เสียงปรบมือแปะๆ สองครั้งในความเงียบสงบของห้องประชุมใหญ่ชั้นสี่ิบสอง ดังก้องราวกับเสียงค้อนทุบลงบนแผ่นเหล็กที่กำลังร้อนระอุ
"เกมจบแล้วนะ... ลูกชายของฉัน"
ประโยคสั้นๆ จากปากของท่านประธานธนาธร ผู้เป็นทั้งพ่อบังเกิดเกล้าและเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหมื่นล้าน ยังคงแขวนลอยอยู่ในอากาศ กลิ่นอายของความกดดันแผ่ซ่านเสียจนพนักงานในห้องประชุมแทบไม่กล้าหายใจแรง กวินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะประชุมกระจกเงาวับ เงสะท้อนของตัวเขาเองในกระจกดูเล็กลงถนัดตาเมื่อเทียบกับบารมีอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อ ชายสูงวัยในสูทตัดเย็บชั้นดีนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสบาย แววตาหลังกรอบแว่นราคาแพงคู่นั้นมองบุตรชายราวกับกำลังมองหมากตัวหนึ่งที่หมดประโยชน์บนกระดาน
กวินไม่ได้หลบตาอีกต่อไปแล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขายอมก้มหน้ายอมรับบทบาท "ลูกชายผู้ล้มเหลว" ที่พ่อมักจะหยิบยื่นให้เสมอ ยอมจำนนต่อความคาดหวังที่ไม่มีวันเอื้อมถึง และยอมปล่อยให้จิตวิญญาณของตัวเองค่อยๆ เหือดแห้งไปในห้องทำงานสี่เหลี่ยมแคաբๆ ท่ามกลางตึกระฟ้าอันเย็นชา แต่วันนี้... เมื่อหูของเขายังคงจำเสียงสะท้อนคำพูดของริน หญิงสาวผู้ทำความสะอาดตึกผู้มองเห็นคุณค่าในตัวเขามากกว่าที่เขาเห็นตัวเองได้ ความกล้าหาญบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอก
มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวที่เป็นไฟเผาผลาญ แต่มันคือความนิ่งสงบอันทรงพลังดั่งผิวน้ำลึกที่ไม่มีวันกระเพื่อม
กวินสูดลมหายใจเข้าลึก กวาดสายตามองเอกสารโครงการที่ถูกปัดตกบนโต๊ะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับพ่ออย่างตรงไปตรงมา
"ผมไม่ได้เล่นเกมครับ คุณพ่อ" เสียงของกวินทุบทำลายความเงียบ นุ่มนวลแต่หนักแน่นจนผู้เป็นพ่อถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
ธนาธรหรี่ตาลง รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปาก "แกกล้าดียังไงมาขึ้นเสียงกับฉัน กวิน? แกคิดว่าปีกกล้าขาแข็งแค่ไหน ถึงกล้าปฏิเสธแผนงานที่ฉันวางไว้ให้ทั้งหมด? จำใส่หัวเอาไว้ว่าทุกตารางเมตรในตึกนี้ แกสร้างมันขึ้นมาจากเงินและเส้นสายของฉันทั้งสิ้น แกไม่มีตัวตนอะไรเลยถ้าไม่มีนามสกุลนี้"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นพยายามจะรื้อฟื้นปมด้อยในวัยเด็กของกวินขึ้นมาอีกครั้ง มือที่กำแฟ้มเอกสารในมือสั่นเทราเล็กน้อย หัวใจเต้นระรัวด้วยความเจ็บปวดที่คุ้นเคย แต่วินาทีนั้นเอง ภาพของรินที่กำลังก้มหน้าก้มถูพื้นด้วยความหยาดเหงื่อและความอดทนในห้องทำงานของเขาเมื่อคืนก่อน กลับผุดขึ้นมาในหัว รินผู้ไม่เคยมีนามสกุลยิ่งใหญ่ค้ำคอ รินผู้ใช้มือทั้งสองข้างหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต และรินผู้กล้าที่จะเตือนสติเขาว่า *'ชีวิตนี้เป็นของคุณนะคะคุณกวิน ไม่ใช่ของใครอื่น'*
ใช่... มันไม่ใช่ของพ่อ และไม่ใช่ของบริษัทนี้
กวินผ่อนลมหายใจออกทางปากอย่างช้าๆ ความสั่นเทาในมือหายไป แทนที่ด้วยความมั่นคง เขาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น
"ท่านพูดถูกครับ... ผมไม่มีวันยิ่งใหญ่เท่าท่าน และผมก็ไม่เคยต้องการที่จะเป็นเงาของใครด้วย" กวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่มั่นคง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่ม "ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านยอมรับ พยายามเป็นลูกชายที่สมบูรณ์แบบตามที่ท่านขีดเส้นไว้ แต่วันนี้ผมเพิ่งเข้าใจ... ว่ายิ่งผมวิ่งตามเส้นนั้นมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งสูญเสียความเป็นตัวเองมากเท่านั้น"
บรรยากาศในห้องประชุมเย็นเยียบลงไปอีกหลายองศา ผู้บริหารระดับสูงหลายคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดเสียว ไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับท่านประธานเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ธนาธรหน้าชา ทc์สีหน้าเปลี่ยนจากความเย้ยหยันเป็นความกริ้วโกรธ ดวงตาคู่นั้นลุกโชนด้วยไฟโทสะ "แก... แกกล้าดีมากนะ! ถ้าคิดว่าแน่จริง ก็ไสหัวออกไปจากตึกนี้ซะ! อย่าลืมเก็บข้าวของของแกไปให้หมด และจำไว้ว่า แกจะไม่ได้เงินสักแดงเดียวจากบริษัทนี้!"
