เสียงบานพับประตูไม้สักทองส่งเสียงเสียสีกันจนน่าเสียวฟัน ท่ามกลางความเงียบงันที่ราวกับมีคนมาดึงปลั๊กห้องพิจารณาคดีให้ดับวูบลงในพริบตา ทุกสายตาในห้องพิพากษาไต่ระดับความสนใจจากพยานบนบัลลังก์ พุ่งตรงไปยังผู้มาใหม่ที่ยืนตระหง่านอยู่ ณ ธรณีประตู
ชายในชุดสูทสีดำสนิท ไหล่กว้าง คราบความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางไกลสะئدอยู่บนบ่า เส้นผมเปียกชื้นเล็กน้อยจากละอองฝนด้านนอก แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของผม—รณภพ—กระตุกวูบไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกของเขา ทว่ามันคือ ‘ซองเอกสารสีน้ำตาล’ หนาปึึกที่ถูกหนีบไว้ด้วยมือข้างขวาอย่างแน่นหนา
มันคือวัตถุพยานที่อาจพลิกกระดานคดีฆาตกรรมตระกูลอัครเดชาโชติ หรือในทางกลับกัน... มันอาจเป็นกิโยตัณที่พร้อมบั่นคอผมและลูกความในชั่วพริบตา
“ผู้ใดอนุญาตให้รบกวนกระบวนการพิจารณาคดีของศาล!” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของท่านผู้พิพากษาประธานคณะตุลาการดังขึ้น ทว่าแววตาของท่านกลับไหววูบเล็กน้อยยามกวาดมองผู้มาเยือน
“กราบเรียนท่านผู้พิพากษาที่เคารพ กระผม ‘ธนา’ ทนายความอิสระ และในมือของกระผมคือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะพิสูจน์ว่า จำเลยในคดีนี้... บริสุทธิ์อย่างไร้ข้อกังขาครับ”
คำประกาศนั้นดังลั่น ก้องกังวานไปทั่วห้องพิจารณาคดี อัยการวิชาญที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับชะงัก รอยยิ้มเหยียดหยามที่มักจะประดับบนมุมปากเสมอในยามที่เขาถือไพ่เหนือกว่า เลือนหายไปในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบของอัยการคู่ปรับหรี่ลงพิจารณาร่างของทนายหนุ่มแปลกหน้าผู้นั้นอย่างระแวดระวัง
ผมหันไปสบตากับสารวัตรศิรินทร์ที่นั่งอยู่แถวหลังสุด เธอขมวดคิ้วแน่น ส่ายหัวเบาๆ เป็นสัญญาณเชิงคำถามว่า *‘เขาไม่ใช่คนของเรา’*
นั่นแหละที่ทำให้ผมยิ่งต้องระวังตัว
ในฐานะทนายความที่ผ่านสนามรบในศาลมานักต่อนัก ผมเรียนรู้มานานแล้วว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนที่ถืออาวุธเปิดเผย แต่คือคนที่ก้าวเข้ามาในวินาทีสุดท้าย พร้อมกับกล่องปริศนาที่ไม่มีใครรู้ว่าข้างในบรรจุระเบิดหรือดอกไม้
“ทนายธนา คุณมีสิทธิ์อันชอบธรรมอันใดที่จะยื่นพยานวัตถุกะทันหันเช่นนี้ ในเมื่อกระบวนการสืบพยานใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว?” อัยการวิชาญลุกขึ้นประท้วงด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมตามสไตล์นักล่าแต้มในศาล “นี่คือการประวิงเวลาและสร้างความปั่นป่วนให้แก่กระบวนการยุติธรรม!”
“ผมไม่ได้มาเพื่อประวิงเวลาครับท่านอัยการ...” ทนายธนากล่าวตอบ น้ำเสียงของเขาไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดีอย่างมั่นคง เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดัง ก๊อก... ก๊อก... ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลัง “แต่ผมมาเพื่อส่งมอบความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ใต้พรมของสำนวนคดีฉบับนี้... สำนวนที่ท่านอัยการพยายามปิดบังมาตลอดสามเดือนเต็ม”
ฮือฮา!
