"ความเงียบงันมักเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีที่สุด... แต่ก็น่าเสียดาย ที่พวกท่านเลือกใช้มันในเวลาที่สายเกินไปเสียแล้วครับ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของห้องโถงหินอัคนีในดันเจี้ยนชั้นลึก บรรยากาศรอบตัวกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมตามขมับของเหล่าสมาชิกกิลด์ทมิฬนับสิบชีวิตที่ยืนล้อมรอบบุคคลทั้งสองเอาไว้ตรงใจกลาง กรงข่ายเวทมนตร์สีเลือดสะท้อนแสงเรืองรองระยิบระยับ ปิดตายทุกเส้นทางหนีราวกับกรงเหล็กของราชสีห์ที่รอเวลาขย้ำเหยื่อ
ไอแซคยืนกอดอกนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบภายใต้เงาฮู้ดทอดมองแท่นศิลาโบราณตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัว หรือแม้แต่ร่องรอยความตื่นตระหนก ร่างกายของเขาสะท้อนความเยือกเย็นออกมาจนศัตรูที่ถือไพ่เหนือกว่ายังต้องรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ
เบื้องหลังของชายหนุ่ม ลูมิน่ายืนสงบนิ่งรากับรูปสลักชั้นยอด นัยน์ตาสีรัตติกาลกวาดมองกลุ่มมือสังหารระดับท็อปของกิลด์ทมิฬด้วยความเวทนา ราวกับกำลังมองฝูงมดปลวกที่กำลังกระโดดเข้าหาอัคคีภัย มือเรียวบางลูบไล้ด้ามดาบคาตานะสีนิลข้างกายอย่างแผ่วเบา พร้อมที่จะปลิดชีพพวกมันได้ทุกเมื่อหากมีใครบังaชาญกล้าขยับตัวเข้าใกล้เจ้านายของนางเกินระยะปลอดภัย
"ช่างปากกล้าเสียจริง ไอแซค! แกคิดว่าตัวเองยังยืนอยู่บนจุดสูงสุดเหมือนตอนที่อยู่ในเมืองหลวงงั้นรึ?"
เสียงหัวاเราะเยาะเย้ยดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังค่ายกลเวท "วาลคิรี" รองหัวหน้ากิลด์ทมิฬก้าวออกมาจากแถวพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ในมือถือคريสตัลสีดำสนิทที่กำลังสูบฉีดมานาเพื่อควบคุมกรงข่ายเวทมรณะ ดาบยาวในมือของเขาอาบด้วยพิษร้ายแรงที่พร้อมจะกัดกินวิญญาณของผู้ถูกฟันให้แหลกสลาย
"พวกเราวางแผนล่อแกมาที่ดันเจี้ยนซากโบราณสถานแห่งนี้ ทุ่มงบประมาณและศิลามานาขั้นสูงไปมหาศาล ก็เพื่อการนี้... เพื่อฝังศพแกและผู้หญิงข้างกายคนนั้นลงที่นี่อย่างไรล่ะ!" วาลคิรีกัดฟันกรอด ดวงตาแดงก่ำด้วยความเคียดแค้นชิงชัง "จอมเวทไร้คลาสอย่างแก มันเป็นเพียงบั๊กในระบบที่ต้องถูกลบ องค์กรของเราจะไม่ยอมให้แกมีชีวิตอยู่ขัดขวางแผนการใหญ่อีกต่อไป!"
สิ้นคำประกาศกร้าว เหล่าสมุนกิลด์ทมิฬนับสิบก็ระเบิดพลังมานาสีดำทมิฬออกมาพร้อมกัน แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นทางยาว พวกมันเตรียมตัวใช้งานสกิลประสาน "พันธนาการโลหิตกลืนวิญญาณ" ซึ่งเป็นไม้ตายก้นหีบที่เคยสังหารบอสระดับตำนานมาแล้วนักต่อนัก
ลูมิน่าขยับตัวเล็กน้อย รัศมีสีเงินบริสุทธิ์แผ่ขยายออกจากร่างของนางเพื่อปกป้องไอแซคตามสัญชาตญาณ แต่นางกลับถูกมือหนาของชายหนุ่มแตะลงที่หัวไหล่เบาๆ เป็นสัญญาณห้ามปราม
ไอแซคไม่แม้แต่จะชายตามองวาลคิรี เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นบนเสื้อคลุมอย่างไม่ยี่หล่า ราวกับบทสนทนาเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงแมลงน่ารำคาญที่บินผ่านหูเท่านั้น
"แผนการใหญ่รึครับ?" ไอแซคเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ทรงพลังจนแทบจะกดให้บรรยากาศรอบข้างหยุดนิ่ง "พวกท่านลงทุนลงแรงมามาก... ก็น่าชื่นชมในความพยายามอยู่นะครับ แต่น่าเสียดาย ที่พวกท่านดันคำนวณตัวแปรสำคัญผิดไปอย่างมหันต์"
"แกหมายความว่ายังไง!" วาลคิรีคำรามด้วยความหงุดหงิดที่เห็นเป้าหมายยังคงเย่อหยิ่งไม่เปลี่ยน
"พวกท่านคิดว่ากำลังล่อเสือออกจากถ้ำ..." ไอแซคค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาสนธยาคู่นั้นส่องประกายแสงสีทองจางๆ ลึกล้ำจนน่ากลัว รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน "แต่ความจริงแล้ว... พวกท่านต่างหากล่ะ ที่เดินเข้ามาในกรงข่ายความตายที่ข้าเป็นคนตีเส้นเอาไว้ตั้งแต่แรก"
