กลิ่นธูปหอมกรุ่นคละคลุ้งผสมผสานกับไอควันจางๆ ของประทัดนับพันดอกที่เพิ่งสงบลง เสียงสวดมนต์ของพระภิกษุสงฆ์ห้ารูปดังประสานกังวานอยู่เบื้องหน้าศาลาริมน้ำของหมู่บ้าน เสียงนั้นไม่ได้น่ากลัวหรือชวนให้ขนหัวลุกเหมือนค่ำคืนแห่งความหวาดผวาที่ผ่านมา หากแต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความสงบ เยือกเย็น และชำระล้างจิตใจของผู้คนให้สะอาดบริสุทธิ์
รณกรยืนถือถาดสังฆทานอยู่ในมือ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบบริเวณลานวัดที่บัดนี้เต็มไปด้วยชาวบ้านนับร้อยชีวิต ทุกคนต่างสวมชุดขาวสะอาดตา ใบหน้าของพวกเขามีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่แววตากลับฉายชัดถึงความสำนึกผิดและความโล่งอกอย่างหาที่สุดมิได้
เหตุการณ์เมื่อตอนตีสามยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ... ตอนที่ระบบแจ้งเตือนว่าภารกิจระดับ SSS "พันธสัญญาบรรพบุรุษ" สำเร็จลุล่วง พร้อมกับค่าพลังความเข้ากันได้กับสิ่งลี้ลับที่พุ่งสูงขึ้นถึง 150% ร่างกายของเขาร้อนผ่าวราวกับมีกระแสพลังงานบริสุทธิ์ไหลเวียนผ่านเส้นเลือดทุกอณู ความกลัวต่อความมืดและความตายที่เคยเกาะกินหัวใจถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งถึงวัฏจักรของกรรมและการอโหสิกรรม
"คิดอะไรอยู่หรือคะ คุณนักศึกษารณกร"
เสียงนุ่มนวลแต่เจือรอยเย้าแหย่ดังขึ้นข้างกาย ร่างเพรียวระหงของอาจารย์มินตก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง เธออยู่ในชุดผ้าไทยสีครีมเรียบง่ายแต่สง่างาม เส้นผมยาวถูกรวบเก็บไว้เรียบร้อยเผยให้เห็นลำคอระหงและดวงหน้าที่มักจะนิ่งสงบอยู่เสมอกำลังคลี่ยิ้มบางๆ
"ผมแค่กำลังคิดครับ... เอ๊ย หมายถึง กำลังคิดอยู่นะคะ ว่ามนุษย์เรานี่แปลกดีเหมือนกัน" รณกรเกือบเผลอหลุดปากพูดภาษาเดิมออกไปตามความเคยชิน ดีที่ไหวพริบไวพอจะเปลี่ยนสรรพนามลงท้ายทันเวลา มิฉะนั้นคงโดนอาจารย์สาวเอ็ดเอาแน่ "ตอนที่ความตายมาเคาะประตู พวกเขากลัวแทบสิ้นสติ แต่พอความจริงถูกเปิดเผยและความผิดได้รับการชำระ พวกเขากลับยอมคุกเข่าขอขมาด้วยความเต็มใจ"
อาจารย์มินตราปรายตามองถาดสังฆทานในมือลูกศิษย์หนุ่ม ก่อนจะหันไปมองกลุ่มชาวบ้านที่กำลังทยอยเข้ามานั่งพับเพียรอันเป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อเตรียมถวายภัตตาหารเพลและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
"เพราะความกลัวเกิดจากความไม่รู้ค่ะ" อาจารย์สาวเอพMเสียงเรียบแต่ลุ่มลึก สายตาคมกริบมองทอดออกไปไกล "เมื่อก่อนพวกเขากลัววิญญาณบรรพบุรุษเพราะคิดว่าท่านจะมาเอาชีวิต ทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่ท่านต้องการไม่ใช่ชีวิตของใคร แต่คือการ 'ได้รับการยอมรับ' และ 'การปลดปล่อย' จากพันธสัญญาที่บิดเบี้ยวต่างหากล่ะคะ"
รณกรพยักหน้ารับช้าๆ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานอุ่นวาบที่แผ่ออกมาจากยันต์ในกระเป๋าเสื้อ มันไม่ใช่ความร้อนระอุเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจเหมือนเช่นเคย หากแต่มันคือความอุ่นสบายที่คล้ายกับไอแดดยามสาย—แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ตอนนี้จะเป็นเวลาใกล้เที่ยงวันก็ตาม
พิธีการดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นตัวแทนของชาวบ้านทุกคนก้าวออกมาด้านหน้า เขากราบลงเบื้องหน้าพระประธานสามครั้งด้วยความนอบน้อม ก่อนจะหันมาสบตากับรณกรและอาจารย์มินตรา แววตาของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิด
