เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 47

ความจริงที่ถูกเปิดโปง

ผลงานโดย คนมองเมือง
"เวลาหมดลงแล้วครับ ท่านประธาน..." เสียงลมหายใจหอบกระชั้นของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังคงก้องกังวานอยู่ในโถงประชุมชั้นสูงสุด ทว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าเสียงนั้น คือความเงียบงันที่เข้าเกาะกุมหัวใจของทุกคนในห้อง กวินยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของเสาหินอ่อน มือขวาของเขากำแฟลชไดรฟ์สีดำสนิทไว้แน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว ความเย็นเฉียบของโลหะชิ้นเล็กๆ นั้นราวกับกำลังดูดกลืนอุณหภูมิในร่างกายของเขาไปจนหมดสิ้น รอบตัวเขาในเวลานี้ไม่มีทางหนีอีกแล้ว ในเมื่อลิฟต์ตัวสุดท้ายพังลงและทางเชื่อมชั้นใต้ดินถูกปิดตายด้วยซากปูนจากแรงสั่นสะเทือนของโครงสร้างตึกที่เริ่มทรุดตัว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ระหว่างพวกเขากับความพินาศ จึงไม่ใช่ความช่วยเหลือจากโลกภายนอก แต่เป็นความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผย "แกหมายความว่ายังไง... ที่ว่าตัดขาด?" น้ำเสียงของท่านประธานบริหารสั่นเครือเล็กน้อย รอยย่นบนใบหน้าอันทรงอำนาจกระตุกเกร็งอย่างปิดไม่มิด แม้พยายามจะรักษามาดผู้บริหารระดับสูงไว้เพียงใด แต่เหงื่อกาฬที่ผุดซึมตามไรผมก็ทรยศความกลัวที่อยู่ภายใน "หมายความว่าเราติดอยู่กับความอัปยศของตัวเองแล้วครับท่าน..." รินก้าวออกมาจากมุมห้อง เสียงรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของเธอเหยียบลงบนพรมราคาแพงดังชัดเจนในความเงียบ เธอไม่ได้ดูหวาดกลัวต่อสถานการณ์ตรงหน้าแม้แต่น้อย สายตาของหญิงสาวที่ผ่านการก้มหน้าก้มตาเช็ดถูคราบน้ำตาบนกระจกตึกระฟ้ามาแรมปี จ้องตรงไปยังชายผู้กุมชะตากรรมของพนักงานนับร้อย "และหลักฐานทั้งหมด... อยู่ในมือของกวินแล้วค่ะ... เอ่อ... อยู่ในมือของกวินแล้วครับ" เธอรีบแก้คำพูดเมื่อสบตารู้ทันจากกวิน กวินสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของฝุ่นปูนและกลิ่นกาแฟจางๆ จากแก้วที่ตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะประชุมผสมปนเปกันจนชวนคลื่นไส้ เขาก้าวเท้าออกไปจากเงาดำ เผชิญหน้ากับสายตานับสิบที่หันมามองเป็นตาเดียว สายตาที่เคยดูถูกเหยียดหยาม เปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงและวิงวอนในเวลาเดียวกัน "คุณกวิน..." รองประธานฝ่ายการเงินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามปั้นรอยยิ้มที่ฝืดเฝื่อนที่สุดในชีวิตออกมา "เรามาคุยกันได้นะ เรื่องตำแหน่งที่คุณเคยขอไว้... หรือโปรเจกต์ที่คุณเสนอไป ผมพร้อมจะอนุมัติให้เดี๋ยวนี้เลย... แค่คุณส่งไอ้เครื่องนั่นมาให้ผม" กวินหยุดยืนห่างจากโต๊ะประชุมตัวยาวเพียงไม่กี่ก้าว เขามองหน้าชายผู้เคยเหยียบย่ำความฝันของเขาอย่างไร้ความปรานี ภาพของพ่อที่นั่งซึมเศร้าหลังจากถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมเพราะการตกแต่งบัญชีของบริษัทแห่งนี้ผุดขึ้นมาในหัว มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือหนี้สินทางวิญญาณที่ต้องได้รับการชำระ "ตำแหน่งเหรอครับ?" กวินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบแห้งและไร้ซึ่งความขบขัน "คุณคิดว่าตลอดเวลาที่ผมก้มหน้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอยู่ในห้องแคบๆ นั่น ผมทำไปเพื่อเงินเดือนไม่กี่บาทที่คุณโยนให้หรือครับ? คุณไม่เคยเข้าใจเลยว่า คนที่ตึกระฟ้าแห่งนี้เหยียบย่ำ ไม่ได้สูญเสียแค่เงิน... แต่พวกเขาเสียอนาคต เสียครอบครัว และบางคน... เสียชีวิตไปโดยที่คุณไม่เคยชายตามองด้วยซ้ำ" กวินเดินตรงไปยังแผงควบคุมระบบภาพส่วนกลางของห้องประชุม มือสั่นเทาเล็กน้อยเสียบแฟลชไดรฟ์ลงในช่องเชื่อมต่อ หน้าจอ LED ขนาดยักษ์ที่เคยฉายกราฟแสดงผลกำไรอันสวยงามและภาพลักษณ์อันจอมปลอมของบริษัท ค่อยๆ ดับลงชั่วขณะ ก่อนจะปรากฏแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นมาแทนที่ เสียงฮือฮาดังขึ้นจากเหล่าผู้บริหารที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ เมื่อหน้าจอเริ่มรันไฟล์วิดีโอและเอกสารลับชุดใหญ่ "นี่มันอะไรกัน!" กรรมการคนหนึ่งลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้ล้มคว่ำ "คุณเอาเอกสารบัญชีลับของบริษัทมาจากไหน!" "มาจากถังขยะที่คุณสั่งให้เผาเมื่อคืนก่อนไงครับ" รินเป็นคนตอบ เสียงของเธอนิ่งสนิทแต่ทรงพลัง "คุณคิดว่าแม่บ้านที่คอยเก็บกวาดห้องทำงานหรูๆ ของพวกคุณ จะไม่รู้เลยหรือครับว่าเอกสารชิ้นไหนที่พวกคุณพยายามซ่อนไว้จากตำรวจตระเวนชายแดนและ ปปง. รอยเปื้อนกาแฟบนกระดาษแผ่นนั้น... มันคือรอยเดียวกับที่คุณทำหกใส่เสื้อผมตอนที่ผมก้มเช็ดพื้นเมื่อเดือนก่อน" บรรยากาศในห้องประชุมอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก บนจอภาพเวลานี้กำลังฉายเส้นทางการเงินที่ถูกถ่ายโอนไปยังบัญชีลับในต่างประเทศ พร้อมกับรายชื่อของพนักงานนับร้อยคนที่ถูกลอยแพและถูกบังคับให้เซ็นสัญญาลาออกเพื่อปิดปาก เหตุการณ์อุทกภัยและวิกฤตของบริษัทที่ถูกสร้างภาพขึ้นมาเพื่อให้มีการอนุมัติงบฉุกเฉิน แท้จริงแล้วเป็นเพียงแผนการฟอกเงินและยักยอกทรัพย์ครั้งใหญ่ของผู้บริหารระดับสูงกลุ่มนี้ ท่านประธานยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ตัวใหญ่ ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เขานั่งไขว่ห้าง มองหน้ากวินด้วยสายตาที่คมกริบราวกับใบมีด "แกคิดว่าหลักฐานพวกนี้ จะทำให้พวกฉันติดคุกได้งั้นรึ?" เสียงของท่านประธานต่ำทุบและทรงอำนาจจนน่าขนลุก เขายกมือขึ้นลูบเนกไทราคาแพงอย่างใจเย็น "ตึกนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ลิฟต์พัง ทางหนีไฟถูกปิดตาย ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตออกไปข้างนอกได้นอกจากระบบแลนภายในของตึก... ต่อให้แกฉายมันให้พวกเราดูตรงนี้ อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เมื่อความช่วยเหลือมาถึง หรือเมื่อตึกนี้... ทรุดลงมาทับพวกเราทุกคน ความจริงที่แกพยายามไขว่คว้ามันมา ก็จะถูกฝังกลบไปพร้อมกับซากปูนพวกนี้อยู่ดี