เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 50

เสียงแห่งเอกภาพ

ผลงานโดย คนมองเมือง
"ถ้าพวกเรายังเลือกที่จะมองไม่เห็นหัวคนข้างห้อง วันที่ตึกหลังนี้ถล่มลงมา เราก็จะไม่เหลือแม้แต่ซากให้ใครมาตามหาครับ" เสียงของกวินไม่ได้ดังสนั่นจนน่าตกใจ แต่ความนิ่งเรียบและหนักแน่นในน้ำเสียงนั้น ทำให้เสียงซุบซิบของคณะกรรมการนิติบุคคลและตัวแทนเจ้าของร่วมกว่าสามสิบชีวิตในห้องประชุมเงียบลงทันตาเห็น ร่างผอมบางในชุดสูทสีเทาที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหลายคืนยืนตระหง่านอยู่หน้ากระดานไวท์บอร์ด แสงไฟนีออนสีขาวสาดส่องลงบนใบหน้าตึงเครียดที่ผ่านความเหนื่อยล้ามาค่อนคืน รอบตัวเขามีเพียงสายตาทั้งเป็นมิตรและเคลือบแคลงสงสัยจ้องมองกลับมา ในมุมอับสายตาใกล้ประตูทางออก ริน ในชุดยูนิฟอร์มพนักงานทำความสะอาดสีฟ้าซีด ยืนกอดอกพิงผนังปูนเปลือย ดวงตาคู่คมที่ผ่านการกวาดหยากไย่และคราบน้ำตาของผู้คนมานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องกวินด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอเห็นชายหนุ่มผู้เคยขังตัวเองไว้หลังบานประตูห้อง 804 ผู้ชายที่เคยเชื่อว่าความสุขคือการไม่ต้องยաբเกี่ยวหรือผูกพันกับใคร วันนี้เขากำลังยืนอยู่ตรงนี้ เพื่อใช้เสียงของตัวเองปกป้องบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า "ผมเคยคิดว่า การอยู่คนเดียวคือเกราะป้องกันที่ปลอดภัยที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้ครับ" กวินกวาดสายตามองเพื่อนบ้านทีละคน ช้าๆ และจริงใจ "เราจ่ายค่าส่วนกลางแพงระยับเพื่อแลกกับการไม่ต้องทักทายใครในลิฟต์ เราซื้อความเงียบสงบด้วยการปิดประตูใส่หน้าโลกภายนอก และเราคิดว่าตึกระฟ้าสูงตระหง่านแปดสิบชั้นหลังนี้ คือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิต" เขาเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ตอกย้ำความจริงอันน่าเจ็บปวด "แต่ความจริงคืออะไรล่ะครับ? ...ความจริงคือ เมื่อคืนก่อน ห้อง 402 ไฟไหม้จากหม้อหุงข้าวเก่าๆ ลุงสมชายต้องเคาะประตูเรียกห้องอื่นถึงสิบห้อง มีเพียงห้องเดียวที่เปิดประตูออกมาช่วย ส่วนที่เหลือ... ปิดล็อคกลอนแน่นหนาเพราะกลัวถูกรบกวนเวลาพักผ่อน นั่นคือความมั่นคงที่เราภาคภูมิใจกันนักอย่างนั้นหรือครับ?" เสียงถอนหายใจดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง ป้าวิไล เจ้าของห้องชุดหรูชั้นบนสุด หลบสายตา เธอเป็นหนึ่งในคนที่เคยบ่นเรื่องเสียงเดินของเด็กห้อง 402 อยู่บ่อยครั้ง กวินผ่อนลมหายใจยาว ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะประชุมยาวที่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในคอนโดแห่งนี้พยายามโน้มน้าวให้ทุกคนขายสิทธิ์การถือครองที่ดินให้แก่กลุ่มทุนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ "พวกเขากำลังเสนอเงินก้อนโตให้เราครับ เป็นตัวเลขที่ดูหอมหวานพอจะทำให้เราลืมความเหนื่อยยากไปได้สักสองสามปี..." กวินชี้ไปที่ตัวเลขผลกำไรบนกระดานไวท์บอร์ด "แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เคยบอกพวกเราเลยก็คือ หลังจากที่เราแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางแล้ว... จิตวิญญาณของพวกเราที่ร่วมสร้างรอยยิ้ม ความช่วยเหลือยามวิกฤต และความเป็นมนุษย์ที่เคยแบ่งปันให้กันในตึกนี้ล่ะครับ เราจะเอาไปไว้ที่ไหน?" รินที่ยืนมองอยู่เงียบๆ เผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย เธอจำได้ดีถึงวันแรกที่กวินทำกาแฟหกใส่เสื้อเธอยามเช้าวันฝนพรำ วันนั้นเขารีบเดินหนีโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำขอโทษ แต่วันนี้ ผู้ชายคนเดิมกำลังเอ่ยปากทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับเพื่อนบ้านที่เขาไม่เคยรู้จักชื่อมาก่อนด้วยซ้ำ "ชุมชนไม่ใช่แค่ตึกอิฐปูนและกระจกนิรภัยนะครับ" กวินพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอินในความรู้สึก "ชุมชนคือเสียงหัวoเราะของเด็กๆ ที่สนามหญ้าชั้นล่าง คือกลิ่นแกงจืดจากห้องข้างๆ ที่ลอยมาเตะจมูกเวลาที่เราหิวโซ คือรอยยิ้มพยักหน้าให้กันของ ริน และพนักงานทุกคนที่คอยดูแลความสะอาดให้เราโดยที่เราไม่เคยเหลียวแล... ถ้าเรายอมแพ้ให้กับเงินก้อนนี้ เราไม่ได้แค่ขายคอนโดครับ... เรากำลังขายความเป็นมนุษย์ของเราเอง" ความเงียบงันปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดเหมือนตอนแรก มันเป็นความเงียบที่เกิดจากการครุ่นคิด การตระหนักรู้ และหัวใจของผู้คนที่เริ่มสั่นไหว ลุงสมชาย ชายชราห้อง 402 ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่หางตาอย่างเงียบๆ เขาลุกขึ้นยืนด้วยหลังที่ค่อมงอเล็กน้อย "ผม... ผมไม่อยากย้ายไปไหนหรอกครับ อยู่ที่นี่มาสิบปี ต้นมะม่วงที่ผมปลูกไว้ที่สวนหย่อม มันออกผลให้ผมกินทุกปี... ผมไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ ครับคุณกวิน" ประโยคสั้นๆ จากชายชราผู้ไร้ทางสู้ ทำลายกำแพงสุดท้ายในใจของทุกคนลงอย่างราบคาบ เสียงพยักหน้ารับเริ่มดังขึ้นทีละนิด จากสองสามคน กลายเป็นเสียงสนับสนุนที่ดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้องประชุม คณะกรรมการนิติบุคคลฝ่ายที่สนับสนุนนายทุนหน้าซีดเผือด พวกเขาเริ่มเห็นแล้วว่ากระแสลมแห่งความสามัคคีได้พัดเปลี่ยนทิศทางไปเรียบร้อยแล้ว กวินหันกลับมามองกระดานไวท์บอร์ด เขาระบายยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน รอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความสำเร็จทางธุรกิจ แต่มาจากความอิ่มเอมในหัวใจที่ได้รู้ว่า ตึกระฟ้าแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ความเย็นชาของคอนกรีตอีกต่อไป เขาก้าวถอยหลังเพื่อเตรียมจะสรุปวาระการประชุม และหันไปสบตากับรินที่ส่งยิ้มให้กำลังใจมาจากมุมห้อง ทว่า... ในวินาทีที่ทุกคนกำลังฮึกเหิมและเตรียมลงมติคัดค้านข้อเสนอของนายทุน เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว ประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ โดยชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลราคาแพง ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาคมกริบกวาดมองทุกคนในห้องก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่กวิน เขาก้าวเข้ามาพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ และเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของกวินเย็นเฉียบลงในพริบตา "คุณพูดเรื่องจิตวิญญาณของชุมชนได้ซาบซึ้งมากครับคุณกวิน... แต่เกรงว่า น่าเสียดายที่คุณอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นวันพรุ่งนี้ของตึกนี้แล้ว เพราะสิทธิ์การถือครองห้องชุด 80% ในนามของผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์ให้บริษัทผมเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ครับ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตึกระฟ้าแห่งนี้มาด้วยกันจนถึงบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%