คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ•ตอนที่ 22

เดินทางกลับสู่เมืองหลวง

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นอายความชื้นของไอน้ำในห้องโดยสารรถไฟสายเหนือที่มุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงคละคลุ้งไปด้วยจางๆ ของชาสมุนไพรจีน รณกรนั่งมองหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างกระจกหน้าต่าง เคลื่อนตัวแข่งกันรากับกำลังวิ่งแข่งมาราธอน ภาพทิวทัศน์ภายนอกถูกย้อมด้วยสีเทาหม่นของยามพลบค่ำ แต่ภายในพื้นที่แคบๆ แห่งนี้ กลับมีความอบอุ่นแปลกตาแผ่ซ่านออกมาจากถ้วยเซรามิกอุ่นๆ ในมือของอาจารย์มินตรา “ดื่มเสียหน่อยเถอะค่ะ รณกร สีหน้าเธอยังไม่ค่อยสู้ดีนักตั้งแต่เหตุการณ์ที่สถานีปลายทางเมื่อคืนก่อน” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มักจะแฝงความใส่ใจไว้เสมอของอาจารย์สาวดังขึ้น ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นใสละจากกองเอกสารโบราณในมือ หันมามองลูกศิษย์หนุ่มที่เอาแต่นั่งเงียบ ปล่อยให้ความคิดวนเวียนอยู่กับประโยคหลอนหูที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“ขอบใจที่เปิดประตูให้นะ... เจ้าหนู”* รณกรสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติ เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้เล็กๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นอาจารย์ ความหวาดระแวงจากโลกวิญญาณที่เคยมีอยู่เต็มอก ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความมั่นคงบางอย่าง เมื่อตระหนักว่าการเดินทางครั้งนี้เขาไม่ได้เผชิญหน้ากับมันเพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว “ผมไม่ได้กลัวหรอกค่ะอาจารย์... แค่กำลังทบทวนรูปแบบพลังงานของเจตภูตตนนั้น” รณกรเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพตามเคย สบโอกาสปรับเปลี่ยนท่านั่งให้ผ่อนคลายขึ้น “ความหนาแน่นของไอวิญญาณระดับนั้น เกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะรับมือไหวอย่างแน่นอนค่ะ โชคดีที่เราวางค่ายกลสะกดวิญญาณไว้ทันเวลา ไม่อย่างนั้น... เมืองหลวงคงปั่นป่วนไม่น้อย” มินตรามุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง น้อยคนนักที่จะได้เห็นแววตาอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้มาดอาจารย์ผู้เคร่งขรึม นางขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนไหล่แทบจะชิดกัน กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและหมึกจีนโชยเข้าจมูก รณกรพลอยใจเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่ใช่เพราะความกลัวผีสาง แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนน่าประหม่าต่างหาก “เธอเติบโตขึ้นมากจริงๆ นะคะ รณกร” มินตราเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงจริงจัง นางเอื้อมมือเรียวบางของตนมาแตะลงบนหลังมือของเขาเบาๆ เพื่อถ่ายทอดพลังปราณอุ่นๆ ช่วยขับไล่ไอเย็นที่ตกค้างในร่างกาย “จากเด็กหนุ่มดวงตกที่วันๆ เอาแต่พกยันต์ยุ่งเหยิงเต็มกระเป๋า ตอนนี้เธอสามารถอ่านทิศทางของกระแสลมปราณและวางอักขระได้แม่นยำเทียบเท่าศิษย์สายตรงสำนักใหญ่ๆ แล้ว... ฉันภูมิใจในตัวเธอค่ะ” สัมผัสอุ่นๆ และคำชมจากอาจารย์ ทำให้ความเหนื่อยล้าตลอดการเดินทางไกลมลายหายไปในพริบตา รณกรพยายามซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อไว้ใต้เงาผม เขาพลิกมือกลับเล็กน้อยเพื่อกุมมือเรียวของอาจารย์ไว้เป็นการตอบรับความห่วงใยนั้น ความไว้วางใจที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อยผ่านการผ่านความเป็นความตายด้วยกันมาหลายครั้งหลายหน