ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 15

กับดักในจิตใต้สำนึก

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
“อย่าพยายามรื้อฟื้นสิ่งที่ตายไปแล้ว ธันวา... นายก็รู้ว่าการยื้อชีวิตที่ดับสูญไปแล้ว มันต้องแลกด้วยอะไร” เสียงของศิลาราบเรียบ หากแต่แฝงด้วยความเยือกเย็นที่ผิดวิสัย ร่างโปร่งบางนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่ากลางห้องที่มืดมิด ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท ทว่านิ้วมือที่วางอยู่บนตักกลับสั่นระริกราวกับกำลังสะกดกลั้นบางอย่างที่จ้องจะระเบิดออกมาจากภายใน ธันวาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว สัญชาตญาณตำรวจเตือนให้เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ ‘ศิลา’ คนเดิมที่เขาเคยรู้จัก แสงไฟจากหลอดนีออนกะพริบถี่จนเกิดเสียงหึ่งๆ ในอากาศ กลิ่นธูปกำยานที่มักจะหอมผ่อนคลาย กลับกลายเป็นกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าเวียนหัว “ศิลา... นายลืมตาขึ้นมาสิ นี่ผมเอง ธันวา” เขาพยายามรักษาจังหวะหายใจให้มั่นคง แม้ในใจจะเริ่มตระหนักได้ว่านี่คือ ‘กับดัก’ “ธันวาเหรอ...” ศิลาแค่นยิ้ม มุมปากบิดเบี้ยวไปในองศาที่ดูผิดธรรมชาติ “นายจะเข้ามาในนี้ทำไม? ในเมื่อที่นี่คือความทรงจำที่นายพยายามฝังกลบมันมาตลอดสิบปี... ความผิดพลาดที่นายปกป้องใครไม่ได้เลย แม้แต่คนในครอบครัวตัวเอง” ประโยคนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นกลางใจ ธันวากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บปวดทางกายช่วยดึงสติเขาไม่ให้หลุดเข้าไปในวงล้อมของมนต์สะกดที่กำลังกัดกินจิตใต้สำนึกของคู่คิดเขาอยู่ เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ศิลาจมดิ่งลงไปมากกว่านี้ สิ่งที่เหลืออยู่จะไม่ใช่ร่างทรงอัจฉริยะ แต่จะเป็นเพียงเปลือกนอกที่ถูกควบคุมโดยพลังมืดที่ชิงสุกก่อนห่าม “ผมจะไม่ยอมให้คุณเล่นตลกกับความทรงจำของเพื่อนผม” ธันวาพูดลอดไรฟัน เขาเดินตรงเข้าไปหาศิลา มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบเหรียญเงินโบราณที่ศิลาเคยให้ไว้เป็นเครื่องรางออกมา นี่ไม่ใช่ไสยเวทที่เขาสรรสร้าง แต่มันคือ ‘ตรรกะแห่งศรัทธา’ ที่เขายึดมั่น ศิลาเคยบอกเขาว่า สิ่งที่จะทำลายมายาได้ดีที่สุด ไม่ใช่คาถาอาคม แต่คือ ‘จุดยึดเหนี่ยวในความเป็นจริง’ ธันวาคว้าข้อมือของศิลาไว้ สัมผัสที่ได้รับเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง “ศิลา ฟังผม! นายไม่ใช่ร่างทรงของความตาย แต่นายคือคนที่จะพามันกลับไปสู่ที่ที่ควรอยู่ ตั้งสติให้ดี นายยังไม่ได้บอกผมเลยว่าใครคือคนบงการเหตุการณ์ในโรงพยาบาลนั่น!” ทันใดนั้น ดวงตาของศิลาที่ปิดสนิทก็ลืมโพล่งขึ้นมา นัยน์ตาสีเข้มที่เคยสุขุมบัดนี้กลับกลายเป็นสีดำมืดมิดไร้จุดโฟกัส สิ่งที่สะท้อนอยู่ในนั้นไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็น ‘กระจกเงา’ ที่สะท้อนตัวตนของธันวาในวัยเด็กที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างกองเพลิง แรงอัดมหาศาลจากจิตใต้สำนึกของศิลาซัดเข้าใส่ธันวาจนร่างกระเด็นไปกระแทกผนัง เขารู้สึกเหมือนจิตวิญญาณกำลังถูกกระชากออกจากร่าง นี่คือมิติที่ซ้อนทับด้วยมนต์สะกดขั้นสูง ธันวารวบรวมสมาธิทั้งหมดที่เขามี กัดลิ้นตัวเองจนรสฝาดของเลือดกระจายเต็มปากเพื่อเรียกสติ *ไม่... ผมเป็นตำรวจ ผมเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ สิ่งนี้มันไม่มีจริง มันคือกลลวงทางจิตวิทยา!