ทันทีที่สิ้นเสียงของชายหนุ่ม หน้าจออินเทอร์เฟซสีฟ้าเข้มจำนวนนับร้อยก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ห้อมล้อมพื้นที่รัศมีรอบดันเจี้ยนแห่งนี้ในพริบตา ตัวอักษรสีแดงฉานระบุสถานะคำสั่งที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
**[ระบบควบคุมดันเจี้ยน: ถูกแทนที่ด้วยสิทธิ์ระดับสูงสุด]**
**[ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมระดับต่ำ: กิลด์ทมิฬ]**
**[เริ่มกระบวนการล้างบาง: ทำลายเป้าหมายทั้งหมดอย่างไร้เงื่อนไข]**
"บ้านน่า... เป็นไปไม่ได้!" วาลคิรีเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก คริสตัลสีดำในมือของเขาเริ่มสั่นระริกและแตกละเอียดเป็นผุยผงในชั่วพริบตา มานาที่เคยควบคุมกรงข่ายเวทกลับตาลปัตร กลายเป็นโซ่ตรวนเวทสีทองอร่ามที่พุ่งเข้าพันธนาการร่างของเหล่านักฆ่ากิลด์ทมิฬจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
"อ... อะไรกันวะเนี่ย! ขยับไม่ได้! มานาในตัวฉันถูกสูบออกไปหมดเลย!" หนึ่งในสมุนกิลด์แผדเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว เมื่อพบว่าพลังทั้งหมดของตนกำลังไหลย้อนกลับเข้าไปในระบบของดันเจี้ยน
ลูมิน่ายืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสและศรัทธาอันไร้ขีดจำกัด สำหรับนางแล้ว เจ้านายของนางไม่ได้เป็นเพียงแค่มนุษย์ผู้ใช้เวทมนตร์ แต่เขาคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้อย่างแท้จริง ทุกย่างก้าว ทุกการวางหมาก ล้วนเหนือชั้นกว่าวิสัยที่มนุษย์ปุถุชนจะจินตนาการได้
"ท่านไอแซคช่าง... งดงามเหลือเกินครับ" ลูมิน่าพึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันงดงามล่มเมือง ทำเอาเหล่านักฆ่าที่กำลังจะสิ้นใจตายยังต้องหันมามองด้วยความตะลึงงัน
ไอแซคก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ รองเท้าหนังกระทบพื้นศิลาเกิดเสียงก้องกังวานราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย วาลคิรีพยายามดิ้นรนสุดชีวิต ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นมัจจุราชในร่างมนุษย์กำลังเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว
"แก... แกเป็นใครกันแน่... แกไม่ใช่แค่ผู้เล่นไร้คลาสธรรมดา... แกเป็นใครกันแน่, ไอแซค!" วาลคิรีแผดเสียงตะโกนด้วยความสิ้นหวัง
ไอแซคหยุดยืนตรงหน้าวาลคิรี ก้มมองชายผู้เคยโอหังด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง ปลายเท้าของเขาเหยียบลงบนดาบพิษของอีกฝ่ายจนหักสะั้นเป็นสองท่อน
"ข้าก็คือคนที่พวกท่านพยายามจะกำจัดอย่างไรล่ะครับ" ไอแซคเอ่ยเสียงนิ่งสนิท ก่อนจะยกมือขึ้นวาดกลางอากาศเบาๆ "และตอนนี้... ก็ถึงเวลาที่ต้องชำระบัญชีที่พวกท่านติดค้างเอาไว้แล้ว"
พลังเวทมหาศาลระเบิดออกรัศมีวงกว้าง แสงสีทองเจิดจ้ากลืนกินทุกสิ่งในห้องโถงจนขาวโพลน เสียงกรีดร้องสุดท้ายของเหล่าสมาชิกกิลด์ทมิฬดังระוมก้องไปทั่วผนังดันเจี้ยน ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันที่ควรจะจบลง รอยแยกมิติสีดำสนิทกลับปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของไอแซคและลูมิน่า แรงลมมหาศาลพัดกระโชกจนเส้นผมของทั้งสองปลิวไสว เงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วโถงหิน
"น่าประทับใจจริงๆ... ไม่นึกเลยว่าผู้เล่นระดับตำนานที่หายสาบสูญไป จะมาซ่อนตัวอยู่ในสถานที่รกร้างแบบนี้เองสินะครับ, 'องค์ชายแห่งความพินาศ'..."
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
จักรพรรดิเวทมนตร์ไร้คลาสกับผู้ช่วยสาวสายซัพพอร์ตระดับตำนาน•ตอนที่ 9
กับดักของกิลด์ทมิฬ
ผลงานโดย จอมเวทไร้นาม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมเวทไร้นาม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิเวทมนตร์ไร้คลาสกับผู้ช่วยสาวสายซัพพอร์ตระดับตำนาน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!