ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 3

คดีที่วิทยาศาสตร์เข้าไม่ถึง

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
"ตู้เซฟนิรภัยระดับสี่ ถูกเปิดออกด้วยรหัสผ่านของผู้กำกับ... แต่ข้างในว่างเปล่าครับคุณธันวา" เสียงรายงานผ่านโทรศัพท์มือถือของหมวดพิชชา หญิงสาวผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ประจำกองปราบปราม เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดจนสั่นพร่า ร่างบางในเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่หน้าห้องเก็บวัตถุพยาน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและกระดาษเก่าๆ ลอยอบอวลในอากาศเย็นเยียบของโรงพักยามเที่ยงคืน ร.ต.อ. ธันวา ขมวดคิ้วแน่นจนรอยย่นระหว่างคิ้วแทบจะผูกกันเป็นปม เขาใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงขมับซ้ายเพื่อขับไล่ออาการปวดหัวตุบๆ ที่มักจะเล่นงานทุกครั้งเมื่อคดีเริ่มก้าวล่วงเข้าสู่เขตแดนที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ "เป็นไปได้ยังไง หมวดพิชชา" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องทำงานส่วนตัวที่เต็มไปด้วยแฟ้มคดี "ห้องเก็บวัตถุพยานมีกล้องวงจรปิดตลอด ২৪ ชั่วโมง บันทึกการเข้าออกใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือ มีร่องรอยการงัดแงะไหม?" "ไม่มีครับ... เอ๊ย ไม่มีค่ะ เอ๊ย หมายถึงไม่มีร่องรอยเลยครับ!" พิชชาเผลออุทานแก้คำพูดตัวเองด้วยความประหม่า เพราะรู้ดีว่าร้อยตำรวจโทหนุ่มคนนี้เกลียดความไม่รอบคอบขนาดไหน "กล้องวงจรปิดวงนอกใช้งานได้ปกติ แต่พอกล้องตัวที่ส่องตรงหน้าตู้เซฟ... อยู่ดีๆ ฟุตเทจช่วงเวลาสามทุ่มถึงห้าทุ่มก็กลายเป็นสีดำสนิท ไร้สัญญาณรบกวน เหมือนกับว่าตัวเลนส์ถูกปิดกั้นด้วยอะไรบางอย่างที่เครื่องมือตรวจจับคลื่นความร้อนของเราจับไม่ได้เลย" ธันวาถอนหายใจยาว พลางเหลือบสายตาไปมองชายหนุ่มร่างโปร่งที่นั่งไขว่ห้างจิบชาอุ่นๆ อยู่บนโซฟาหนังสีทึบมุมห้อง ศิลา ร่างทรงอัจฉริยะผู้มีดวงตาสีอำพันจางๆ ยามต้องแสงไฟ นั่งนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหินอ่อน รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนมุมปาก ทว่าแววตานั้นกลับว่างเปล่าและลุ่มลึกจนยากจะคาดเดา "ไม่ต้องสงสัยหรอกครับผู้กองธันวา" ศิลาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ด้วยเสียงกระทบเบาๆ "หลักฐานชิ้นนั้น... รอยนิ้วมือและคราบเลือดบนเสื้อของผู้ตาย ที่คุณหมวดพิชชาเพิ่งตรวจพบเมื่อวาน มันไม่ใช่แค่พยานวัตถุธรรมดา แต่มันคือ 'สื่อกลาง' ของวิญญาณอาฆาต" ธันวากดตัดสายจากหมวดพิชชา ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับร่างทรงหนุ่ม ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ด้วยท่าทีคุกคามตามสัญชาตญาณของนายตำรวจผู้พึ่งพาแต่ตรรกะ "คุณจะบอกผมว่า มีผีมาขโมยวัตถุพยานในโรงพักอย่างนั้นเหรอ ศิลา?" ธันวาเค้นเสียงถาม น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันที่พยายามปกปิดความหวั่นไหวในใจ "นี่คือคดีฆาตกรรมอำพราง ไม่ใช่เรื่องเล่ารอบกองไฟ ถ้าคนร้ายใช้เวทมนตร์อย่างที่คุณอ้างจริง ทำไมมันไม่เสกให้ผมหายไปด้วยเลยล่ะ?" ศิลาไม่โกรธเคือง เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้คนทั้งสองต้องมองตาตรงๆ ดวงตาสีเข้มของธันวาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและบาดแผลจากอดีต ขณะที่ดวงตาของศิลากลับสะท้อนภาพความจริงอันโหดร้ายที่มนุษย์ปุถุชนมองไม่เห็น "คุณเกลียดความงมงาย เพราะมันเคยพรากครอบครัวของคุณไปเมื่อสิบปีก่อนใช่ไหมครับ ผู้กองธันวา" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่นุ่มนวล ทว่าประโยคนั้นกลับทำให้ธันวาชะงักกึก ราวกับถูกกระบี่คมกริบแทงเข้าที่กลางใจ ร่างสูงแข็งทื่อไปชั่วขณะ "คุณ... รู้เรื่องนี้ได้ยังไง" ธันวากัดฟันกรอด