"หลักฐานชิ้นนี้... ไม่ใช่สิ่งที่อัยการวิชาญวางไว้ให้เราเดินตามรอยใช่ไหม สารวัตร?"
รณภพเอ่ยถามขณะที่นิ้วเรียวยาวของเขาคลึงซองเอกสารสีน้ำตาลที่เพิ่งได้รับมาบนโต๊ะไม้โอ๊คในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟเข้มจัด ดวงตาของเขาจ้องมองสารวัตรศิรินทร์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอไม่ได้ตอบในทันที เธอเพียงแต่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบของหญิงสาววูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัด
"วิชาญไม่ใช่คนโง่ รณภพ" ศิรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น "เขาจงใจทิ้งรายชื่อบัญชีธนาคารในเขตปลอดภาษีไว้ให้เราค้นพบ เหมือนโยนเศษเนื้อให้สุนัขหิวโหย แต่มันไม่ใช่เนื้อธรรมดา... มันคือเบ็ดที่ซ่อนอยู่ในนั้น"
รณภพหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไม่มีความขบขันเจือปน เขาเปิดซองเอกสารออกมา เอกสารหน้าตาธรรมดาแต่มันคือหัวใจสำคัญของคดี 'บัลลังก์เลือด' ที่กำลังสั่นคลอนเสาหลักของกระบวนการยุติธรรมขณะนี้
"เขากำลังเล่นเกมเดิม" รณภพกล่าวพลางกวาดสายตาอ่านตัวเลขและชื่อบัญชี "เกมที่พ่อผมเคยพ่ายแพ้เมื่อยี่สิบปีก่อน... การสร้างหลักฐานเท็จที่ดูเหมือนจริงที่สุดเพื่อให้ฝ่ายจำเลยตายใจแล้วลากลงเหวในนาทีที่พิพากษา"
"แต่นั่นคือจุดที่ต่าง" ศิรินทร์ขัดจังหวะ เธอโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงของเธอลดต่ำลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "ฉันไม่ได้พบข้อมูลนี้จากกองเอกสารที่เขา 'ตั้งใจ' ให้เราเจอ แต่มันถูกส่งมาในช่องลับของล็อกเกอร์เก็บของที่สถานี... คนที่ส่งให้ ไม่ใช่อัยการวิชาญ แต่เป็นคนที่ควรจะตายไปแล้วอย่าง 'อดีตผู้พิพากษาเกษม'"
มือของรณภพชะงักกึก บรรยากาศในห้องดูเหมือนจะลดอุณหภูมิลงทันที ชื่อที่เอ่ยออกมาคือเงื่อนตายที่ผูกปมชีวิตของเขาและอัยการวิชาญเข้าด้วยกัน หากเกษมยังไม่ตาย นั่นหมายความว่าความลับในอดีตที่เขาเพียรพยายามฝังกลบ กำลังจะถูกขุดขึ้นมาในศาลรอบนี้
"ถ้าเกษมยังอยู่" รณภพเงยหน้าสบตาศิรินทร์ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความนิ่งสงบเป็นความกร้าวแกร่งของนักล่า "วิชาญจะไม่ใช่แค่คนถือหาง แต่เขาคือคนที่สั่งฆ่าพยานปากเอกคนสำคัญของคดีนี้... ศิรินทร์ คุณมั่นใจแค่ไหนว่าหลักฐานนี่ไม่ใช่กับดักที่เขาสร้างขึ้นเพื่อล่อให้เราไปหาเกษม?"
"ฉันให้หน่วยแม่นปืนเฝ้าจุดนัดพบแล้ว" ศิรินทร์หยิบปืนพกขึ้นมาตรวจสอบลูกกระสุนอย่างชำนาญ "แต่รณภพ... ถ้าเราไปที่นั่น เราอาจไม่ได้แค่ความจริงมา แต่มันอาจหมายถึงจุดจบของอาชีพทนายความที่คุณรัก"
"อาชีพของผมจบไปตั้งแต่วันที่พ่อผมสวมชุดครุยเข้าห้องพิจารณาแล้วครับ" รณภพหยัดกายยืนขึ้น ความเย็นชาที่ฉาบหน้าหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม "วันนี้ผมไม่ได้มาเพื่อรักษาเกียรติทนายความ แต่ผมมาเพื่อปิดคดีเลือดนี้... ต่อให้ต้องแลกด้วยอิสรภาพของผมเองก็ตาม"
ทั้งสองออกเดินทางสู่สถานที่นัดพบ ท่ามกลางความมืดมิดของย่านเมืองเก่าที่เป็นเขตก่อสร้างร้าง เสียงฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กระทบกับหลังคาสังกะสีเป็นจังหวะที่ฟังดูหดหู่ รณภพก้าวเดินอย่างมั่นคงในขณะที่ศิรินทร์ขนาบข้างด้วยความระแวดระวัง
พวกเขาหยุดลงหน้าห้องแถวไม้เก่าๆ ที่มีแสงไฟสลัวลอดออกมาจากรอยแตกของบานประตู กลิ่นอับชื้นและกลิ่นบุหรี่ราคาถูกลอยออกมาปะทะจมูก รณภพสูดหายใจลึกก่อนจะผลักประตูเข้าไป เสียงบานพับประตูไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนเสียงร้องของคนใกล้ตายดังก้องไปทั่วบริเวณ
