ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 25

เขตอาถรรพ์ปิดตาย

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นเน่าเฟะของซากพืชที่หมักหมมมานานหลายทศวรรษ คือสิ่งแรกที่ยืนยันว่าเราไม่ได้เดินอยู่บนแผ่นดินของคนเป็นอีกต่อไปแล้วครับ "เข็มทิศในมือถือของผมหมุนตีลังการาวกับคนเสียสติไปแล้ว... ธันวา" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตาคู่คมที่มักจะฉายแววสุขุมนุ่มลึก กลับกำลังกวาดมองไปรอบกายด้วยความระแวดระวัง นิ้วเรียวยาวของร่างทรงหนุ่มสัมผัสเข้ากับจี้หยกโบราณที่ห้อยคออยู่เพื่อเรียกสมาธิ ขณะที่ความมืดมิดของผืนป่าทึบเบื้องหน้าถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟฉาย LED สีขาวนวลที่ส่องตัดผ่านหมอกหนาทึบ ซึ่งดูคล้ายกับไอน้ำที่ลอยอ้อยอิ่งมาจากขุมนรก ผม—ร.ต.อ. ธันวา ชักปืนพกประจำกายออกจากซองหนังอย่างเงียบเชียบ สัมผัสเย็นเฉียบของเหล็กกล้าคือสิ่งเดียวที่ช่วยดึงสติให้ผมยังคงยึดมั่นอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง โลกที่มีตรรกะ มีเหตุและผล ไม่ใช่โลกแห่งความงมงายที่พรากครอบครัวผมไปเมื่อหลายปีก่อน... แต่ทว่า ภาพเบื้องหน้าในเวลานี้กลับท้าทายทุกหลักวิทยาศาสตร์ที่ผมเคยร่ำเรียนมา เสาเขตหมู่บ้านไม้เก่าแก่ที่แกะสลักเป็นรูปอสุรกายอ้าปากกว้าง ปักขวางเส้นทางกลับออกไปจนหมดสิ้น และไม่ว่าเราจะเดินวนหากี่รอบตามพิกัด GPS ที่หมวดพิชชาส่งสัญญาณเตือนมาจากศูนย์บัญชาการระยะไกล เส้นทางนั้นก็ถูกบิดเบือนด้วยม่านอาถรรพ์ที่มองไม่เห็น จนเราวนกลับมาจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า "เราถูกขังอยู่ในเขตอาถรรพ์ปิดตาย... เรียบร้อยแล้วครับ" ศิลาพูดต่อ พรางหันมาสบตาผม ความนิ่งสงบของเขาไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับตอกย้ำว่าสถานการณ์ในเวลานี้วิกฤตเกินกว่าที่คดีฆาตกรรมทั่วไปจะเทียบเคียงได้ "ในทางวิทยาศาสตร์ มันอาจจะเป็นสนามแม่เหล็กโลกขนาดยักษ์ที่ผิดปกติ หรือก๊าซมีเทนจากซากพืชที่ทำให้เกิดอาการประสาทหลอนร่วมกัน" ผมเอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคง แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มซึมตามไรผม "แต่วิธีคิดแบบนั้นคงใช้ไม่ได้ผลกับรอยเลือดที่ยังสดๆ บนเสานั่นหรอกใช่ไหมครับ ศิลา?" ศิลาไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขาก้มตัวลงต่ำ ใช้ปลายนิ้วแตะลงบนพื้นดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้ง ก่อนจะหยิบเศษดินขึ้นมาพิสูจน์กลิ่น ร่างทรงหนุ่มหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจเข้าออกผ่อนยาวอย่างเป็นจังหวะตามศาสตร์การกำหนดจิตที่เขาฝึกฝนมาแรมปี "ไม่ใช่แค่ก๊าซหรือสนามแม่เหล็กครับ ธันวา... แต่ที่นี่มี 'เจ้าที่' ที่กำลังโกรธเกรี้ยว และพวกเขากำลังปิดประตูตีแมว พวกเขาไม่ต้องการให้ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามา ณ ดินแดนแห่งนี้ได้มีชีวิตรอดกลับออกไปบอกเล่าเรื่องราวความอัปยศที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน" คำว่า 'สิบปีก่อน' ทำให้ผมขยับตัวเข้าประชิดแผ่นหลังของศิลาโดยสัญชาตญาณ ปมในอดีตที่คอยกัดกินหัวใจเกี่ยวกับคดีลึกลับในหมู่บ้านจัดสรรเมื่อตอนเด็กผุดวาบขึ้นมาในหัว แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาจมดิ่งกับอดีต เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบที่ย่ำอยู่บนใบไม้แห้งรอบทิศทางกำลังพุ่งเข้าหาเราด้วยความเร็วสูง! "ระวังตัว!" ผมตะโกนลั่น พร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งไปยังความมืดเบื้องหน้า