ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 7

พิธีกรรมใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
กลิ่นอับชื้นของซากอิฐปูนที่ผุกร่อนผสมปนเปกับกลิ่นคาวสนิมเหล็ก คือสิ่งแรกที่ร้อยตำรวจเอกธันวาตระหนักรู้ เมื่อรองเท้าคอมแบทเหยียบลงบนพื้นคอนกรีตของโรงงานร้างชานเมือง ความมืดเบื้องหน้าถูกเจาะทะลุด้วยลำแสงสีขาวนวลจากไฟฉายแรงสูงในมือขวา นิ้วชี้ของเขาแตะแนบอยู่ข้างโครงปืนพกประจำกายอย่างไร้ความลังเล ทุกย่างก้าวถูกคำนวณอย่างรอบคอบตามหลักยุทธวิธี ตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างเขาไม่เคยเชื่อถือในเรื่องลี้ลับ ทว่าความจริงอันบิดเบี้ยวจากคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในรอบสัปดาห์นี้ กลับบังคับให้เขาต้องก้าวเข้ามาสู่สถานที่ซึ่งกฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์ดูจะไร้ความหมาย "ระวังพื้นด้วยนะครับ ผู้กอง... เศษแก้วกับตะปูขึ้นสนิมเยอะพอสมควร ถ้าพลาดเหยียบขึ้นมา แผลคงลึกน่าดู" เสียงทุ้มนุ่มที่กระซิบแผ่วเบามาจากด้านหลังคือศิลา ร่างทรงหนุ่มผู้เป็นทั้งคู่คิดและเงาตามตัวในคัปปลิ้งคดีประหลาดนี้ ศิลายังคงสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีเข้มพรางตัวกลืนไปกับความมืด ดวงตาภายใต้กรอบแว่นใสไม่ได้มองลงต่ำที่พื้นเหมือนเขา หากแต่กวาดมองขึ้นไปบนโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมเบื้องบน ราวกับกำลังอ่านตัวหนังสือที่มนุษย์ธรรมดาไม่มีวันมองเห็น ธันวาหยุดเดินชั่วขณะ เขาไม่ได้หันกลับไปมองสหายร่วมทาง แต่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจัง "คุณสัมผัสอะไรได้อีกหรือเปล่า ศิลา? ข้อมูลจากหมวดพิชชาบอกว่าสารเคมีที่ใช้ดองศพในคดีนี้ตรงกับโรงงานแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อน แต่นั่นคือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์... ผมต้องการรู้ว่า 'สิ่งที่คุณเห็น' มันตรงกันไหม" ศิลาเดินมาหยุดยืนเคียงข้าง แสงไฟฉายของธันวาสาดกระทบใบด้านข้างของร่างทรงหนุ่ม เผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ดวงตาที่สามที่ซ่อนอยู่ภายในจิตวิญญาณของอีกฝ่ายกำลังสั่นไหวเล็กน้อย คล้ายผิวน้ำที่ถูกโยนก้อนหินลงไป "วิทยาศาสตร์บอกว่าที่นี่คือโรงงานร้างที่ปิดตัวเพราะพิษเศรษฐกิจเมื่อสิบปีก่อนครับ ผู้กอง..." ศิลาเว้นจังหวะ ปล่อยให้เสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านซากหน้าต่างแตกๆ เป็นฉากหลัง "แต่สำหรับผม... ที่นี่คือสุสานกลางกรุง ที่ซึ่งวิญญาณนับร้อยดวงถูกกักขังไว้ด้วยอาคมสายดำ และดูเหมือนว่า... เจ้าของบ้านจะรู้ว่าพวกเรากำลังเดินเข้ามา" ฉับพลัน อุณหภูมิรอบกายก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของธันวาปรากฏเป็นไอสีขาวจางๆ ในอากาศ ทั้งที่ขณะนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อน ความตึงเครียดพุ่งทะยานขึ้นสู่ขีดสุด ธันวากระชับปืนในมือแน่นขึ้น สัญชาตญาณดิบของนายตำรวจมือปราบตื่นตัวเต็มพิกัด เขามองข้ามผ่านความกลัวในวัยเด็กที่เคยสูญเสียครอบครัวเพราะความงมงาย มาสู่การเผชิญหน้ากับความจริงอันดำมืดที่ต้องชำระด้วยสติและปัญญา ทั้งคู่เดินลึกเข้ามาจนถึงโถงกลางขนาดใหญ่ ซึ่งเคยเป็นจุดวางเครื่องจักรหนักในอดีต ใจกลางห้องนั้นมีแท่นปูนซีเมนต์ยกพื้นสูง บนนั้นปรากฏร่องรอยการประกอบพิธีกรรม วงเวียนอักขระโบราณถูกเขียนขึ้นด้วยของเหลวสีคล้ำส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง กองขี้เถ้าและเศษกระดูกสัตว์ระเกะระกะอยู่รอบด้าน แสงจันทร์สีนวลที่ลอดผ่านหลังคารั่วสาดส่องลงมาตรงกลางวงเวียนพอดิบพอดี ราวกับธรรมชาติกำลังจัดฉากให้พิธีกรรมอันชั่วร้ายนี้ดำเนินต่อไป "นั่นคือแท่นบูชาที่ใช้ในการดึงดวงวิญญาณออกจากร่างเหยื่อ..." ศิลาพึมพำเบาๆ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวยกขึ้นแตะที่ขมับ "พลังงานรอบตัวหนาแน่นมาก... ระวังตัวด้วยครับ ผู้กอง มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเงาเสاต้นนั้น" ธันวาไม่รอช้า เขาตวัดปลายกระบอกปืนและลำแสงไฟฉายพุ่งตรงไปยังเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตรทันที ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด ร่างของหญิงสาวในชุดเสื้อผ้าชุ่มโชก ซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อผู้สูญหายที่ตำรวจกำลังตามหา กำลังยืนหันหลังพิงเสาอยู่ ดวงตาของเธอเบิกโพงไร้แววชีวิต ทว่าร่างกายกลับขยับยุกยิกด้วยมุมองศาที่ผิดธรรมชาติ เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน "คุณผู้หญิงครับ! อยาขยับ!" ธันวาตะโกนเตือนด้วยสัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แม้จะรู้ดีว่าสถานการณ์ตรงหน้าเลยคำว่ามนุษย์ไปไกลแล้ว ร่างนั้นหยุดนิ่งชั่ววินาที ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าซีดเผือดริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู นัยน์ตาสعيกลายเป็นสีดำสนิทไม่มีตาขาว และก่อนที่ธันวาจะได้ลั่นไกเพื่อป้องกันตัว ร่างทั้งร่างก็พุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วดุจกระสุนปืน พร้อมกับเสียงกรีดแหลมสูงที่กรีดทะลุประสาทหูจนปวดร้าว "ถอยไปครับ ผู้กอง!" ศิลาพุ่งเข้ามาขวางหน้าพร้อมกับสะบัดมือซัดแผ่นยันต์สีทองอร่ามออกไปในอากาศ ยันต์นั้นลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีฟ้าครามทันทีที่กระทบกับความมืดมิด แรงระเบิดจากการปะทะของอาคมสะท้อนคลื่นกระแทกจนฝุ่นตลบอบولอไปทั่วบริเวณ ธันวากลิ้งตัวหลบเศษปูนที่ร่วงหล่นลงมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นตั้งหลักพร้อมยิงคุ้มกันทันที ทว่า... เมื่อควันสีเทาจางลง ภาพตรงหน้ากลับทำให้ทั้งสองคนต้องชะงักงัน ร่างของหญิงสาวคนนั้นหายลับไปกับความมืดอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงรอยไหม้เกรียมบนพื้นคอนกรีต ทว่าสิ่งที่ทำให้ธันวาต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความตกใจยิ่งกว่า คือเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่กำลังก้าวเข้ามาล้อมรอบโถงกว้างแห่งนี้จากทุกทิศทุกทาง เสียงโลหะกระทบพื้น เสียงกระซิบกระซาบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ และเงาดำทะפึฬนับสิบสายที่กำลังคืบคลานเข้ามาปิดตายทุกทางออก ศิลาหันมามองธันวา สีหน้าของร่างทรงหนุ่มเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "ไม่ใช่แค่ดวงวิญญาณเร่ร่อนแล้วครับ ผู้กอง... มีคนจงใจใช้ที่นี่เป็น 'ประตู' และตอนนี้... พวกมันต้อนพวกเราเข้ามาในกับดักสมบูรณ์แบบแล้ว" ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือขวาที่กำปืนมั่นชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขากวาดสายตากลมกลืนไปกับความมืดรอบตัว สมองอันเฉียบคมประมวลผลสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ทางออกถูกตัดขาด พลังเหนือธรรมชาติกำลังคุกคาม และที่สำคัญที่สุด... ในความมืดมิดที่สะท้อนแสงจันทร์สลัวนั้น มีเงาร่างหนึ่งที่สูงตระหง่านกว่าใครกำลังก้าวออกมาจากหลังแท่นบูชา พร้อมกับเสียงหัวเราะต่ำทุ้มที่สั่นประสาทจนกระดูกสันหลังเย็นวาบ และในวินาทีที่เงาร่างปริศนานั้นก้าวพ้นความมืดออกมาภายใต้แสงจันทร์เต็มดวง... ธันวาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เพราะใบหน้าภายใต้ฮู้ดสีดำสนิทของบุคคลผู้นั้น คือใบหน้าที่เขาคุ้นเคยดีที่สุด... ใบหน้าของนายตำรวจระดับสูงผู้เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนโดยตรงของเขาเอง! ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับ "เข็มทิศมองวิญญาณ" ในทุกๆ ตอนนะครับ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%