กุญแจมือเหล็กกล้ากระทบกับข้อมือของชายวัยกลางคนเกิดเสียงดัง ‘คลิก’ ที่บาดลึกเข้าไปในความเงียบงันของห้องสอบสวน ร.ต.อ. ธันวา ถอนหายใจยาวออกมาอย่างคนพยายามระบายความอัดอั้นทั้งหมดที่สะสมมาตลอดหลายสัปดาห์ออกจากปอด เอกสารกองโตบนโต๊ะสแตนเลสคือหลักฐานมัดตัว “อาจารย์เกริก” ผู้นำพิธีกรรมเบื้องหลังคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่สั่นประสาทเมืองหลวง
ทว่า ดวงตาของธันวาที่สะท้อนผ่านกระจกเงาบานใหญ่กลับไม่ได้มีความรู้สึกของผู้ชนะหลงเหลืออยู่เลย
ความจริงที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อไม่กี่นาาทีก่อนหน้านี้ กำลังสั่นคลอนรากฐานทางความคิดที่เขายึดมั่นมาตลอดชีวิต ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นสุดขีดเมื่อตระหนักว่า รอยสักอักขระโบราณบนศพทุกร่างไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยความงมงายอย่างไร้ทิศทาง แต่มันคือผังวงจรพลังงานที่คำนวณมาอย่างแม่นยำราวกับสถาปัตยกรรมชั้นสูง—เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยซ้ำ
“คุณชนะแล้วนี่ ผู้กองธันวา…” เสียงแหบพร่าของอาจารย์เกริกดังขึ้นท่ามกลางรอยยิ้มมุมปากที่น่าขนลุก ดวงตาฝ้าฟางของนักไสยเวทนอกรีตไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อเครื่องแบบตำรวจเลยแม้แต่น้อย “จับผมเข้าคุก ปิดคดีนี้ แล้วปล่อยให้ชาวบ้านนอนหลับฝันดี... มันง่ายดีนะ”
“หุบปากซะ เกริก” ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ แต่กรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่นแสดงถึงความตึงเครียดภายใน “หลักฐานทั้งหมด มัดตัวคุณแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด ไม่ว่าคุณจะมีข้ออ้างเรื่องมนตราหรือพิธีกรรมอะไร ศาลก็จะตัดสินคุณด้วยกฎหมายบ้านเมือง”
“กฎหมาย?” อาจารย์เกริกหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและน่ารังเกียจ “คุณคิดจริงๆ หรือว่าโซ่ตรวนพวกนี้จะล่าม ‘เงา’ ไว้ได้? ผู้กอง... สิ่งที่คุณจับมาได้วันนี้ มันก็แค่เศษผ้าที่ร่วงหล่นจากหางเสือเท่านั้น ตัวจริงของมันกำลังหัวเราะเยาะความโง่เขลาของคุณอยู่ตรงนี้... ในห้องนี้ด้วยซ้ำ”
บรรยากาศในห้องสอบสวนลดฮวบลงจนเยือกเย็น ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะ สมองที่เคยประมวลผลด้วยตรรกะและตัวเลขพยายามปฏิเสธคำพูดเหล่านั้น แต่สัญชาตญาณดิบกลับส่งเสียงเตือนภัยดังลั่น
ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องสอบสวนก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง หมวดพิชชาพุ่งเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือของเธอกำแท็บเล็ตเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ตรวจวัดคลื่นพลังงานสนามแม่เหล็ก ซึ่งตอนนี้หน้าจovกำลังกระพริบเตือนเป็นสีแดงฉานด้วยความถี่สูงจนน่ากลัว
“ผู้กอง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!” พิชชาละล่ำละลักรายงาน “ผลการวิเคราะห์คราบเลือดบนตัวผู้ต้องหา... มันไม่ใช่ของมนุษย์ และ... และผลสแกนชีวภาพจากจุดเกิดเหตุรอบล่าสุด ยืนยันว่าคลื่นพลังงานความถี่ต่ำที่พวกเราหามาตลอด มันไม่ได้ถูกควบคุมจากตัวอาจารย์เกริกคนนี้เลย!”
ธันวาหันขวับกลับไปมองผู้ต้องหา อาจารย์เกริกกำลังฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู ดวงตาฝ้าฟางเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไม่มีตาขาว
“ยินดีต้อนรับสู่จุดเริ่มต้นครับ ผู้กอง” อาจารย์เกริกกระซิบ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพร้อมกับเลือดสีดำที่ทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด กลิ่นอายความตายแผ่พุ่งจนน่าสะพรึงกลัว
ในขณะเดียวกัน ศิลา ที่ยืนกอดอกนิ่งเงียบอยู่มุมห้องมาโดยตลอด ดวงตาคมกริบของร่างทรงหนุ่มคู่นั้นก็เบิกโพลงขึ้นอย่างตื่นตระหนก เขารีบก้าวเท้าเข้ามาคว้าแขนธันวาไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงเสียจนตำรวจหนุ่มรับรู้ได้ถึงความสั่นเทาจากฝ่ามือของอีกฝ่าย
“ธันวา... ถอยออกมา!” ศิลาตะโกนเสียงหลง “มันไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์... และเป้าหมายที่แท้จริงของมัน ไม่ใช่การฆ่าคนเพื่อสังเวย แต่เป็นการ ‘เปิดประตู’ ต่างหาก!”
ก่อนที่ธันวาจะทันได้เอ่ยถามอะไร แสงไฟนีออนบนเพดานห้องสอบสวนก็ดับวูบลงพร้อมกันทุกดวง ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่งในพริบตา มีเพียงเสียงลมหายใจที่กระชั้นชิดของคนทั้งสามคน และ... เสียงฝีเท้าปริศนาดัง ‘ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...’ ที่กำลังเดินมาตามทางเดินด้านนอก ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทุกที
เสียงนั้นไม่ได้เดินด้วยขาของมนุษย์ แต่มันคือเสียงลากโซ่ตรวนหนักอึ้ง ที่สะท้อนก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนที่ได้ยิน และเมื่อเงาสูงใหญ่ทาบทับลงบนกระจกใสจากด้านนอก ธันวาก็สัมผัสได้ถึงความหนาแน่นของอากาศที่กดทับลงมาจนหายใจไม่ออก... ร่างเงานั้นเอื้อมมืออันบิดเบี้ยวทะลุกระจกเข้ามาสัมผัสแก้มของเขาโดยตรง พร้อมกับเสียงกระซิบข้างหูที่เย็นยะเยือกจนกระดูกสันหลังชาหนึบ
*“พบกันเสียที... ผู้ดูแลคนต่อไป”*
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับเรามาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 10
เงาที่ซ่อนเร้น
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!