หน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาบนโต๊ะทำงานส่งเสียงเตือนเบาๆ เป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ใกล้หมด เช่นเดียวกับพลังชีวิตของฉันที่แทบจะเหลือศูนย์เต็มที แฟลชไดร์ฟสีดำสนิทที่วางอยู่ริมโต๊ะกลายเป็นวัตถุชวนหงุดหงิดสายตาตั้งแต่เมื่อสิบนาทีที่แล้ว หลังจากที่ฉันเถียงกับตาบ้าอคินจนคอแห้งผาก หมอนั่นก็ทิ้งประโยคชวนเข้าใจผิดเอาไว้แล้วเดินลอยชายหายเข้าห้องพักส่วนตัวหลังโรงงานประกอบโปรเจกต์ของคณะวิศวะไปอย่างไร้เยื่อใย
ให้ตายสิ! คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกเอ็มวีเพลงร็อกหรือไง ถึงต้องทำตัวลึกลับน่าหมั่นไส้ขนาดนั้น
ฉันสบถเบาๆ ในลำคอ นิ้วเรียวขยับรัวแป้นพิมพ์แก้ไขสไลด์พรีเซนต์งานโปรเจกต์ร่วมระหว่างนิเทศฯ และวิศวะเป็นรอบที่สิบ ความง่วงงุนและกลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดบนโต๊ะผสมปนเปกันจนชวนเวียนหัว ปลายจ้องมองหน้าจอที่เริ่มเบลอเป็นภาพซ้อน แต่เพราะความดื้อรั้นและศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ ทำให้ฉันปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อความเหนื่อยล้า... อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ดังขึ้นใกล้ๆ ไม่ได้ทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมอง เพราะคิดว่าเป็นวินเพื่อนสนิทของตาคนนั้นที่อาจจะเดินกลับมาเอาของ แต่ทว่า... กลิ่นอายเฉพาะตัวที่ลอยมาแตะจมูกกลับไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ของวิน มันคือกลิ่นสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และสนิมเหล็กที่เป็นเอกลักษณ์ของใครบางคน
“ถ้ายังฝืนนั่งทำหน้าเป็นยักษ์ใส่คอมพิวเตอร์อีกห้านาที รับรองว่าเธอได้ล้มพับไปกองกับพื้นจริงๆ แน่ ยัยปากจัด”
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าดังขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับแรงยวบลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ ฉันสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองค้อนตาขวางใส่อคินที่ยืนค้ำหัวอยู่ ใบหน้าคมคายนั้นบึ้งตึงกว่าปกติ ดวงตาคมกริบกวาดตามองหน้าจอและกองเอกสารรกๆ บนโต๊ะด้วยแววตาตำหนิที่ซ่อนความห่วงใยไว้ไม่มิด
“เรื่องของฉันค่ะ! งานจะเสร็จอยู่แล้ว นายจะมาatวุ่นวายทำไม... อุ๊บ!”
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ อคินก็เอื้อมมือหนามาปิดปากฉันไว้ดื้อๆ ฝ่ามืออุ่นจัดสัมผัสกับริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงฉอดๆ ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ กับจังหวะหัวใจที่เต้นผิดจังหวะในอกซ้ายของฉัน
“พูดมาก ปากเก่งไม่เลือกเวลา” อคินกระซิบเสียงต่ำ ดวงตาคมเข้มจ้องลึกลงมาในตาฉัน “ฉันบอกให้เดินไปเอาที่ห้อง ไม่ได้บอกให้มานั่งทรมานสังขารอยู่ตรงนี้... ลุกขึ้น”
“ไม่! ปล่อยมือนะคนฉวยโอกาส!” ฉันปัดมือเขาออกอย่างแรง ใบ้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษไข้ที่เริ่มรุมเร้าหรือเพราะสัมผัสเมื่อครู่กันแน่ “แฟลชไดร์ฟฉันอยู่ไหน เอามานี่เลยนะ ฉันจะรีบกลับไปนอน!”
“ดื้อด้านเป็นบ้า” อคินถอนหายใจยาวพรืด สีหน้ามีความระอาปนเอ็นดูฉายชัดอยู่ในที ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะโน้มตัวลงมาใกล้จนฉันต้องเอนหลังหนีโดยอัตโนมัติ ทว่าวงแขนแกร่งกลับไวกว่า คว้าเอวฉันไว้แล้วดึงให้ลุกขึ้นยืนด้วยแรงเพียงน้อยนิด
โลกทั้งใบหมุนเคว้งไปวูบหนึ่ง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งคืนประเดประดอนเข้ามาพร้อมกันจนภาพตรงหน้ามืดดับลง ฉันเซถลาเข้าหาแผ่นอกกว้างตามสัญชาตญาณ เรียวขาอ่อนแรงลงดื้อๆ จนทรงตัวไม่อยู่
“เฮ้ย!”
