"เข็มทิศแม่เหล็กกราบขวาเริ่มหมุนทวนเข็มแล้วค่ะ อาจารย์มินตรา... หมายความว่าเราไม่ได้แค่เดินเหยียบอาณาเขตของพวกมัน แต่เรากำลังตกลงไปในวงกตแรงโน้มถ่วงที่พวกมันสร้างขึ้นต่างหาก"
รณกรเอ่ยกระซิบเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงลมหายใจของตนเอง นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือหนังสีดำกำลังกดสัมผัสหน้าจอแท็บเล็ตเฉพาะกิจ ซึ่งเวลานี้เส้นกราฟพลังงานวิญญาณสีม่วงเข้มกำลังพุ่งทะยานขึ้นเป็นรูปฟันเลื่อยอย่างน่ากลัว บนหน้าจอแสดงแผนผัง 3 มิติของคฤหาสน์ไม้สักทองโบราณอายุร่วมร้อยปีตรงหน้า ซึ่งเวลานี้ถูกความมืดและไอน้ำค้างยามวิกาลกัดกินจนแทบไม่เหลือเค้าโครงความงามในอดีต
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ "บ้านเรือนร่มฉัตร" คฤหาสน์ทรงปั้นหยาที่ถูกปิดตายมานานกว่าสามทศวรรษ หลังคาบางส่วนพังครืนลงมาเนื่องจากกิ่งไม้ใหญ่ของต้นไทรโบราณที่แผ่รากไทรเลื้อยเกาะกุมโครงสร้างไม้จนดูคล้ายอสูรกายกำลังกอดรัดเหยื่อ กลิ่นอับชื้นของดินชื้นและกลิ่นสาปสรางที่คล้ายซากศพเน่าเปื่อยโชยแตะจมูกทันทีที่ก้าวข้ามแนวรั้วเหล็กดัดขึ้นสนิมเข้ามา
อาจารย์มินตรามิได้เอ่ยคำใดในทันที ร่างระหงภายใต้เสื้อคลุมกันหนาวสีชาวยกมือขึ้นปัดเส้นผมที่ปลิวระใบหน้าเล็กน้อย ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาไร้กรอบหรี่ลงพิจารณาเสาเรือนสลักลายก้านขดที่บัดนี้มีคราบยางไม้สีดำไหลซึมออกมาราวกับมันกำลังหลั่งน้ำตา สายตาดุจพญาเหยี่ยวของเธอกวาดมองไปทั่วบริเวณก่อนจะหยุดนิ่งที่บานประตูไม้สักบานคู่ที่ปิดสนิท แต่กลับมีรอยขูดข่วนลึกราวกับถูกกรงเล็บขนาดมหึมาตะกุยมาจากด้านใน
"ไม่ใช่แค่แรงโน้มถ่วงหรอกค่ะกร" เสียงนุ่มทفทุ้มแต่นิ่งสนิทของอาจารย์สาวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เธอชูคบเพลิงอาคมในมือขึ้นสูง เปลวไฟสีครามลุกโชนขึ้นขับไล่ความมืดรอบตัวให้ถอยร่นไปชั่วขณะ "อาณาเขตนี้ถูกลงอักขระ 'พันธนาการโลหิต' เอาไว้... พวกมันจงใจเปิดประตูต้อนรับเราตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในเขตอาณาจักรของพวกมันแล้วค่ะ"
รณกรสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ สัมผัสความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นดินผ่านพื้นรองเท้าคอมแบท บ่งบอกว่าระบบป้องกันภัยทางไสยเวทที่เขาติดตั้งไว้รอบตัวกำลังทำงานอย่างหนัก ยันต์กระดาษสีชาดสามแผ่นที่เหน็บไว้ที่ปกเสื้อเริ่มสั่นระริกและเปลี่ยนเป็นสีคล้ำลงทีละน้อย แสดงถึงปริมาณพลังงานลบหนาแน่นที่รายล้อมอยู่รอบตัวในรัศมีไม่เกินห้าเมตร
การเตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่สมรภูมิครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในฐานะนักศึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบระเบียบไสยเวทประยุกต์ รณกรได้ทำการคำนวณความหนาแน่นของพลังงานและตระเตรียมอุปกรณ์มาอย่างรัดกุม ในเป้สะพายหลังใบโตของเขาอัดแน่นไปด้วยผงเหล็กไหลบริสุทธิ์ ขดลวดทองแดงอาคมสำหรับตัดวงจรอาถรรพ์ และเครื่องตรวจจับคลื่นความถี่วิญญาณรุ่นล่าสุดที่เขาพัฒนาขึ้นเอง แต่วินาทีนี้ อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านั้นกลับส่งเสียงร้องเตือนภัยถี่รัวจนน่ารำคาญ
"ถ้าอย่างนั้น แผนเดิมคงใช้ไม่ได้ผลแล้วสินะคะ" รณกรพึมพำพร้อมกับขยับสายสะพายเป้ให้กระชับ มือขวาเอื้อมไปปลดล็อกซองบรรจุดาบอาคมขนาดพกพาที่ข้างเอวอย่างระมัดระวัง "ถ้าพวกมันอยากต้อนรับเรานัก เราก็ควรจะแสดงมารยาทด้วยการทลายประตูเข้าไปทักทายให้สมเกียรติหน่อยดีไหมคะ?"
