยังไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้ผมกำลังไปที่ท่าเรือหมายเลข 9 มีคนบอกว่าที่นั่นมีหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะกระชากหน้ากากของวิชาญได้”
“อย่าไป!” ศิรินทร์ตะโกน “นั่นมันกับดัก! ฉันเพิ่งได้รับรายงานว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทและพบศพชายคนหนึ่งที่ท่าเรือเมื่อสิบนาทีก่อน... รณภพ! อย่าเข้าไปใกล้ที่นั่น!”
ผมชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากห้อง เสียงปืนดังขึ้นเบาๆ จากด้านนอก ตามด้วยเสียงไซเรนตำรวจที่ดังระงมไปทั่วบริเวณ ผมมองไปที่บานหน้าต่างกระจกฝ้าเห็นเงาดำของใครบางคนกำลังยืนมองผมจากตึกฝั่งตรงข้าม มือของเขาถือโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า เครื่องเดียวกับที่พ่อผมเคยใช้
ผมตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้น ผมพุ่งตัวไปที่หน้าต่างแล้วกระแทกมันจนแตกกระจายเพื่อหาทางออก แต่ก่อนที่เท้าจะแตะพื้นเบื้องล่าง แสงไฟจากสปอตไลท์ก็สาดเข้ามาจนตาพร่า เสียงกดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดังกึกก้องไปทั่ว พร้อมกับเสียงประกาศผ่านโทรโข่งที่ทำให้ผมชาวาบไปทั้งตัว
“รณภพ! คุณถูกจับในข้อหาฆาตกรรมพยานปากเอกในคดีทุจริตที่ดิน... วางอาวุธลงเดี๋ยวนี้!”
นั่นไม่ใช่เสียงของตำรวจธรรมดา แต่มันคือเสียงของอัยการวิชาญที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนในชุดสูทสีดำสนิท สายตาของเขาไม่ได้มีความโกรธแค้น แต่มันคือสายตาของคนที่เป็นผู้ชนะเกมนี้มาตั้งแต่วินาทีแรก
และเมื่อผมก้มลงมองที่พื้นข้างตัว... สิ่งที่ผมเห็นกลับไม่ใช่ศพคนตาย แต่มันคือแฟ้มคดีของตัวผมเอง ที่ถูกวางทิ้งไว้พร้อมกับหยดเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้ง... นี่ไม่ใช่กับดักธรรมดา แต่มันคือการปูทางเพื่อกำจัดผมให้หายไปจากระบบกฎหมายตลอดกาล
ในความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา ผมเห็นเงาหนึ่งเดินออกมาจากหลังกลุ่มตำรวจ เป็นคนเดียวกับที่ผมไว้ใจให้ร่วมงานมาตลอด... สารวัตรศิรินทร์เดินตรงมาหาผมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ก่อนจะหยิบกุญแจมือขึ้นมาล็อคข้อมือผมด้วยตัวเอง
“ขอโทษด้วยนะรณภพ” เธอกระซิบที่ข้างหูผม “คนสุดท้ายที่พ่อคุณโทรหา... คือพ่อของฉันเอง”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นพยานในความมืดมิดของคดีนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ พยานปากเอก
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 38
บทที่ 38
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!