กวินพยักหน้ารับอย่างสงบ ไม่มีน้ำตา ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความโล่งเบาอย่างประหลาดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
"ครับ ผมจะไป" กวินกล่าวสั้นๆ "และผมขอลาออกจากตำแหน่งรองประธานฝ่ายพัฒนาโครงการ ณ วินาทีนี้ครับ"
ชายหนุ่มหันหลังให้ผู้เป็นพ่อทันทีโดยไม่รอฟังคำด่าทอใดๆ อีก ก้าวเดินอย่างมั่นคงออกจากห้องประชุม ท่ามกลางสายตานับสิบที่มองตามด้วยความตกตะลึงระคนนับถือ ทุกย่างก้าวที่เดินพ้นจากห้องนั้น ราวกับโซ่ตรวนที่ล่ามขาเขาไว้ตลอดชีวิตได้หลุดร่วงลงทีละเปลาะ
เมื่อกวินเดินกลับมาถึงชั้นทำงานของตนเอง บรรยากาศเงียบงันยิ่งกว่าเดิม พนักงานทุกคนต่างรู้ข่าวอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง หลายคนมองเขาด้วยความเห็นใจ บางคนเบือนหน้าหนีด้วยความกลัวว่าจะโดนหางเลข กวินไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้น เขาเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง หยิบรูปถ่ายใบเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู มันเป็นรูปถ่ายวิวเมืองกรุงเทพฯ จากมุมสูงที่เขาถ่ายไว้ในวันที่รู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด
ตอนนี้ เขากลับมองเห็นมันด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป
ตึกระฟ้าเหล่านี้ไม่ได้ดูน่ากลัวและกดดันอีกต่อไปแล้ว แต่เบื้องล่างนั้นมีความกว้างใหญ่ไพศาล และมีพื้นที่มากพอสำหรับคนที่กล้าจะเริ่มต้นใหม่ด้วยลำแข้งของตัวเอง
กวินเก็บรูปถ่ายและข้าวของส่วนตัวลงในกล่องกระดาษลังสีน้ำตาลอย่างใจเย็น ขณะที่เขากำลังจะหันหลังเดินออกจากห้องทำงาน ประตูลิฟต์บริเวณโถงทางเดินก็เปิดออก ร่างผอมบางในชุดยูนิฟอร์มพนักงานทำความสะอาดของรินก้าวเดินออกมา พร้อมกับรถเข็นอุปกรณ์ทำความสะอาด เธอหยุดชะงักเมื่อเห็นกวินถือกล่องกระดาษลังยืนอยู่ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตกใจระคนคำถาม
รินมองหน้ากวินสลับกับกล่องในมือ ก่อนที่รอยยิ้มจางๆ จะปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของหญิงสาว เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่กลับสื่อความหมายได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดนับพัน
"เป็นอิสระแล้วสินะคะ" รินเอ่ยขึ้นเบาๆ เมื่อเดินเข้ามาใกล้
กวินพยักหน้า ชายหนุ่มส่งยิ้มกว้างที่สุดในรอบหลายปีให้เธอ "ครับ... ขอบคุณคุณรินมากนะครับ ถ้าไม่ได้คุณ ผมคงยังเป็นแค่หุ่นยนต์ตัวหนึ่งในตึกนี้"
รินส่ายหน้าเบาๆ "ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ คนที่กล้าเดินออกมา... คือตัวคุณเองต่างหากล่ะคะ"
ทั้งสองยืนสบตากันในความเงียบของโถงทางเดินที่คุ้นเคย ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้าทั้งสองได้ก้าวข้ามผ่านเส้น יםของการเป็นเพียงแค่ผู้ร่วมอาคารเดียวกันไปนานแล้ว พวกเขาคือเพื่อนร่วมทางในเมืองใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างเยียวยาแผลใจให้แก่กัน
"แล้วหลังจากนี้... คุณจะไปไหนต่อคะ?" รินเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
กวินกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ยังไม่ทันที่เสียงจะหลุดรอดจากริมฝีปาก เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเรียกชื่อเขาก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลังซะก่อน
"คุณกวินครับ! ประธานเรียกตัวด่วนครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
เลขาคนสนิทของท่านประธานวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดตรงหน้ากวิน ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด มือสั่นเทาขณะยื่นแท็บเล็ตหน้าจอแสดงข่าวร้อนแรงในโลกออนไลน์ให้ดูกลุ่มพนักงานที่ยืนมุงอยู่รอบๆ
กวินขมวดคิ้วรับแท็บเล็ตมาถือไว้ สายตากวาดมองพาดหัวข่าวใหญ่บนหน้าเว็บไซต์สำนักข่าวเศรษฐกิจชื่อดัง... และเพียงเสี้ยววินาทีนั้นเอง เลือดในกายของเขาก็เย็นเฉียบลงจนจับขั้วหัวใจ
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอหาใช่ข่าวการลาออกของเขา แต่เป็นภาพเอกสารลับโครงการประมูลที่ดินมูลค่าหมื่นล้าน พร้อมข้อความระบุว่า *'บริษัท เอส.เค. ดีเวลลอปเมนท์ ภายใต้การบริหารของตระกูลดัง ถูกร้องเรียนเรื่องการฮั้วประมูลและฟอกเงิน!'*
และชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ถูกเปิดเผยในฐานะผู้รับผิดชอบสูงสุดตามกฎหมาย... กลับไม่ใช่ชื่อของธนาธรผู้เป็นพ่อ
...แต่เป็นชื่อของ "กวิน ธนาภัทร" บุตรชายคนเล็กผู้เพิ่งยื่นใบลาออกไปเมื่อห้านาทีก่อนหน้านี้เอง!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเดินทางร่วมกันมาจนถึงบทนี้นะครับ
เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 42
ความกล้าที่ซ่อนอยู่
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!