มุมปากของอาจารย์มินตรากระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มบางเบาที่นานๆ ครั้งจะปรากฏขึ้นบนใบหน้านิ่งขรึมของเธอ
"สมเป็นลูกศิษย์ดิฉันค่ะ... แต่จำไว้ว่า อย่าเพิ่งใช้วิธีหักหาญน้ำใจจนเกินไป พลังงานในบ้านหลังนี้มีความผูกพันกับแรงอาฆาตของตระกูลเดิม ถ้าเราทำลายโครงสร้างหลักของอาคมก่อนเวลาอันควร วิญญาณนับร้อยที่ถูกกักขังอยู่ข้างในจะคลุ้มคลั่งและเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ระเบิดใส่พวกเราจนไม่เหลือซากนะคะ"
คำเตือนนั้นทำให้รณกรต้องพยักหน้ารับอย่างเคร่งครัด เขาเข้าใจดีว่าโลกของไสยเวทไม่ได้มีแค่การใช้กำลังเข้าหักล้าง แต่มันคือศาสตร์แห่งความสมดุลและการเจรจาต่อรองกับกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็น
ทั้งสองก้าวเท้าขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ากลัวทีละขั้น กลิ่นอับชื้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบหายใจไม่ออก เมื่อมาหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูไม้สักบานใหญ่ รณกรก็หยิบอุปกรณ์ชิ้นสำคัญออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เป็นแผ่นกระจกทองเหลืองจารึกยันต์แปดทิศขนาดเท่าฝ่ามือ เขากดมันลงไปตรงรอยต่อระหว่างบานประตูพร้อมกับท่องคาถากำกับเสียงเบา
*แกร๊ก... ครอดดดด!...*
เสียงกลไกโบราณภายในประตูส่งเสียงร้องประท้วงราวกับมีฟันเฟืองโลหะขูดขีดกันอยู่ด้านใน ทันใดนั้น ประตูไม้บานคู่ก็แง้มเปิดออกเองช้าๆ โดยไม่มีใครผลัก ไอน้ำสีดำสนิทพวยพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกราวกับลมหายใจของอสูรกาย พร้อมๆ กับเสียงกระซิบกระซาบนับร้อยเสียงที่ดังระงมซ้อนทับกันจนฟังไม่ได้ศัพท์ว่าพวกมันกำลังพูดถึงอะไร
รณกรและอาจารย์มินตราก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปสู่ความมืดมิดเบื้องหน้าพร้อมกัน แสงจากคบเพลิงสีครามส่องสว่างเผยให้เห็นโถงกลางบ้านที่เต็มไปด้วยหยากหยไย่และเฟอร์นิเจอร์คลุมผ้าขาวที่บัดนี้เปื้อนคราบสีแดงเข้มคล้ายเลือดแห้ง
ทว่า สิ่งที่ทำให้รณกรต้องชะงักฝีเท้าและหัวใจกระตุกวูบไม่ใช่ความน่ากลัวของสภาพห้อง แต่เป็นหน้าจอแท็บเล็ตในมือที่จู่ๆ ก็ดับวูบลงไปเฉยๆ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยข้อความเตือนภัยสีแดงฉานกระพริบถี่รัว พร้อมกับเสียงสัญญาณแจ้งเตือนระบบระดับ SSS ที่ดังขึ้นก้องกังวานในโสตประสาท
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการแทรกแซงจาก "เขตอาณาจักรปิดตาย"
ระดับความอันตราย: SSS (วิญญาณระดับอาฆาตแค้นขั้นสูงรวมตัว)
คำเตือนจากระบบ: ประตูทางออกด้านหลังถูกปิดผนึกโดยสมบูรณ์แล้ว
สถานะปัจจุบัน: ผู้ใช้ "รณกร" และ "อาจารย์มินตรา" กลายเป็นผู้บุกรุกที่ต้องถูกชำระล้างในทันที]
ก่อนที่รณกรจะได้ทันส่งเสียงเตือนอาจารย์ ร่างเงาสีดำทมิฬนับสิบสายก็ผุดขึ้นจากพื้นไม้รอบตัว ประสานเสียงหัวเราะแหลมสูงที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ พร้อมกับดวงตาสีแดงฉานนับคู่ไม่ถ้วนที่เปิดขึ้นพร้อมกันในความมืดมิด...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับความหลอนและอบอุ่นนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ•ตอนที่ 8
ก้าวแรกสู่อาณาเขตอาถรรพ์
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!