เสียงอุทานด้วยความตกใจของอคินดังขึ้นก้องหู พร้อมกับท่อนแขนแข็งแรงที่ตวัดรวบเอวฉันเข้าหาตัวไว้แน่นทันท่วงตรีก่อนที่ฉันจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ความเย็นเฉียบจากการอดนอนถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากร่างกายของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่อริตัวฉกาจ
“บอกให้นอนไม่นอน ดื้อนักนะพาย” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดุเหมือนเก่า แต่กลับเจือไปด้วยความสั่นพร่าและร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
ฉันพยายามกะพริบตาไล่ความมืดที่เข้าครอบงำ ลมหายใจอุ่นร้อนของอคินเป่ารดอยู่ข้างขมับ ความใกล้ชิดนี้ทำให้ฉันแทบจะลืมวิธีหายใจ หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมันเข้า
“ฉัน... แค่... มึนหัวนิดหน่อย...” ฉันพยายามเถียงเสียงเบาหวิว มือบางกำเสื้อยืดสีดำตรงอกอีกฝ่ายไว้แน่นเป็นที่ยึดเหนี่ยว
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ยัยตัวแสบ” อคินตัดบทด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างน่าประหลาด เขาก้มตัวลงช้อนอุ้มร่างฉันขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย โดยไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้โวยวายปฏิเสธแม้แต่น้อย ความตกใจทำให้ฉันเผลอยกมือขึ้นคล้องคอเขาไว้โดยอัตโนมัติ
กลิ่นกายสะอาดผสมกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของเด็กวิศวะโชยเข้าจมูกยิ่งทำให้สติที่กระเจิดกระเจิงอยู่แล้วเตลิดไปกันใหญ่ อคินพาฉันเดินลัดเลาะผ่านห้องทำงานรกๆ เข้าไปยังห้องพักส่วนตัวด้านในที่เงียบสงบและเย็นฉ่ำ แสงไฟสีส้มสลัวสาดส่องให้บรรยากาศภายในห้องดูเป็นส่วนตัวและอันตรายต่อหัวใจเหลือเกิน
เขาวางฉันลงบนโซฟาหนังนุ่มตัวยาวอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าฉันจะเป็นตุ๊กตาแก้วที่แตกหักได้ง่ายๆ แต่สายตากลับดุดันขึ้นเมื่อเห็นฉันทำท่าจะลุกขึ้นนั่ง
“นอนนิ่งๆ ห้ามขยับ” อคินสั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำครู่หนึ่งแล้วกลับมาพร้อมกับผ้าชุบน้ำหมาดๆ เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าโซฟา บรรจงเช็ดตามใบหน้าและลำคอให้ฉันอย่างเบามือสัมผัสเย็นฉ่ำตัดกับความร้อนรุ่มบนผิวแก้วทำให้ฉันเผลอหลับตาพริ้มรับความใส่ใจที่ไม่คาดคิดจากผู้ชายปากร้ายคนนี้
“นาย... ใจดีกับฉันแปลกๆ นะ” ฉันลืมตาขึ้นมองสบกับนัยน์ตาคมที่อยู่ใกล้แค่คืบ หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นความอ่อนโยนที่ฉายชัดอยู่ในนั้น
อคินชะงักมือเล็กน้อย มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นนิดๆ แบบที่ชอบทำเวลาคิดจะแกล้งฉัน “ใครใจดี ฉันแค่กลัวว่าถ้าเธอเป็นลมตายคาห้องโปรเจกต์ ฉันจะซวยต้องมาเคลียร์กับอาจารย์ต่างหากเล่า”
ให้ตายเถอะ! ปากแข็งไม่เปลี่ยนจริงๆ!
ฉันเบะปากใส่เขาอย่างหมั่นไส้ “ปากเสียจริงๆ นึกว่าจะสำนึกบุญคุณที่ฉันช่วยงานซะอีก”
“ปากดีแบบนี้ค่อยสมเป็นเธอหน่อย” อคินหัวเราะในลำคอเบาๆ วางผ้าลงบนโต๊ะก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่แก้ว “แต่อยากให้รู้ไว้นะพาย... ว่าฉันไม่ชอบเห็นเธอสภาพแบบนี้เลย”
ดวงตาคมกริบที่มองตรงมาเต็มไปด้วยความจริงจังจนฉันพูดไม่ออก บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ความเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นไม่ได้น่าอึดอัด แต่กลับเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ความปากแข็งของคนทั้งคู่
อคินค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน หัวใจของฉันเต้นรัวรากับจะหลุดออกมานอกอก เปลือกตาปิดลงช้าๆ รอรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น...
*แกร็ก!*
เสียงเปิดประตูกระจกด้านนอกดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของใครบางคนที่คุ้นหูดีดังทะลุเข้ามาในห้องพักส่วนตัว
“พาย! แกอยู่ในนี้รึเปล่า... อุ๊ย! ตายจริง ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าคะเนี่ยพี่อคิน?”
ภาพของมินนี่ที่ยืนยิ้มหวานหยาดเยิ้มอยู่ตรงประตูห้อง ทำให้สติของฉันกระเจิดกระเจิงในพริบตาเดียว!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาฟินและจิกหมอนไปพร้อมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
วิศวะสายดาร์กกับยัยปากร้ายตัวแสบประจำคณะ•ตอนที่ 6
คำด่าที่เปลี่ยนเป็นความเป็นห่วง
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดาร์กกับยัยปากร้ายตัวแสบประจำคณะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!