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากที่นั่งผู้ฟังราวกับผึ้งแตกรัง ท่านผู้พิพากษาต้องเคาะค้อนไม้ลงบนฐานเสียงดังลั่นเพื่อควบคุมสถานการณ์
“สงบสติอารมณ์กันด้วยครับทุกท่าน!” ผู้พิพากษาตวาดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ก่อนจะหันมามองทนายธนาและผม “ทนายรณภพ ในฐานะทนายจำเลย คุณรู้เห็นเกี่ยวกับบุคคลนี้และเอกสารในมือของเขาหรือไม่?”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก 3 วินาที เพื่อดึงสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมาเข้าที่ ตั้งสมาธิและประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็นที่สุด สมองของผมทำงานอย่างรวดเร็วราวกับคอมพิวเตอร์ประมวลผลคดี พ่อของผมเคยสอนไว้ก่อนที่ท่านจะจากไป... *‘ในยามที่ความยุติธรรมดูเหมือนจะเอื้อมไม่ถึง จงมองให้ลึกกว่าที่ตาเห็น และฟังให้มากกว่าที่หูได้ยิน’*
ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดปกเสื้อสูทให้เรียบร้อย แล้วผายมือไปยังทนายธนา
“กราบเรียนท่านผู้พิพากษาที่เคารพ กระผมและทีมทนายความไม่เคยรู้จักกับทนายธนาก่อนหน้านี้ครับ... แต่ในเมื่อท่านผู้นี้อ้างว่ามีพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกความกระผม กระผมในฐานะทนายผู้ปกป้องสิทธิเสรีภาพของจำเลย ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่จะปฏิเสธโอกาสในการรับฟังความจริงครับ ขอศาลโปรดเมตตาอนุญาตให้เปิดซองเอกสารนั้นเถอะครับ”
อัยการวิชาญแค่น The laugh ออกมาเบาๆ ในลำคอ “ท่านครับ การทำเช่นนี้ทำลายระบบระเบียบของศาล หากใครนึกจะเดินเข้ามาพร้อมกระดาษแผ่นเดียวแล้วพลิกคดีได้ ศาลยุติธรรมคงไม่ต่างอะไรกับตลาดสด!”
“ถ้าความจริงเป็นสิ่งซื้อขายไม่ได้ ท่านอัยการก็ไม่ควรกลัวกระดาษแผ่นเดียวนี้นี่ครับ” ผมสวนกลับทันควัน น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงด้วยคมมีดที่เชือดเฉือนจนอัยการวิชาญหน้าชาไปชั่วขณะ
ห้องพิจารณาคดีตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทุกสายตาจับจ้องไปที่ค้อนไม้ในมือของท่านผู้พิพากษา การตัดสินใจในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าจะเป็นตัวชี้ชะตาว่าประตูแห่งความจริงจะถูกเปิดออก หรือมันจะถูกปิดตายไปตลอดกาล
ท่านผู้พิพากษานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ สายตาคมปลาบมองสลับระหว่างผม อัยการวิชาญ และทนายธนาที่ยืนนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหิน
“ศาลอนุญาต...” สุ้มเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้น “ให้ทนายธนานำเอกสารมามอบให้เจ้าหน้าที่ศาลเพื่อตรวจสอบ และให้ทนายทั้งสองฝ่ายเข้ามาดูพร้อมกันได้”
หัวใจของผมเต้นระรัวราวกับกลองศึก ทนายธนาเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ศาล ยื่นซองสีน้ำตาลนั้นให้อย่างระมัดระวัง ผนึกกาวถูกกรีดออกด้วยมีดสั้นเล่มเล็ก เอกสารปึกหนาถูกดึงออกมา เผยให้เห็นกระดาษรายงานการสืบสวนลับที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนหลักของตำรวจ และ... แผ่นฟิล์มเอ็กซ์เรย์ รวมถึงรูปถ่ายชุดหนึ่ง
ผมก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะพิจารณาคดี พร้อมๆ กับอัยการวิชาญที่ชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
และในวินาทีที่สายตาของผมกวาดผ่านบรรทัดแรกของเอกสารแผ่นบนสุด... เลือดในกายของผมก็เย็นเฉียบลงทันที
ภาพถ่ายใบนั้น... มันคือภาพของ ‘พ่อผม’ ยืนอยู่ร่วมเฟรมกับผู้ทรงอิทธิพลคนสำคัญของเมือง ในคืนวันที่เกิดเหตุฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อน!
ทั้งๆ ที่ในสำนวนระบุไว้ชัดเจนว่าพ่อผมไม่เคยรู้จักกับเหยื่อและผู้ต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อย!
“นี่มัน...” ผมพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว มือที่กำแฟ้มข้อมูลสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
ทนายธนาหันมามองผม แววตาของเขาซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและยากจะหยั่งถึง ก่อนจะโน้มตัวกระซิบเบาๆ ข้างหูผมด้วยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของผมสั่นคลอน
“ยินดีต้อนรับสู่ความจริงครับคุณรณภพ... ความจริงที่พ่อของคุณแลกมาด้วยชีวิต เพื่อรอเวลาให้คุณเป็นคนขุดมันขึ้นมาด้วยมือของคุณเอง”
***
โปรดติดตามตอนต่อไป (ตอนที่ 45) ในวันพรุ่งนี้ครับ
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขคดีไปกับผมครับ
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 44
บทที่ 44
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!