กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นจาง ๆ ของธูปหอมประหลาด คละคลุ้งอยู่ในห้องสืบสวนคดีพิเศษยามวิกาล แสงไฟสีส้มจากหลอดนีออนกะพริบถี่ราวกับมันกำลังพยายามขับไล่ความหนาแน่นบางอย่างที่เกาะกุมอยู่ในอากาศ
ร.ต.อ. ธันวา กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงช้า ๆ ในขณะที่ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างจ้องมองไปยังเก้าอี้ว่างเปล่าตัวนั้น... เก้าอี้ที่ตั้งอยู่ติดกับโต๊ะทำงานของเขามานานกว่าหกเดือนเต็ม เก้าอี้ที่เขาเคยคิดว่ามันเป็นเพียงมุมอับของเจ้าหน้าที่ธุรการผู้มักจะมาทำงานกะดึกและกลับก่อนที่เขาจะมาถึงเสมอ
ทว่า ในวินาทีที่ศิลายื่นยันด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มั่นคง ภาพความทรงจำทั้งหมดก็ถูกรื้อถอนและประกอบสร้างขึ้นใหม่ด้วยตรรกะอันน่าสะพรึงกลัว
*ไม่มีรอยนิ้วมือบนแก้วกาแฟ... ไม่มีเสียงฝีเท้าตอนเดินเข้าออก... และไม่มีใครในกองปราบเคยเห็นหน้าคน ๆ นั้นเลย นอกจากตัวเขาเอง*
"คุณ... กำลังล้อผมเล่นใช่ไหม ศิลา" ธันวาเอ่ยเสียงแหบพร่า มือหนาที่กำแฟ้มคดีอยู่สั่นเทาเล็กน้อยโดยที่เขาไม่สามารถควบคุมมันได้
ศิลายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวยาว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นใสคู่นั้นสะท้อนแสงไฟวับวาว ร่างทรงหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามทันที เขายกชาอุ่นขึ้นจิบเบา ๆ ราวกับกำลังให้เวลาตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์และหลักฐานเชิงประจักษ์ได้เรียบเรียงเศษเสี้ยวความคิดที่กำลังแตกกระเจิงในหัว
"ความจริงมักจะน่ารังเกียจสำหรับคนที่ไม่ยอมรับมันเสมอครับ หมวดธันวา" ศ่าวางถ้วยแบล็กทีลงบนโต๊ะกระจก เสียงกระทบเบา ๆ ดังสะท้อนในความเงียบ "คุณเป็นตำรวจที่ใช้ตรรกะและหลักฐาน... แต่บางครั้ง วิทยาศาสตร์ก็เดินทางมาถึงขอบ2โลกที่เส้นแบ่งระหว่าง 'มีอยู่' กับ 'ไม่มีอยู่' มันบางเสียจนแทบมองไม่เห็น"
ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เขากวาดสายตามองไปที่โต๊ะทำงานตัวนั้นอีกครั้ง โต๊ะที่วางแฟ้มคดีฆาตกรรมปริศนาเรียบร้อยเป็นระเบียบ... คดีที่เขาเคยคิดว่า "เพื่อนร่วมงาน" คนนั้นเป็นคนช่วยวิเคราะห์เบาะแสให้เสียอีก
"ถ้าเขาไม่ได้มีตัวตนจริง ๆ แล้วไอ้รายงานการสืบสวนพวกนี้... ใครเป็นคนเขียน?" ธันวาเค้นเสียงถาม นัยน์ตาฉายแววสับสนระคนหวาดระแวง ปมในอดีตที่เขาเคยสูญเสียครอบครัวไปเพราะความงมงายเกี่ยวกับพิธีกรรมไสยเวทกำลังตีรวนขึ้นมาในอก หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะทะลุออกมานอกอก
"มือที่มองไม่เห็น ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่จริงนะครับ" ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาหยุดยืนใกล้โต๊ะทำงานตัวนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนพื้นผิวโต๊ะไม้เบา ๆ "เขาคือ 'เงา' ที่ถูกผูกติดไว้กับคดีที่คุณกำลังสะสาง วิญญาณเร่ร่อนที่หลงลืมแม้กระทั่งชื่อของตัวเอง แต่จดจำหน้าที่ในอดีตชาติได้... เขาเลือกคุณ เพราะในบรรดาตำรวจทั้งหมดในกองปราบ มีเพียงคุณคนเดียวที่มี 'ช่องว่าง' ในจิตใจมากพอที่เขาจะแทรกตัวเข้ามาได้"
คำพูดของศิลากระแทกเข้ากลางใจของธันวาอย่างจัง ช่องว่างในจิตใจ... ความโหยหาความยุติธรรมที่บิดเบี้ยว และความโดดเดี่ยวที่กัดกินเขามาตลอดนับตั้งแต่สูญเสียครอบครัว