* ธันวาหลับตาลง ไม่ใช่เพื่อหนี แต่เพื่อ ‘เพ่งพินิจ’ เขาไม่ได้มองหาศิลาด้วยตาเปล่า แต่เขากำลังมองหา ‘จุดเชื่อมต่อ’ ของพลังงานที่คอยบงการเพื่อนของเขาอยู่ ตามทฤษฎีที่เขาเคยเรียนรู้จากบันทึกของศิลา การจะแก้มนต์สะกด ต้องหา ‘จุดบอด’ ของมัน “หมวดพิชชา...” ธันวาพึมพำชื่อหญิงสาวออกมาโดยไม่รู้ตัว ในวินาทีที่เขานึกถึงความเยือกเย็นของหลักฐานและข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ ภาพหลอนรอบกายก็เริ่มสั่นไหว ความเป็นจริงที่บิดเบี้ยวเริ่มแตกร้าวเหมือนกระจก “แก... แกเป็นใคร!” ศิลาในสภาวะถูกครอบงำแผดเสียงก้อง ธันวาไม่ตอบ เขาพุ่งตัวเข้าใส่ศิลาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้พยายามจะหยุดศิลา แต่เขากำลังพยายาม ‘ถ่ายโอน’ สิ่งที่เขาเชื่อมั่นเข้าไปในจิตใต้สำนึกของอีกฝ่าย เขาคว้าไหล่ศิลาแน่นแล้วกระซิบด้วยเสียงที่หนักแน่นที่สุด “ศิลา ถ้าคุณยอมแพ้ตอนนี้ ใครจะไขคดีฆาตกรรมที่ทิ้งร่องรอยไว้ในโรงพยาบาลนั่น? ใครจะช่วยเหยื่อที่ยังรอคำตอบ? นายไม่ใช่คนที่จะยอมจมหายไปในความมืดแบบนี้... ลืมตาขึ้นมามองความจริงสิ!” วินาทีที่นิ้วโป้งของธันวากดลงไปที่จุดชีพจรตรงข้อมือของศิลา กระแสไฟสีฟ้าอ่อนๆ ก็พุ่งวาบออกมาจากตัวของศิลา แรงปะทะนั้นรุนแรงจนทั้งคู่ล้มลงไปกองกับพื้น ห้องที่เคยดูบิดเบี้ยวกลับคืนสู่สภาพเดิม กลิ่นคาวเลือดจางหายไป เหลือเพียงกลิ่นธูปจางๆ ที่คุ้นเคย ศิลาหอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว เขามองไปรอบๆ ก่อนจะสบตากับธันวาที่นั่งหอบอยู่ไม่ห่างกัน สายตาของศิลาค่อยๆ กลับมามีความหมายอีกครั้ง “ธันวา... นาย... นายทำอะไรลงไป?” “ผมแค่ดึงนายกลับมาจากขุมนรกของนายเอง” ธันวาตอบพลางยิ้มมุมปาก “และนายก็ติดค้างคำอธิบายไว้เรื่องหนึ่ง ว่าทำไมไอ้พลังที่ว่านั่นถึงสะท้อนความทรงจำที่ผมไม่อยากนึกถึงออกมาได้” ศิลานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างที่มืดสนิท “เพราะคนที่จะสาปแช่งนายให้จมอยู่กับความผิดพลาดในอดีตได้... มีเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ดีเท่ากับฉัน” ธันวาขมวดคิ้ว “นายหมายความว่ายังไง?” ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของธันวาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ เป็นเบอร์ของหมวดพิชชาที่โทรเข้ามาด้วยน้ำเสียงร้อนรนเกินกว่าปกติ “ธันวา! ฟังนะ... ผลการวิเคราะห์เลือดจากจุดที่เกิดเหตุในโรงพยาบาลออกมาแล้ว ปรากฏว่า... มันไม่ใช่เลือดมนุษย์ แต่มันคือสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้ดองศพในแล็บของคณะนิติเวชเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งเป็นแล็บที่... พ่อของคุณเคยคุมอยู่!” ธันวาตัวแข็งทื่อ คำพูดของพิชชาประหนึ่งฟ้าผ่าลงมากลางใจ ในขณะที่ศิลาหันกลับมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและหวาดหวั่น เพราะในมือของศิลาตอนนี้ ปรากฏเศษจดหมายเก่าคร่ำที่เพิ่งหลุดออกมาจากผ้าห่อร่างทรงของเขา มันคือจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของคนตาย... ลายมือของพ่อเขาเอง ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดของตอนนี้ด้วยกันนะครับ - เข็มทิศมองวิญญาณ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%