ไม่มีใครรอดไปบอกใครได้หรอก กวิน" ความจริงข้อนั้นกระแทกเข้ากลางใจของทุกคนในห้องราวกับค้อนเหล็ก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพนักงานระดับล่างอีกสองคนที่ติดอยู่ในห้องนี้ด้วยกันต่างหน้าซีดเผือด ความตายที่คืบคลานเข้ามาพร้อมกับโครงสร้างตึกที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอาร์ดเป็นระยะ ทำให้ความหวังที่ริצוษหรี่มอดดับลงไปอีกขั้น กวินหันกลับมามองหน้าท่านประธาน ดวงตาของชายหนุ่มไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเด็ดเดี่ยวที่ลุกโชนขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของตึกที่กำลังจะพังทลาย "คุณพูดถูกครับท่าน..." กวินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะประชุมอีกก้าวหนึ่ง จนระยะห่างเหลือเพียงแค่เอื้อม "เราอาจจะหนีออกไปไม่ได้... และความจริงพวกนี้อาจจะจมอยู่ใต้ซากปรักหักพังจริงๆ" กวินหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องเก่าขึ้นมา หน้าจอของมันแสดงสถานะการอัปโหลดที่วิ่งไปถึง 99 เปอร์เซ็นต์ด้วยสัญญาณเฉพาะกิจที่เขาแอบติดตั้งไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานที่นี่ "แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่งครับ..." กวินยิ้มบางๆ รอยยิ้มของคนแปลกหน้าที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป "สัญญาณภายในแลนของตึกนี้... มันเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์สำรองของระบบจราจรอัจฉริยะกรุงเทพมหานคร ที่เพื่อนผม... ซึ่งเป็นอดีตเด็กส่งเอกสารที่คุณเคยไล่ออกอย่างไร้เยื่อใย... นั่งรอรับมันอยู่ปลายทางอีกฟากหนึ่งของเมืองตั้งนานแล้วครับ" ติ๊ด! เสียงแจ้งเตือนสั้นๆ ดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของท่านประธาน และพร้อมกันนั้น หน้าจอ LED ขนาดยักษ์ทั่วทั้งตึกระฟ้าแห่งนี้ รวมถึงป้ายโฆษณาดิจิทัลขนาดมหึมากลางแยกใจกลางเมืองที่มองเห็นได้จากหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ก็พลันดับวูบลงพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะสว่างขึ้นอีกครั้ง... ด้วยเอกสารการทุจริตทั้งหมดที่กำลังฉายหราให้คนทั้งเมืองได้ประจักษ์แก่สายตา! ท่านประธานผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด สีหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด ร่างกายสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เมื่อเสียงไซเรนรถตำรวจนับร้อยคันจากเบื้องล่างดังทะลุกระจกเข้ามาผสมผสานกับเสียงคำรามของโครงสร้างตึกที่กำลังแยกออกจากกัน แต่ก่อนที่ใครจะได้ทันขยับตัวเคลื่อนไหว แรงสั่นสะเทือนระดับมหึมาก็พุ่งเข้าชนตัวตึกจนกระจกใสบานยักษ์เบื้องหน้าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับร่างของใครบางคนที่พังประตูห้องประชุมเข้ามาในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวและหยาดน้ำตาของผู้คนในเมืองใหญ่ด้วยกันเสมอนะครับ - คนมองเมือง
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%