กลิ่นอับชื้นของกระดาษสาโบราณผสมผสานกับกลิ่นคาวสนิมบางเบา ลอยอวลอยู่ในห้องทำงานของภาควิชามานุษยวิทยาจนแทบหายใจไม่ออก รณกรขยับกรอบแว่นสายตา เลื่อนนิ้วเรียวผ่านตัวอักษรโบราณที่จารึกอยู่บนแผ่นหนังมนตราด้วยความระมัดระวัง ทุกสัมผัสถูกคำนวณอย่างรอบคอบภายใต้กฎเกณฑ์ของไสยเวทสายขาวที่เขาศึกษามาตลอดหลายเดือน ดวงตาคู่คมกวาดมองข้อความในจดหมายปริศนาที่เพิ่งถูกส่งมาวางไว้กลางโต๊ะทำงานอย่างอุกอาจ ทั้งที่ระบบป้องกันอาคมรอบห้องถูกตั้งค่าไว้ถึงระดับสามชั้น
"มันไม่ได้ส่งมาทางประตู หรือแม้แต่รอยแยกของหน้าต่างค่ะ รกร..."
เสียงนุ่มลึกแต่เจือความเย็นเยียบของอาจารย์มินตราดังขึ้นจากมุมห้อง หญิงสาวในชุดสูทสีเข้มสไตล์นักวิชาการกำลังใช้ปลายปากกาแตะลงบนคราบหมึกสีดำสนิทบนกระดาษแผ่นนั้น ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นทรง Cat-eye หรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ปลายนิ้วเรียวยาวของอาจารย์สาวหมุนวนยันต์คุ้ม ภัยสีทองจางๆ ที่เริ่มสั่นพับๆ เพื่อตรวจสอบความหนาแน่นของพลังงานไสยเวทฝ่ายตรงข้าม
รณกรละสายตาจากตัวอักษรบนกระดาษ เงยหน้าขึ้นมองอาจารย์คู่หูด้วยแววตานิ่งสงบ แม้ในใจจะเริ่มประเมินสถานการณ์ด้วยระบบตรรกะที่รวดเร็ว เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น "หมึกที่ใช้... เป็นเลือดผสมผงกระดูกภูติพรายระดับอาถรรพ์ค่ะ ร่องรอยการลงอักขระเป็นรูปแบบเฉพาะตัวของสำนักเงาโลหิตที่เราเคยปะทะกันเมื่อตอนปิดผนึกประตูมิติย่านชานเมืองเมื่อเดือนก่อน ไม่มีผิดเพี้ยน"
"ถูกต้องค่ะ" อาจารย์มินตราพยักหน้ารับเบาๆ เธอก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนและกำยานที่อาจารย์ใช้ประจำช่วยขับไล่บรรยากาศน่าอึดอัดลงได้บ้าง "และจุดที่พวกมันระบุไว้ในจดหมายท้าทายนี้... ก็คือสุสานโบราณตระกูลเก่าแก่ร้างริมแม่น้ำสายเก่า ที่นั่นถูกปิดตายด้วยอาคมโบราณมานานนับร้อยปี พลังงานหยินเข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ หากเราก้าวเข้าไปโดยไม่มีแผนสำรอง เกราะป้องกันจิตวิญญาณของเธออาจจะแตกสลายได้ในพริบตาเดียว"
รณกรไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเพียงแต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับสมดุลธาตุในร่างกาย มือขวาเอื้อมไปหยิบยันต์เกราะเพชรเก้าชั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะสอดเก็บไว้อย่างกระชับในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน "ความกลัวไม่ได้ช่วยให้เรามีชีวิตรอดกลับมาหรอกค่ะอาจารย์ ในเมื่อพวกมันตั้งใจส่งสัญญาณท้าประลองครั้งสุดท้ายเพื่อสะสางบัญชีแค้น เราก็มีหน้าที่ต้องไปปิดเกมนี้ให้เด็ดขาดเช่นกันค่ะ"
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของอาจารย์มินตรา เป็นรอยยิ้มที่ผสมผสานความภาคภูมิใจในตัวลูกศิษย์หนุ่มผู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กับความดุดันเด็ดขาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีสุภาพเรียบร้อย "สมกับที่เป็นลูกศิษย์ของฉันค่ะ ถ้างั้น... เรามาเตรียมค่ายกลสะกดวิญญาณพกพา และตรวจสอบเครื่องรางป้องกันอาคมธาตุไฟให้พร้อมภายในสิบนาทีนี้ เจอกันที่ลานจอดรถนะคะ"
การเดินทางสู่ชานเมืองในช่วงเวลาเที่ยงคืนเศษเต็มไปด้วยความเงียบงัด บรรยากาศรอบตัววังเวงจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง รถยนต์อเนกประสงค์คันเก่งเลี้ยวลัดเลาะเข้าสู่เขตสุสานโบราณที่ปกคลุมด้วยความมืดมิด ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาบิดเบี้ยวราวกับสัตว์ประหลาดที่กำลังรอคอยเหยื่อ ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง ความเงียบสงัดราวกับป่าช้าก็เข้าโอบล้อมพวกเขาทั้งคู่ทันที
