เสียงโลหะกระทบกันดังแกรกจากบันไดหนีไฟด้านนอกห้อง 402 คือสัญญาณเตือนภัยที่ดังชัดเจนที่สุดในความเงียบสงัดยามวิกาล
กวินยืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดติดอยู่ตรงลำคอ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองผ่านกระจกใสระเบียงที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นเมือง ร่างที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของราตรีนั้นไม่ใช่ภาพหลอนจากความเหนื่อยล้า ไม่ใช่ความฝันอันเลวร้ายในค่ำคืนที่ฝนทำท่าจะตกแต่มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ‘เขา’ คนนั้น คนที่ควรจะจมดิ่งอยู่ก้นบึ้งของความทรงจำเมื่อสิบปีก่อน คนที่ชื่อว่า ‘ธนา’ กำลังใช้มือข้างหนึ่งเกาะขอบระเบียง และก้าวเข้ามาในห้องชุดของกวินอย่างช้าๆ ราวกับเจ้าของบ้านที่กลับมาทวงคืนทุกสิ่ง
"ตกใจมากเลยหรือครับคุณกวิน... สีหน้าของคุณดูเหมือนคนเพิ่งเห็นผีไม่มีผิด"
เสียงแหบต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสีเข้มที่เปียกชื้นเล็กน้อยก้าวพ้นขอบระเบียงเข้ามา กวินถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว จนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางหนังสือ เสียงสันหนังสือกระแทกกันดังลั่นห้อง กวินพยายามอ้าปากพูด แต่ลำคอกลับแหบผาก ไร้ซึ่งเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา
สิบปี... สิบปีเต็มๆ ที่ข่าวอุบัติเหตุครั้งนั้นระบุว่าธนาเสียชีวิตในกองเพลิงที่โรงงานเก่าริมน้ำ ไม่มีแม้แต่ร่างให้ฝัง มีเพียงคดีปิดตายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุจากความประมาท แต่วันนี้ คนที่ตายไปแล้วกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา ห่างกันแค่เพียงเอื้อมมือ
"คุณ... คุณตายไปแล้ว..." กวินเค้นเสียงกระซิบออกมาได้ในที่สุด มือข้างที่ถือโทรศัพท์มือถือสั่นเทาราวกับคนเป็นไข้ป่า
ธนากระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเดิม รอยยิ้มที่เคยทำให้กวินเชื่อใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในคืนวันห่าฝนถล่มเมื่อสิบปีก่อน ธนาเดินเข้ามาใกล้ ช้าๆ ราวกับจงใจกดดันสภาพจิตใจของชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยว
"ความตายมันก็เป็นแค่เรื่องที่คนเป็นสมมติขึ้นมาเพื่อความสบายใจหรอกครับคุณกวิน... เหมือนกับที่คุณพยายามบอกตัวเองว่า คุณใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ในตึกระฟ้าแห่งนี้ ทั้งที่ความจริงแล้ว คุณกำลังจมน้ำตายทั้งเป็น"
กวินรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น สมองของเขาหมุนวนด้วยความหวาดกลัวและคำถามนับร้อย ทำไมธนาถึงยังไม่ตาย? ทำไมต้องกลับมาที่นี่? และที่สำคัญที่สุด... ใครเป็นคนส่งมันมา?
ทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินหัวใจจนแทบแหลกสลาย เสียงเคาะประตูก็หักล้างบรรยากาศอันตึงเครียดลงอย่างกะทันหัน
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ไม่ใช่เสียงเคาะธรรมดา แต่มันคือจังหวะการเคาะสามครั้งเว้นสองครั้ง—สัญญาณลับที่กวินไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินจากนอกห้องของตัวเอง
ธนาชะงักฝีเท้า หันขวับไปมองที่ประตูหน้าห้องด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นความระแวง รอยยิ้มหายวับไปจากใบหน้า
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นและทรงพลังกว่าเดิม ก่อนที่ลูกบิดประตูด้านนอกจะหมุนช้าๆ โดยไม่ต้องรอให้อธิบายว่าใครเป็นคนเปิด
ประตูก็ถูกผลักเปิดออกด้วยมือของชายสูงวัยคนหนึ่ง
ริน ซึ่งยืนอยู่บริเวณโถงทางเดินด้านนอก (หลังแอบเฝ้าสังเกตการณ์ความผิดปกติผ่านกล้องวงจรปิดส่วนกลางตามสัญชาตญาณ) พยายามจะวิ่งเข้าไปช่วย แต่ถูกชายชราคนนั้นยกมือห้ามไว้ด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึก ชายชราคนนั้นคือ ‘คุณลุงประสาร’ ลูกบ้านห้อง 406 ผู้เงียบขรึมและเก็บตัวมาตลอดเจ็ดปีที่ตึกนี้เปิดทำการ ไม่มีใครเคยเห็นลุงประสารพูดคุยกับใคร เกินกว่าคำว่า "สวัสดี" หรือ "ครับ" สั้นๆ ยามเดินสวนกันในลิฟต์
แต่ในยามวิกาลนี้ ลุงประสารในชุดเสื้อยืดสีขาวเรียบๆ และกางเกงสแล็คเก่าๆ กลับยืนสงบนิ่งอยู่ตรงธรณีประตู สายตาภายใต้กรอบแว่นสายตาหนาทึบไม่ได้มองมาที่กวิน แต่มันจับจ้องตรงไปที่ธนา—ชายผู้มาจากอดีต
"ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้ การปีนระเบียงเข้ามาในห้องผู้อื่น มันไม่ใช่พฤติกรรมของแขกที่ดีเลยนะครับ คุณธนา"
เสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิทของลุงประสารดังขึ้น ท่ามกลางความตกตะลึงของกวิน ธนาหันขวับกลับมามองผู้มาใหม่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดระแวงอย่างปิดไม่มิด
กวินหันไปมองลุงประสารสลับกับธนา สมองของเขาตื้อตัน "ลุง... ลุงรู้ได้ยังไงว่าเขาชื่อ..."