บัดนี้มันได้กลายเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดในจิตใจของเขาทั้งสอง “ถ้าไม่ได้คำชี้แนะจากอาจารย์ คอยดึงสติเวลาที่ผมเกือบจะหลุดเข้าไปในมิติวิญญาณ... ผมคงไม่รอดมาถึงจุดนี้หรอกค่ะ” รณกรสบตาอาจารย์ตรงๆ แววตาของเขาสะท้อนความจริงใจและความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าศิษย์กับอาจารย์ทั่วไป “ขอบคุณนะคะที่คอยอยู่ข้างๆ ตลอดมา” มินตรานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยไหววับด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง นางไม่ได้ชักมือกลับ ปล่อยให้ความอบอุ่นจากฝ่ามือของลูกศิษย์หนุ่มส่งผ่านความรู้สึกดีๆ เข้าสู่หัวใจที่เคยโดดเดี่ยวมาเนิ่นนาน ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความหวานละมุนและมิตรภาพอันลึกซึ้งนั้นเอง... *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงทุบกระจกหน้าต่างรถไฟจากภายนอกดังสนั่นขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งที่ขบวนรถไฟกำลังแล่นด้วยความเร็วสูงฝ่าความมืดของยามวิกาลกลางทุ่งโล่ง! รณกรผุดลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ มือขวาคว้าด้ามกระบี่ไม้สักที่พาดอยู่ข้างตัวโดยอัตโนมัติ ในขณะที่มินตราเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาเคร่งขรึมในเสี้ยววินาที นางดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เปลวเพลิงสีครามก็ลุกโชนขึ้นบนปลายนิ้ว พร้อมกับอักขระป้องกันภัยที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศรอบตัวพวกเขาทั้งสอง เงาดำมหึมาหลายร่างแนบติดอยู่กับกระจกด้านนอก มันไม่ใช่เงาของคน แต่เป็นร่างของดวงวิญญาณอาฆาตที่มีใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองเข้ามาด้านในด้วยความแค้นเคือง และที่น่ากลัวที่สุดคือ... เสียงกระซิบที่ดังลอดผ่านรอยต่อของหน้าต่างเข้ามาโดยตรงในหัวของรณกร *“พวกแก... หนีไม่พ้นหรอก... เปิดทางให้ข้าซะ...”* รถไฟกะตุกอย่างรุนแรงจนข้าวของบนโต๊ะกระจัดกระจาย ระบบไฟภายในตู้โดยสารกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับสนิทลงเหลือเพียงความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีครามจากอักขระของมินตราเท่านั้นที่ส่องสว่าง รณกรหันไปมองอาจารย์สาว สีหน้าของเขายังคงนิ่งสงบแม้สถานการณ์จะวิกฤตถึงขีดสุด เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยว “ดูเหมือนว่า... เจ้าของเสียงที่สถานีปลายทางเมื่อคืน จะตามเรากลับมาถึงเมืองหลวงด้วยแล้วล่ะค่ะอาจารย์” มินตราแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาคมกริบสะท้อนประกายความดุดันที่ถูกปลุกเร้า นางก้าวเข้ามาประชิดตัวรณกร ไหล่แนบชิดกันเพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นพลังวิญญาณมหาศาลที่กำลังพังทลายขบวนรถเข้ามา “ตามมาก็ดีค่ะ... เราจะได้สะبางบัญชีแค้นนี้ให้มันจบๆ ไปเสียที” ทว่า ทันทีที่ประตูเชื่อมตู้โดยสารด้านหลังค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเองอย่างเชื่องช้า พร้อมกับกลิ่นอายความตายที่โชยมาเตะจมูก ระบบแจ้งเตือนลับในจิตสำนึกของรณกรก็ดังขึ้นแทรกเสียงหวีดหิวของภูตผี เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต—! [แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบ "ราชันวิญญาณไร้หน้า" ระดับ SSS กำลังเชื่อมต่อมิติเข้าสู่ตู้โดยสาร ข้อยกเว้น: บุคคลเป้าหมายมิใช่ดวงวิญญาณเร่ร่อน แต่เป็น "ผู้ติดตามเก่า" ของตระกูลรณกร...] ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความลี้ลับครั้งนี้เสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%