รณกรก้าวลงจากรถเป็นคนแรก มือซ้ายถือคบเพลิงอาคมที่ถูกปลุกเสกด้วยคาถาธาตุไฟเพื่อขับไล่สัมภาระทางวิญญาณรอบตัว ดวงตากวาดมองไปรอบบริเวณด้วยความรอบคอบ สัญชาตญาณเตือนภัยในสมองร้องเตือนรัวเป็นจังหวะ พื้นดินใต้ฝ่าเท้ามีความชื้นแฉะและส่งกลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ของดินอาถรรพ์ ขณะที่เบื้องหน้าของพวกเขาคือซุ้มประตูสุสานหินศิลาแลงโบราณที่แกะสลักเป็นรูปอสูรกำลังแยกเขี้ยว
"ระวังค่ะ รกร..." เสียงกระซิบเตือนของอาจารย์มินตราดังขึ้นชิดริมหู พร้อมกับที่มือเรียวคว้าแขนเสื้อของชายหนุ่มไว้เบาๆ เพื่อดึงให้ถอยหลังไปครึ่งก้าว
ปัง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากกลางลานสุสาน แรงกระแทกของอาคมสีเลือดพุ่งแหวกอากาศเข้ามาปะทะกับบาเรียใสที่อาจารย์มินตรากางขึ้นปกป้องไว้อย่างเฉียดฉิว แสงสีทองสว่างวาบตัดกับความมืดมิดรอบตัว เผยให้เห็นเงาร่างนับสิบที่ยืนเรียงรายอยู่บนกำแพงหินโบราณ ดวงตาของร่างเหล่านั้นเปล่งประกายสีแดงก่ำด้วยความกระหายเลือด
"ในที่สุดก็มาตามนัดสินะคะ เจ้าหนูตระกูลรณ..." เสียงหัวเราะแหบแห้งเย็นยะเยือกดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ปรากฏร่างของชายชราสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกปิดด้วยหน้ากากไม้แกะสลักรูปภูติพราย มือเหี่ยวย่นถือไม้เท้าหัวกะโหลกที่ส่งกระแสพลังงานไสยเวตสีดำทะมึนแผ่ซ่านออกมาไม่ขาดสาย "นึกว่าจะขี้ขลาดตาขาวจนไม่กล้าโผล่หัวมาซะอีก"
รณกรก้าวออกมายืนเคียงข้างอาจารย์มินตราอย่างมั่นคง แววตาไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยกมือขึ้นประสานอินทร์คาถาเบื้องหน้า ปล่อยให้กระแสพลังงานปราณสีฟ้าครามไหลเวียนผ่านปลายนิ้วทั้งสิบอย่างเป็นระบบ "เรามาตามคำท้าทายค่ะ และก็ตั้งใจจะมาทวงคืนความสงบสุขให้พื้นที่แถบนี้ด้วยเช่นกัน"
"อวดดีนัก!" ศัตรูวัยชราคำรามลั่นสะท้อนผืนป่า พร้อมกับสะบัดไม้เท้าในมือส่งกองทัพภูติพรายนับร้อยพุ่งเข้าใส่พวกเขาทั้งสองคนราวกับคลื่นพายุที่บ้าคลั่ง
ทว่า... ในวินาทีที่คลื่นพลังงานสีดำกำลังจะเข้าประชิดตัวรณกร พื้นดินใต้เท้าของศัตรูทั้งหมดกลับเรืองแสงอักขระสีทองอร่ามขึ้นมาอย่างกะทันหัน เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระդمขึ้นพร้อมกัน และก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะทันได้ตั้งตัว ท้องฟ้าเหนือสุสานโบราณก็ผ่าเปรี้ยงลงมาด้วยสายฟ้าสีครามบริสุทธิ์ พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบอาคมโบราณที่ดังชัดก้องอยู่ในห้วงความคิดของรณกร—
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบเป้าหมายระดับบอสปรากฏตัวครบถ้วน... ปลดล็อกภารกิจลับขั้นสูงสุด "พิพากษาเงาโลหิต" สำเร็จ... ระดับพลังปัจจุบันของท่านทะยานสู่ขีดจำกัดขั้นที่ 5 ทันที... และผู้ที่ก้าวเข้ามาประชิดด้านหลังของท่านในขณะนี้... มิใช่ศัตรู แต่คือ "ผู้ทรงสิทธิ์" ที่จะเปลี่ยนเกมนี้ไปตลอดกาล...!]
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ไขปริศนา และเติบโตไปพร้อมกับความลับของไสยเวทเล่มนี้ด้วยกันเสมอนะคะ
คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ•ตอนที่ 31
จดหมายท้าทายจากเงา
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!