แสงไฟฉายกวาดผ่านต้นไม้ใหญ่ เผยให้เห็นเงาดำทะหึมนับสิบร่างที่เคลื่อนไหวด้วยท่าทางบิดเบี้ยวผิดมนุษย์ บางร่างกระดูกหักงอผิดรูป บางร่างมีร่องรอยการเน่าเปื่อยของเนื้อหนัง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตาของพวกเขากลวงโบ๋ และมีควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากปากราวกับวิญญาณที่ถูกกักขังในขุมนรก "ผีดิบอาคม... พวกเขาใช้ศพคนในหมู่บ้านที่หายสาบสูญมาเป็นเครื่องมือสร้างกองทัพหุ่นเชิด" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งชักมีดหมอโบราณที่สลักอักขระคาถาออกมาจากอ้อมเสื้อ แสงสีทองจางๆ เปล่งประกายวาบขึ้นจากคมมีดเมื่อสัมผัสกับไออาถรรพ์รอบตัว "ธันวา คอยคุ้มกันด้านหลังให้ผม ผมจะเปิดทางสลายอาคมเขตแดนนี้เอง แต่คุณต้องจำไว้... ห้ามหันไปมองตาของพวกมันเด็ดขาด ไม่งั้นจิตของคุณจะถูกดึงเข้าไปในวังวนความแค้นของพวกมันทันที!" "เข้าใจแล้วครับ!" ผมตอบรับอย่างหนักแน่น แม้ในใจจะรู้ดีว่ากระสุนปืนในแม็กกาซีนนี้อาจจะไร้ความหมายต่อร่างไร้วิญญาณเหล่านี้ แต่สัญชาตญาณความเป็นตำรวจและการปกป้องผู้ร่วมชะตากรรมทำให้ผมไม่มีทางเลือกอื่น การปะทะกันอย่างดุเดือดท่ามกลางวงล้อมแห่งความตายเริ่มต้นขึ้น เสียงคำรามต่ำในลำคอของเหล่าศพเดินได้ดังระงมไปทั่วผืนป่า กลิ่นอายความตายแผ่ขยายปกคลุมจนแทบหายใจไม่ออก ขณะที่ผมเหนี่ยวไกยิงสกัดร่างที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต ศิลาก็ร่ายคาถาบทโบราณพร้อมกับตวัดมีดหมอลงบนพื้นดิน เกิดเป็นประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบตัดผ่านความมืดมิด ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนและเสียงคำรามก้องของเหล่าภูตผี เสียงกระซิบเยือกเย็นอันคุ้นเคยก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของผมโดยตรง... เสียงที่ผมจำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงของ 'ใครบางคน' ที่ควรจะตายไปจากกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน *“พี่ธันวา... ทำไมถึงทิ้งผมให้อยู่ในกองไฟนั้นล่ะครับ...”* ร่างของผมชะงักกึก มือที่ถือปืนสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตย้อนกลับมาทับซ้อนกับความจริงตรงหน้า สติสัมปชัญญะของผมค่อยๆ เลือนรางลงราวกับกำลังจะถูกดึงดูดลงไปในหลุมพรางแห่งความรู้สึกผิด "ธันวา! ตั้งสติครับ! อย่าฟังเสียงมัน!" เสียงตะโกนของศิลาแว่วเข้ามาไกลโพ้น ราวกับเสียงเรียกจากอีกโลกหนึ่ง แต่ก่อนที่ผมจะทันได้สะบัดหลุดจากภาพลวงตาอันน่าสะพรึงกลัวนั้น แสงไปฉายจากโทรศัพท์มือถือของผมที่ตกอยู่บนพื้นก็กะพริบถี่ๆ ก่อนจะปรากฏข้อความแจ้งเตือนระบบฉุกเฉินจากหมวดพิชชาที่ส่งตรงทะลุม่านอาถรรพ์เข้ามาได้สำเร็จ [⚠️ แจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบคลื่นพลังงานความร้อนใต้ดินระดับ SSS กำลังปะทุขึ้นใต้จุดที่คุณยืนอยู่ และ... มีผู้มาเยือนคนที่สามกำลังเดินเข้าสู่เขตอาถรรพ์แล้วในขณะนี้!] ศิลาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อหันไปมองด้านหลังสุดเขตอาถรรพ์ และทันใดนั้นเอง... เสียงปรบมือช้าๆ สองครั้งก็ดังขึ้นจากความมืดมิดหลังม่านหมอก พร้อมกับร่างของชายในชุดสูทสีดำสนิทที่ก้าวเท้าออกมาจากต้นไม้โบราณ โดยมีรอยยิ้มเย็นเยียบประดับอยู่บนใบหน้าครึ่งซีกที่ถูกแสงไฟส่องกระทบ "ยินดีต้อนรับสู่พิธีกรรมปิดผนึกวิญญาณ... ร่างทรง และท่านสารวัตรผู้ไร้สัมผัส" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดของตอนนี้ด้วยกันนะครับ - เข็มทิศมองวิญญาณ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%