ในขณะที่ธันวากำลังจะอ้าปากเถียงด้วยหลักการทางจิตวิทยาและกฎหมาย พลันนั้น... อากาศรอบตัวก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจาง ๆ กลิ่นธูปโบราณที่เคยจางหายกลับตลบอบอวลขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรง
ที่มุมโต๊ะทำงานนั้น... แฟ้มคดีที่วางอยู่เริ่มขยับเองทีละน้อย กระดาษหน้าที่เปิดค้างไว้พลิกกลับด้านด้วยแรงลมที่ไม่มีที่มา
ธันวาผถอยหลัง1ก้าวโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สั่งให้มือขวาเอื้อมไปแตะด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอว แม้สมองส่วนหน้าจะพยายามบอกตัวเองว่านี่อาจเป็นเพียงกระแสลมจากระบบปรับอากาศที่ชำรุด แต่สัญชาตญาณดิบภายในร่างกายกลับกรีดร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง
"ตั้งสติไว้ หมวด" เสียงเตือนที่หนักแน่นและอบอุ่นของศิลา ดังขึ้นข้างกาย ร่างทรงหนุ่มเอื้อมมือมาแตะที่หัวไหล่ของเขาเบา ๆ กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า เข้ามาบรรเทาความหนายะเยือกในกาย "อย่าใช้ความกลัวมองเห็น... จงใช้ 'ตาใน' ที่คุณไม่เคยยอมรับมัน"
ธันวากลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ เขาหลับตาลงชั่วพริบตา สูดลมหายใจเข้าปอดลึกที่สุด แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป... แววตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและการเผชิญหน้า
เบื้องหน้าของเขา ณ บริเวณเก้าอี้ตัวนั้น... หมอกควันสีเทาจาง ๆ เริ่มรวมตัวกันบิดเบี้ยว จนกลายเป็นโครงร่างโปร่งแสงของชายในชุดสูทย้อนยุค ใบหน้าของเงาร่างนั้นซีดเผือด ดวงตากลวงโบ๋ไร้แวว แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่าง
ภาพตรงหน้าไม่ใช่ภาพหลอน... และไม่ใช่ความงมงาย แต่มันคือ "ความเป็นไปได้" ในโลกอีกใบที่ธันวาปฏิเสธมาตลอดชีวิต
"คุณ... ต้องการอะไรจากผมกันแน่?" ธันวาเอ่ยถามออกไป น้ำเสียงของเขาแม้จะยังสั่นเล็กน้อย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวของนายตำรวจผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด
เงาร่างโปร่งแสงนั้นไม่ตอบเป็นคำพูด แต่ปลายนิ้วที่ไร้เนื้อหนังกลับชี้ไปยังแฟ้มคดีล่าสุด... คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เต็มไปด้วยปริศนาทางไสยเวท ซึ่งหมวดพิชชาเพิ่งส่งผลพิสูจน์นิติวิทยาศาสตร์มาให้เมื่อช่วงเย็น
ก่อนที่ธันวาจะทันได้เอื้อมมือไปหยิบแฟ้มนั้น เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
*ติ๊ด!*
ธันวาก้มลงมองหน้าจออย่างระแวดระวัง ข้อความจากหมวดพิชชาส่งตรงมาถึงเขาด้วยตัวอักษรที่สั้นกระชับแต่ชวนให้ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง:
*[ด่วนที่สุด! ธันวา... ผลตรวจดีเอ็นเอจากคราบเลือดในที่เกิดเหตุล่าสุด ออกมาแล้ว... แต่มันตรงกับฐานข้อมูลของบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน... และคน ๆ นั้นก็คือ ตำรวจหนุ่มที่เคยนั่งโต๊ะทำงานเดียวกับนายในอดีต!]*
ดวงตาของธันวาเบิกกว้างขึ้นสุดขีด ความจริงที่สั่นคลอนรากฐานทางความคิดของเขากำลังพังทลายลงในพริบตาเดียว
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 9
ความจริงที่เริ่มสั่นคลอน
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!