ภายในห้องนั้นว่างเปล่า... ผิดคาด
มีเพียงเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางห้อง บนเก้าอี้มีแฟ้มเอกสารเก่าสีซีดวางอยู่เพียงเล่มเดียว และถัดไปไม่ไกลมีรอยเลือดที่ยังสดอยู่หยดเป็นทางยาวลากออกไปทางหน้าต่างหลังห้องที่เปิดอ้าอยู่
รณภพรีบวิ่งไปที่หน้าต่าง เขามองออกไปเห็นเงาร่างคนชุดดำกำลังแบกบางอย่างพาดบ่าวิ่งหายไปในตรอกมืด ศิรินทร์เตรียมจะชักปืนออกตาม แต่รณภพกลับคว้าข้อมือเธอไว้ สายตาของเขาจับจ้องไปที่แฟ้มเอกสารบนเก้าอี้แทน
"ไม่ต้องตาม... สิ่งสำคัญอยู่ที่นี่"
เขารีบเปิดแฟ้มนั้นออก หัวใจของเขากระตุกวูบ หน้าแรกของแฟ้มคือรูปถ่ายของเขาในวัยเด็กที่ยืนอยู่ข้างพ่อในวันพิพากษาคดีที่พ่อเขาแพ้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาสะท้านไปทั้งตัวไม่ใช่รูปถ่าย มันคือลายเซ็นใต้ภาพ... ลายเซ็นของ 'อัยการวิชาญ' ที่เขียนด้วยลายมือแบบเดียวกับที่ใช้ลงนามในคำสั่งฟ้องปัจจุบัน
"ศิรินทร์... ดูนี่" รณภพพลิกหน้าต่อไป "วิชาญไม่ได้ร่วมมือกับเกษม แต่เขาคือคนที่วางแผนกำจัดเกษมตั้งแต่วันนั้น และคนที่เขาส่งคนมาเก็บในวันนี้ไม่ใช่เกษม... แต่เป็น 'ลูกชาย' ของเกษมที่คอยเก็บหลักฐานให้ผมมาตลอด"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูทางเข้า ห้องทั้งห้องถูกล้อมด้วยชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิท และคนที่เป็นคนเปิดประตูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เหนือกว่าก็คืออัยการวิชาญเอง
"สวัสดีครับคุณรณภพ" วิชาญเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแบบนักฆ่าที่อาบด้วยยาพิษ "ผมต้องขอโทษด้วยที่ต้องทำให้ค่ำคืนนี้ของคุณจบลงเร็วกว่าที่คิด... เอกสารในมือนั่นเป็นของสำคัญที่คนตายเขาฝากไว้ให้ แต่เสียใจด้วยนะที่เจ้าของเขาสิ้นใจไปเมื่อครู่นี้เอง"
รณภพกระชับแฟ้มในมือแน่น แววตาของเขาไม่ได้สั่นคลอนแม้แต่น้อย เขายิ้มตอบกลับไป รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของทนายความผู้ที่ไม่เคยแพ้ใครแม้ในนาทีที่ถูกต้อนจนมุม
"อัยการวิชาญครับ" รณภพเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็นขณะที่มืออีกข้างแอบกดปุ่มบันทึกเสียงในนาฬิกาข้อมือ "คุณมาที่นี่เพื่อเก็บกวาดหลักฐาน แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่ง... ว่าทนายความอย่างผม ไม่เคยมาที่ไหนโดยไม่ได้เตรียม 'พยานปากเอก' ที่แท้จริงไว้หรอกครับ"
เสียงไซเรนรถตำรวจนับสิบคันดังขึ้นรอบทิศทาง พร้อมกับการพังประตูเข้ามาของหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่รณภพแอบประสานงานไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มบทสนทนา วิชาญหน้าถอดสี แต่ในวินาทีก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าถึงตัว เสียงปืนหนึ่งนัดดังสนั่นมาจากเงามืดด้านหลังวิชาญ
กระสุนนัดนั้นเฉียดไหล่รณภพไปเพียงคืบ ทะลุเข้าที่หัวไหล่ของวิชาญจนเขาล้มพับลงไป รณภพหันไปมองเงามืดนั้นด้วยความตกใจ เพราะบุคคลที่ถือปืนอยู่ในมือไม่ใช่ตำรวจ... แต่คือคนในชุดเครื่องแบบของพ่อเขาที่ควรจะตายไปนานแล้ว
คนผู้นั้นลดฮู้ดลง เผยให้เห็นใบหน้าที่รณภพจดจำได้ดีที่สุดในชีวิต
"พ่อยินดีด้วยนะ... ที่ลูกเดินมาถึงจุดนี้ได้"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงยืนหยัดร่วมสืบค้นความจริงไปกับผมนะครับ พยานปากเอก
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 40
บทที่ 40
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!