กำปั้นทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน "วิญญาณไม่ได้โกหก และรอยแผลเป็นในใจคุณก็ส่งกลิ่นคาวเลือดไม่ต่างจากศพในห้องดับจิตหรอกครับ" ศิลาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นอายจางๆ ของธูปหอมและไม้จันทน์ลอยแตะจมูกธันวา "วัตถุพยานชิ้นนั้นไม่ได้ถูกขโมยโดยมนุษย์ แต่มันถูก 'ดึงกลับ' ไปยังเจ้าของเดิม... สิ่งที่คุณกำลังตามล่าไม่ใช่ฆาตกรธรรมดา แต่เป็น 'นายทวารแห่งความตาย' ที่กำลังใช้คดีนี้เป็นบันไดไต่เต้า" ก่อนที่ธันวาจะได้โต้ เถียงอะไร เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ "ผู้กองครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" นายตำรวจชั้นประทวนนายหนึ่งเปิดประตูพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือก เหงื่อกาฬไหลท่วมกรอบหน้า "หมวดพิชชาโทรแจ้งด่วน... ศพในห้องนิติเวช... ศพของเหยื่อคดีฆาตกรรมรายล่าสุด... มันหายไปครับ!" ธันวาลืมความโกรธเป็นปลิดทิ้ง เขาก้าวผ่านหน้าศิลาไปอย่างรวดเร็ว คว้าเสื้อแจ็คเก็ตหนังมาสวมแล้วพุ่งตัวออกจากห้องทันทีโดยมีศิลาก้าวตามมาติดๆ บรรยากาศภายในห้องนิติเวชยามตีหนึ่งเงียบสงัดและวังเวงกว่าปกติ หลอดไฟนีออนบนเพดานกระพริบติดๆ ดับๆ ส่งเสียงฮัมต่ำๆ ชวนประสาทเสีย หมวดพิชชายืนตัวสั่นอยู่ข้างเตียงสแตนเลสว่างเปล่า บนเตียงนั้นไม่มีร่างไร้วิญญาณอีกต่อไป มีเพียงรอยคราบน้ำไขสันหลังและหยดเลือดสีดำคล้ำที่ไหลย้อยลงสู่พื้น เป็นทางยาวราวกับมีใครบางคนลากร่างนั้นออกไปทางหน้าต่างระบายอากาศที่ถูกงัดจนพังยับเยิน "เป็นไปไม่ได้..." หมวดพิชชากล่าวเสียงสั่น พลางชี้ไปที่กลอนประตูนิรภัยด้านใน "ประตูล็อคจากด้านใน ระบบคีย์การ์ดไม่มีบันทึกการเปิดออก หน้าต่างบานนั้นเล็กเกินกว่าที่คนตัวโตจะมุดออกไปได้... และที่สำคัญที่สุด..." พิชชากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตแสดงผลการสแกนดีเอ็นเอขึ้นมาให้ธันวาดู "ผลตรวจคราบเลือดล่าสุดที่เพิ่งออกเมื่อกี้... ดีเอ็นเอในคราบเลือดนั้น ไม่ใช่มนุษย์ครับ" ธันวาก้มลงมองหน้าจอแท็บเล็ต สัญชาตญาณความเป็นตำรวจเตือนภัยลั่นสีแดงฉาน ตัวเลขและรหัสพันธุศาสตร์บนจอแสดงผลแปลกประหลาดจนเกินกว่าตำราแพทย์แผนปัจจุบันจะให้คำตอบได้ ทันใดนั้นเอง ไฟนีออนทั้งห้องก็ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว เหลือเพียงแสงจันทร์สีแดงก่ำที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะกระจกหน้าต่างจากด้านนอก ดังขึ้นเป็นจังหวะเชื่องช้า เยียบเย็น และทรงพลัง ราวกับมีบางสิ่งกำลังยืนอยู่บนขอบหน้าต่างชั้นสี่ของตึกนิติเวชที่ไม่มีระเบียงยืน ธันวาชักปืนพกสั้นออกจากซองข้างเอวขึ้นมาตั้งลำกล้องอย่างรวดเร็ว สายตาเพ่งมองไปยังความมืดเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวังขั้นสุด แม้ขาจะสั่นเทาเล็กน้อยจากความกดดันที่มองไม่เห็น ศิลาก้าวเข้ามาแตะไหล่ของธันวาเบาๆ สัมผัสอุ่นซ่านแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า ช่วยดึงสติของนายตำรวจหนุ่มให้กลับมานิ่งสนิท "อย่าหันหลังให้มันเด็ดขาดนะครับผู้กอง..." เสียงกระซิบของศิลาแผ่วเบาอยู่ข้างใบหู ทว่าเย็นยะเยือกเสียจนขนลุกซู่ "เพราะตอนนี้... มันไม่ได้มาแค่ตัวเดียว" ตึ้ง! กระจกหน้าต่างแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับร่างในชุดกาวน์เปื้อนเลือดที่พุ่งทะยานเข้ามาในห้องด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีดำสนิทไร้แววตา และในมือข้างซ้ายของศพนั้น... กำชิ้นส่วนวัตถุพยานที่หายไปจากตู้เซฟแน่นสนิท พร้อมกับรอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหูที่ส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าออกมาจากลำคอที่ขาดวิ่น! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาก계ไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — เข็มทิศมองวิญญาณ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%