ลุงประสารไม่ได้ตอบคำถามทันที ชายสูงวัยค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง กลิ่นอายความเยือกเย็นรอบตัวของลุงประสารกลับทำให้บรรยากาศที่เคยกดดันผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าความลับทุกอย่างที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมของตึกระฟ้าแห่งนี้ กำลังจะถูกเปิดเผยโดยชายชราผู้ทำตัวราวกับไร้ตัวตนคนนี้
"ผมอยู่ที่ตึกนี้มานานกว่าใครเพื่อนครับคุณกวิน..." ลุงประสารเอ่ยขึ้น สายตายังคงจ้องเขม็งไปยังธนาที่เริ่มถอยร่นไปชิดระเบียง "และผมก็รู้ด้วยว่า ใครบางคนพยายามซ่อนตัวจากเงาของตัวเองมานานแค่ไหน... รวมถึงรู้ว่า ใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังความพังทลายของครอบครัวคุณเมื่อสิบปีก่อนจริงๆ"
ธนากัดฟันกรอด มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต ราวกับเตรียมจะหยิบอาวุธบางอย่างออกมา "แกเป็นใคร ตาแก่... อย่ามายุ่งเรื่องชาวบ้าน"
"ผมไม่ใช่ชาวบ้านหรอกครับ" ลุงประสารตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ธนาชะงัก "ผมเป็นคนดูแลความสะอาด... ของตึกนี้ และผมเกลียดที่สุดคือพวกขยะที่ชอบกลับมารื้อฟื้นเรื่องเน่าเฟะในบ้านของคนอื่น"
บรรยากาศในห้อง 402 กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แต่คราวนี้ กวินไม่ได้ยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความหนาวเหน็บของเมืองใหญ่อีกต่อไปแล้ว มีรินที่ยืนมองด้วยความเป็นห่วงอยู่ตรงประตู และมีลุงประสารผู้ลึกลับที่ยืนเคียงข้างเขาในฐานะพันธมิตรคนใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด
ธนาหัวเราะในลำคออย่างบ้าคลั่ง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ "คิดว่าจะรุมฉันได้งั้นสินะ... แกคิดผิดแล้ว ตาแก่"
พูดจบ ธนาก็พุ่งตัวเข้าหาลุงประสารด้วยความเร็วราวกับเสือชีตาร์ที่จนมุม กวินส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ พยายามจะขยับตัวเข้าไปช่วย แต่เหตุการณ์ตรงหน้ากลับพลิกผันเร็วกว่าที่เขาจะทันตั้งตัว
ลุงประสารไม่แม้แต่จะหลบ หรือแสดงอาการตื่นตระหนก ชายชราเพียงแค่เอี้ยวตัวหลบหมัดที่เหวี่ยงมาอย่างแม่นยำ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งจับข้อมือของธนาบิดสวนทางอย่างรวดเร็วด้วยทักษะการต่อสู้ที่ไม่น่าจะพบเห็นได้ในตัวชายสูงวัยทั่วไป และในจังหวะที่ธนาเสียหลักล้มลงกับพื้นห้อง ลุงประสารก็ใช้เท้ากดทับร่างนั้นไว้ พร้อมกับก้มลงกระซิบข้างหูของธนาด้วยประโยคบางอย่างที่เบาจนกวินไม่ได้ยิน
แต่สิ่งที่กวินได้ยินอย่างชัดเจน และทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ คือเสียงกระซิบแผ่วเบาจากปากของลุงประสาร ที่เอ่ยเรียกชื่อจริงอีกชื่อหนึ่งของธนา... ชื่อที่แม้แต่กวินเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน
"เกมจบแล้วนะ... ลูกชายของฉัน"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับ "คนมองเมือง"เสมอนะครับ
เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 41
พันธมิตรคนใหม่
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!