คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ•ตอนที่ 19

ความลับของอาจารย์มินตรา

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นอายจางๆ ของน้ำมันจันทน์ผสมกับกลิ่นอลวนของสมุนไพรโบราณอบอวลอยู่ภายในห้องพักอาจารย์ส่วนตัว แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้เงาร่างของอาจารย์มินตราที่กำลังนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานดูโดดเดี่ยวและลึกลับยิ่งขึ้น บนโต๊ะไม้สักหนาเตอะเต็มไปด้วยกองกระดาษโบราณ สมุดบันทึกปกหนังสีดำที่กระดาษเหลืองกรอบ และวัตถุอาคมหลากชนิดที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามหลักเรขาคณิตลี้ลับ รณกรยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะนั้น มือข้างหนึ่งเผลอกุมยันต์กระดาษในกระเป๋าเสื้อโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบกวาดมองคราบรอยไหม้และอักขระที่จารด้วยเลือดบนแผ่นกระดานชนวนข้างกาย เธอไม่ได้เอ่ยปากไล่เขาให้ออกจากห้องตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาถือวิสาสะไขกุญแจเข้ามา นั่นแปลว่าเรื่องราวที่เธอกำลังแบกรับอยู่ มันเกินกว่าที่เด็กหนุ่มนักศึกษาปีสามอย่างเขาจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นได้อีกต่อไปแล้ว "เธอรู้ตัวไหมรณกร ว่าความอยากรู้อยากเห็นมันเคยฆ่าคนมามากแค่ไหนแล้ว" เสียงเรียบราบแต่นุ่มนวลเจือความเหนื่อยล้าดังขึ้น อาจารย์มินตราเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึก ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความโกรธเคือง มีเพียงความเวทนาและประกายความเจ็บปวดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้งจนคนมองรู้สึกแน่นหน้าอก "ผมแค่อยากรู้ว่าทำไม..." รณกรสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น "ทำไมอาจารย์ถึงต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปพัวพันกับค่ายอาคมของ 'สำนักเงาโลหิต' ทุกครั้ง ทำไมต้องคอยตามเก็บกวาดวิญญาณอาฆาตพวกนั้น ทั้งที่สำนักงานเขตไสยเวทเขามีหน่วยปฏิบัติการพิเศษโดยตรงอยู่แล้ว อาจารย์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำไมต้องเอาตัวเข้าแลกกับคำสาปย้อนกลับที่กำลังกัดกินวิญญาณของตัวเองอยู่ทุกค่ำคืนด้วยล่ะครับ" ประโยคสุดท้ายเผลอหลุดคำว่า 'ครับ' ออกไปด้วยความคุ้นชิน แต่รณกรไม่ได้สนใจจะแก้คำพูด เพราะสายตาของเขาถูกดึงดูดด้วยรอยสักอักขระสีดำที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงต้นคอของอาจารย์สาวเมื่อเธอขยับตัว—มันคือร่องรอยของ 'พันธสัญญาเลือด' ที่สะท้อนว่าเธอกำลังใช้ร่างกายของตัวเองเป็นภาชนะกักเก็บอาถรรพ์ อาจารย์มินตราแค่นหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นแหร่งแห้งและบาดลึกในความรู้สึก "หน่วยปฏิบัติการพิเศษเหรอ..." เธอยกปลายนิ้วขึ้นแตะรอยสักที่ลำคอ แววตาเหม่อลอยราวกับย้อนกลับไปในอดีตที่ฝังกลบ "พวกเขามีหน้าที่รักษา 'ระเบียบ' ของโลกไสยเวท แต่พวกเขาไม่เคยสนใจ 'ชีวิต' ของคนที่ตายไปอย่างไร้ความยุติธรรม... รณกร เธอกลัวผีตอนตีสามไหมล่ะ" รณกรขมวดคิ้วแน่น ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน แต่เขาก็พยักหน้ารับตามตรง "กลัวครับ... ใครจะไม่กลัวล่ะครับ ถ้าเจออะไรแปลกๆ ตอนตีสาม" "แต่ฉันไม่ได้กลัวผีตอนตีสามหรอกนะ" อาจารย์มินตราลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างเพรียวบางในชุดสูทสีเข้มเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม ระยะห่างระหว่างกันเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายพลังงานโบราณที่กดดันจนอากาศรอบตัวหนาแน่นขึ้นทำให้รณกรต้องเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วน "สิ่งที่ฉันกลัวที่สุด คือการตื่นมาตอนตีสามแล้วพบว่า 'คนในครอบครัว' ของฉันกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะไปผุดไปเกิดเพราะน้ำมือของคนกลุ่มเดียวกันกับที่เรากำลังตามล่าอยู่ต่างหาก" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ รณกรเบิกตากว้าง ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาโบราณบนผนังที่ดังติ๊กต็อกราวกับนับถอยหลัง "พี่ชายของฉัน..." อาจารย์มินตราเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "คืออดีตหัวหน้าหน่วยตรวจสอบไสยเวทคนที่เธอเคยอ่านเจอในเอกสารลับเมื่อสัปดาห์ก่อน เขาไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถคว่ำอย่างที่รายงานทางการระบุไว้ ร่างกายของเขาถูกใช้เป็นสะพานเชื่อมเปิดประตูนรกเพื่อแลกกับอำนาจทางธุรกิจของตระกูลใหญ่ในสภาไสยเวท และพวกมัน... ก็ยังลอยนวลอยู่จนถึงทุกวันนี้" รณกรเม้มปากแน่น ความโกรธปะปนกับความเห็นใจแล่นริ้วขึ้นมาในอก ชิ้นส่วนปริศนาทั้งหมดที่เขาเคยสงสัยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเริ่มต่อเข้าหากันอย่างเป็นระบบ อาจารย์มินตราไม่ได้เข้ามาพัวพันกับเรื่องลี้ลับเพราะความบังเอิญ หรือเพราะความชอบส่วนตัว แต่นี่คือการเดินทางบนเส้นทางแห่งการแก้แค้นและการทวงคืนความยุติธรรมที่เดิมพันด้วยวิญญาณของตนเอง "แล้วอาจารย์กำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้..." รณกรเอ่ยถามเสียงเครือ มือที่เคยสั่นเทากลับกำแน่นขึ้นด้วยความมุ่งมั่น "การใช้พันธสัญญาเลือดสะกดรอยพวกมัน อาจารย์กำลังเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งให้อาคมย้อนกลับกินรวบวิญญาณใช่ไหมครับ?" อาจารย์มินตรามองหน้าลูกศิษย์หนุ่มนิ่งนาน ราวกับกำลังประเมินความตั้งใจและจิตวิญญาณของเด็กหนุ่มตรงหน้า รอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากระจายตัวขึ้นบนมุมปากเรียวสวย "ใช่... และเพราะแบบนั้นแหละ ฉันถึงไม่ควรดึงเธอให้เข้ามาเปื้อนเลือดด้วยเลย รณกร" เธอยื่นมือเรียวแตะที่ไหล่ของเขาเบาๆ "พรุ่งนี้เช้า ไปทำเรื่องย้ายภาควิชาซะ หรือไม่ก็เลิกพกยันต์พวกนั้นเสีย นี่คือคำสั่งของอาจารย์" รณกรไม่ถอยหลังหนี เขากลับขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ดวงตาแน่วแน่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย "ผมเป็นคนเลือกที่จะเปิดประตูห้องนี้เองตั้งแต่แรกนะครับอาจารย์... และในเมื่อดวงผมมันสมพงษ์กับเรื่องพวกนี้จนสะบัดไม่หลุดแล้ว ให้ผมได้เดินไปข้างๆ อาจารย์ในฐานะผู้ช่วยเถอะครับ" ก่อนที่อาจารย์มินตราจะได้เอ่ยคำปฏิเสธใดๆ ออกมา บรรยากาศภายในห้องก็พลันเย็นเยียบลงฉับพลัน เปลวไฟจากโคมไฟสีส้มสั่นไหวรุนแรงจนเกือบดับลง สมุดบันทึกปกหนังสีดำบนโต๊ะเปิดกระพือด้วยตัวเองโดยไม่มีสายลม เสียงกระซิบแหบพร่าหลายร้อยเสียงดังระงมขึ้นจากทุกมุมห้อง ราวกับมีแขกไม่ได้รับเชิญจำนวนมากกำลังเบียดเสียดกันเข้ามาเคาะประตูมิติจากด้านหลังกำแพง *ติ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนจากระบบผนผนึกวิญญาณที่รณกรไม่เคยได้ยินมานานดังขึ้นในหัว สมองของเขาสั่นสะท้อนพร้อมกับข้อความสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า [ตรวจพบพลังงานวิญญาณระดับภัยพิบัติ: "ผู้เฝ้าประตูนรก" ปรากฏตัวในรัศมี 10 เมตร!] [เงื่อนไขพิเศษเปิดใช้งาน: พันธสัญญาเลือดระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์เชื่อมโยงสมบูรณ์] [คำเตือน: เป้าหมายเบื้องหน้าไม่ใช่ศัตรู แต่เป็น...ร่างจำแลงของพี่ชายอาจารย์มินตราที่ถูกควบคุมโดยสำนักเงาโลหิต!] รณกรหน้าซีดเผือดเมื่อเงาร่างสีดำทมิฬขนาดมหึมาค่อยๆ ก้าวทะลุกำแพงห้องออกมา ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่พวกเขาทั้งสองคน พร้อมกับรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่ส่งเสียงทักทายในความมืด "มินตรา... น้องสาวตัวน้อยของฉัน เธอกล้าดียังไงถึงพา 'หนูทดลอง' ตัวใหม่มาส่งให้ฉันถึงที่นี่..." ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับนภากระซิบผีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%