ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 8

พยานคนสุดท้าย

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
เสียงเหล็กกระทบพื้นคอนกรีตเย็นเยียบดัง *กริ้ง* สะท้อนก้องไปทั่วห้องสอบสวนร้างชั้นใต้ดิน มันไม่ใช่เสียงของกุญแจมือ แต่เป็นเสียงของความเป็นจริงที่กำลังแตกสละ ธันวากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก ความหน็บหนาวไม่ได้มาจากสายลมยามค่ำคืน แต่มันแผ่ซ่านมาจากกระดูกสันหลัง ตรงดิ่งสู่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมตรรกะและเหตุผล—ระบบที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เงาร่างภายใต้ฮู้ดสีดำค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องตารางเหล็กด้านบน เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณหางคิ้วซ้าย และดวงตาคู่ที่เขาเคารพและรายงานตัวด้วยทุกเช้า "ผู้กำกับการวีระ..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง นายตำรวจระดับสูงผู้คุมคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ปรมาจารย์ด้านการสืบสวนที่คอยตบไหล่ให้กำลังใจเขาในวันที่คดีทางตัน... กลับมายืนอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของความมืดมิดเสียเอง วีระไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ธันวาไม่เคยเห็นมาก่อน มันเยือกเย็นและว่างเปล่า "เธอฉลาดมากนะธันวา..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก "ตามรอยฉันมาจนถึงที่นี่ได้... แต่ก็นั่นแหละ คนที่ยึดติดกับหลักฐานทางวัตถุมากเกินไป มักจะมองไม่เห็น 'ความจริง' ที่ซ่อนอยู่หลังม่านตา" ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเบาหวิวแต่หนักแน่นก็ดังแทรกขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง ศิลาเดินก้าวเข้ามาอย่างไม่รีเวลาร้อนใจ ในมือของร่างทรงหนุ่มถือแผ่นยันต์สีชาดที่เรืองแสงเรื่อๆ ดวงตาคมกริบของศิลาไม่ได้มองที่ตัวผู้กำกับการวีระ แต่มองทะลุผ่านร่างนั้นไป... ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าด้านหลังซึ่งมีละอองหมอกสีเทาลอยวน "อย่าเสียเวลาพูดพร่ำทำฮาร์ดคอร์เลยครับผู้กำกับ..." ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "หรือจะพูดให้ถูก... ท่านไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ" ธันวาขมวดคิ้วแน่น หันขวับมองคู่หูสลับกับผู้บังคับบัญชา "หมายความว่ายังไงศิลา?" "ลองใช้ตาข้างที่สามมองดูสิครับสารวัตร..." ศิลาสะบัดมือเบาๆ แผ่นยันต์ในมือปลิวว่อนเข้าแปะติดกับผนังคอนกรีต ทันใดนั้น แสงสีทองเรืองรองก็สว่างวาบขึ้น ขับไล่เงาดำให้ถอยร่น ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวราวกับภาพวาดสีน้ำโดนน้ำสาด ร่างของผู้กำกับการวีระที่ยืนอยู่ตรงหน้าค่อยๆ โปร่งแสงขึ้น เส้นสายของเสื้อผ้าและใบหน้าเลือนรางจนกลายเป็นเพียงกลุ่มควันสีดำที่อัดแน่นด้วยความแค้น ธันวานิ่งงัน ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และตรรกะในสมองพยายามประมวลผล "ภาพสะท้อน?... หรือว่านี่คือ..." "จิตตกค้าง (Residual Haunting) ที่ถูกครอบงำด้วยพลังไสยเวทขั้นสูงครับ" หมวดพิชชาที่เพิ่งวิ่งตามเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและกระเป๋าคิทนิติวิทยาศาสตร์เอ่ยแทรกขึ้น เธอรีบวางเครื่องมือลงบนพื้น หน้าจอ LED สั่นกระพือด้วยตัวเลขความถี่ที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ "ค่าพลังงานสนามแม่เหล็กตรงนี้สูงเกินขีดจำกัด... นี่ไม่ใช่ตัวจริงของคุณผู้กำกับ แต่เป็น 'ร่างจำแลง' ที่ถูกสร้างขึ้นจากความทรงจำและพลังจิตของพยานคนสุดท้ายที่ยังมีห่วง!" วิญญาณพยานที่ยังไม่ยอมไปสู่สุคติ คำพูดของพิชชาก้องอยู่ในหัว ธันวานึกย้อนไปถึงคดีฆาตกรรมปริศนาเมื่อสามปีก่อน คดีที่ปิดไม่ลง และเป็นชนวนเหตุให้พ่อของเขาต้อง... ไม่สิ นี่ไม่ใช่เวลามาฟุ้งซ่าน เงาร่างของวีระในคราบวิญญาณหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน "พวกเธอยังอ่อนหัดนัก... คิดว่าการหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จะมัดตัวคนระดับฉันได้งั้นหรือ? คดีนี้... ไม่มีวันถูกเปิดโปงหรอก" "ท่านเข้าใจผิดแล้วครับผู้กำกับ" ธันวาตั้งสติได้ ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขาขยับตัวยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับศิลา สายตาคมกราบจ้องมองไปยังร่างโปร่งแสงนั้นอย่างไม่เกรงกลัว "ผมเคยเป็นตำรวจที่เชื่อแต่หลักฐานที่มองเห็น แต่วันนี้ผมเรียนรู้แล้วว่า... ความยุติธรรมไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บ วิญญาณอาจโกหกไม่ได้ แต่ความจริงที่ท่านพยายามปิดบังต่างหากที่จะเปิดปากพูดด้วยตัวเอง" ศิลาเหลือบมองธันวาแวบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความชื่นชมในความเติบโตของนายตำรวจหนุ่ม "พูดได้ดีนี่ครับสารวัตร งั้นเรามาช่วยกันทำให้ 'พยาน' คนนี้ยอมคายความลับกันดีกว่า" ศิลาประสานอินทรีย์มือ ท่องคาถาโบราณเสียงเบากังวาน แสงสีชาดจากแผ่นยันต์แผ่ขยายออกเป็นตาข่ายเพลิงล้อมรอบร่างของวิญญาณอาฆาตไว้ทุกทิศทาง หมวดพิชชากดเปิดใช้งานเครื่องมือสลายคลื่นพลังงานเพื่อบล็อกไม่ให้จิตค้างนี้หลบหนีไปได้ ธันวาดึงกระบองไฟฉายประจำตัวออกมากดเปิด แสงไฟสีขาวสว่างจ้าสาดส่องทะลุผ่านกลุ่มควันสีดำ เผยให้เห็นโครงหน้าและรายละเอียดที่แท้จริงของวิญญาณพยานผู้นั้น ไม่ใช่ผู้กำกับการวีระ... แต่เป็นเงาของนายตำรวจชั้นประทวนผู้ล่วงลับที่หายตัวไปในคืนเกิดเหตุเมื่อสามปีก่อน! วิญญาณพยานอ้าปากค้างส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ความกดอากาศในห้องลดฮวบลงจนอุณหภูมิติดลบ ไอเย็นพ่นออกจากปากของทั้งสามคน "บอกฉันมา... คืนนั้นเกิดอะไรขึ้นที่ห้องเก็บของสำนักงานใหญ่?" ธันวาตะโกนถามท่ามกลางเสียงกรีดร้องของวิญญาณ ร่างของเงาดำสั่นสะท้าน ดวงตาสีแดงฉานหันขวับมาจ้องมองที่ธันวา ก่อนที่ริมฝีปากโปร่งแสงจะขยับเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาเป็นคำพูดที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนต้องสะดุดกึกลงทันที *“คนที่อยู่เบื้องหลัง... ไม่ใช่แค่วีระ... แต่เป็นคนใกล้ตัวที่สุดที่เธอกำลังร่วมโต๊ะทำงานด้วยทุกวัน...”* สิ้นเสียงคำสารภาพ ร่างของวิญญาณพยานก็ระเบิดออกเป็นละอองแสงสีขาวโพลนพวยพุ่งขึ้นสู่เพดาน พร้อมกันนั้น หน้าจอแท็บเล็ตในมือของหมวดพิชชาที่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลกลางของกรมตำรวจ ก็ส่งเสียงแจ้งเตือนเตือนภัยสีแดงฉานดังลั่นห้อง *[แจ้งเตือนระบบ: มีการเข้าถึงไฟล์ลับระดับ SSS จากเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย... สถานที่ใช้งาน: โต๊ะทำงานส่วนตัวของ ร.ต.อ. ธันวา ในเวลานี้]* ธันวาเบิกตากว้าง ขนลุกซู่ไปทั้งร่างเมื่อตระหนักได้ว่า ใครคือคนที่นั่งโต๊ะทำงานติดกับเขามาตลอดหกเดือนเต็ม! ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับเราในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%