"พวกเรา... ต้องขอบคุณคุณกรและอาจารย์จริงๆ นะครับ" ผู้ใหญ่บ้านกล่าวเสียงสั่นเครือ "ถ้าไม่ได้พวกคุณมาช่วยไขปริศนาและทำพิธีล้างอาถรรพ์ให้ หมู่บ้านของเราคงต้องจมอยู่กับความหวาดกลัวไปชั่วชีวิต"
"ไม่ต้องขอบคุณพวกเราหรอกค่ะผู้ใหญ่" อาจารย์มินตราตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ "สิ่งที่พวกท่านควรทำที่สุดในตอนนี้ คือการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับบรรพบุรุษ และดูแลผืนแผ่นดินนี้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อไปนะคะ"
รณกรยืนมองภาพบรรยากาศอันอบอุ่นนั้นด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ ความตึงเครียดตลอดหลายวันที่ผ่านมาคลี่คลายลงจนหมดสิ้น ค่าพลังความเข้ากันได้ที่เพิ่มขึ้นทำให้เขารับรู้ถึงคลื่นพลังงานรอบตัวได้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น ลมที่พัดผ่านผิวกายไม่ได้มีเพียงแค่ความเย็น แต่ยังเจือด้วยกลิ่นอายของความสงบสุขที่แท้จริง
ทว่า... ในขณะที่ทุกคนกำลังร่วมกันกรวดน้ำและแผ่เมตตาอยู่นั้นเอง
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนอันคุ้นเคยจากระบบไม่ได้ดังขึ้นในหัวของรณกรอย่างที่เคยเป็น แต่เสียงนั้นกลับดังสะท้อนก้องกวาดผ่านอากาศรอบตัว ราวกับสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินที่ดังมาจากห้วงลึกของมิติอื่น!
รณกรสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีทำให้เขาพุ่งตัวไปคว้าแขนอาจารย์มินตราไว้ทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อมองออกไปเบื้องนอกเขตวัด
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา! แสงแดดจ้าของยันเที่ยงวันถูกกลืนหายไปด้วยกลุ่มหมอกสีดำทมิฬที่พพัดวนอย่างรวดเร็วราวกับพายุหมุน อุณห็ภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ทั้งที่เมื่อกี้ยังร้อนอบอ้าวอยู่แท้ๆ
[คำเตือนฉุกเฉินจากระบบระดับวิกฤต!]
[ตรวจพบการแทรกแซงของพลังงานภายนอกพิกัด 03:00 น. ที่ถูกดึงข้ามมิติมายังเวลาปัจจุบัน! บอสลับแห่งรัตติกาลไม่ได้ถูกกำจัด... แต่มันกำลัง "ย้ายถิ่นฐาน" เข้ามาสู่ร่างของสิ่งมีชีวิตในรัศมี 10 เมตร!]
อาจารย์มินตราขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เธอสะบัดแขนออกจากการจับกุมของรณกรอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงกระบี่ไม้สักทองออกจากฝักที่สะพายอยู่ข้างกาย
"ถอยไปค่ะ รณกร!" อาจารย์สาวเอ่ยเสียงเฉียบขาด นัยน์ตาคมกวาดมองไปรอบลานวัดที่บัดนี้ชาวบ้านเริ่มมีอาการตัวสั่นเทา ดวงตาของทุกคนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้แววชีวิต
รณกรหัวใจเต้นรัวระรัว มือไม้เย็นเฉียบเมื่อเขากวาดสายตาไปพบกับจุดกำเนิดของพลังงานประหลาดนั้น มันไม่ได้มาจากป่าช้าหลังวัด หรือจากวิญญาณเร่ร่อนตนใด...
หากแต่มันกำลังพุ่งตรงมาจากเงาของตัวเขาเองที่ทาบทับอยู่บนพื้น!
เงาสีดำสนิทบนพื้นดินค่อยๆ ยกตัวขึ้นเป็นรูปร่างของมนุษย์กลายพันธุ์ที่บิดเบี้ยว ดวงตาสสีแดงฉานคู่ใหญ่มองตรงมาที่รณกรพร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังเสียดแก้วหู
*“ขอบใจที่เปิดประตูให้นะ... เจ้าหนู”*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่าความหลอนมาด้วยกันจนถึงบทนี้นะคะ
คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ•ตอนที่ 21
งานบุญล้างอาถรรพ์
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!