ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 12

ความลับในไดอารีออนไลน์

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
เสียงแจ้งเตือนหน้าจอสมาร์ตโฟนที่ดังติดต่อกันสามครั้งติด ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดเท่ากับประโยคสั้นๆ ที่ค้างอยู่บนหน้าจอแชตในตอนนี้เลยครับ *[คุณแบกเป้ท่องโลก... รูปพวกนั้น ระวังตัวไว้ให้ดีนะครับ คนที่อยู่ข้างๆ คุณตอนนี้ ไม่ใช่คนที่คุณคิดหรอก]* นิ้วมือของผมที่กำลังจะแตะลงบนแป้นพิมพ์เพื่อกดโทรกลับ ชะงักค้างกลางอากาศ บรรยากาศภายในร้านกาแฟเล็กๆ ริมถนนสายรองของเชียงใหม่ดูเงียบสงบลงถนัดตา เมื่อเงยหน้าขึ้นมองผ่านกระจกใส ธันวา—ช่างภาพหนุ่มมานิ่งเงียบที่พ่วงตำแหน่งคู่กัดจำเป็นของผม กำลังยืนกดชัตเตอร์กล้อง DSLR ตัวโปรดใส่ซุ้มดอกไม้ข้างทางด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาคู่นั้นยังคงสะท้อนความเยือกเย็นและรักษาระยะห่างจากคนรอบข้างอย่างเคยเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มีพิรุธ ไม่มีแววตาของผู้มีลับลมคมใน แล้วข้อความเตือนภัยปริศนานั้นหมายความว่าอะไรกันแน่? "คุณธันวาครับ เลิกทำตัวเป็นนายแบบจำเป็นให้ดอกไม้ข้างทางสักสองนาทีได้ไหมครับ มาช่วยผมคิดหัวข้อบล็อกตอนใหม่หน่อย หัวสมองผมตอนนี้ตันยิ่งกว่าท่อประปาหน้าฝนเสียอีก" ผมส่งเสียงทักทายออกไป พร้อมกับแสร้งทำเป็นเคาะหน้าจอโทรศัพท์มือถือแก้เก้อ เพื่อซ่อนความระแวงที่ก่อตัวขึ้นในอก ธันวาหันกลับมามองช้าๆ มุมปากข้างหนึ่งยกย่องขึ้นเล็กน้อยในแบบที่กวนประสาทผมได้เสมอ "ถ้าหัวสมองตันนัก ก็ลองเปิดสมุดบันทึกส่วนตัวของคุณดูสิครับ เผื่อว่าความทรงจำอันน้อยนิดจะช่วยจุดประกายอะไรได้บ้าง... หรือว่ากลัวใครเขาจะมาเห็นความลับที่ซ่อนไว้กันแน่ล่ะครับ คุณนักเขียน" คำพูดเรียบๆ แต่แฝงด้วยรอยยิ้มมุมปากแบบนั้น ทำเอาผมเกือบจะสำลักกาแฟลาเต้อุ่นๆ ที่เพิ่งจิบเข้าไป ให้ตายเถอะครับ ผู้ชายคนนี้อ่านใจคนเก่งเกินไปแล้ว หรือว่าเขาแอบเห็นหน้าจอตอนที่ผมกำลังอ่านบล็อกส่วนตัวเมื่อคืนนี้กันแน่? เรื่องของเรื่องมันเริ่มต้นจากความซุ่มซ่ามตามสไตล์ของผมเองครับ ในฐานะเจ้าของบล็อกท่องเที่ยว "ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง" ที่มีผู้ติดตามหลักแสนคน ผมมักจะแยกหมวดหมู่ระหว่างบทความรีวิวสาธารณะกับ "ไดอารีส่วนตัว" ที่ล็อกอินไว้ด้วยรหัสผ่านแน่นหนา แต่เมื่อคืนนี้... ด้วยความที่ตาใกล้จะปิดเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินแบกเป้ข้ามดอยมาทั้งวัน ผมดันเผลอกดเผยแพร่บทความส่วนตัวบทหนึ่งลงในพื้นที่สาธารณะโดยไม่รู้ตัว! แม้ผมจะลบมันทิ้งภายในเวลาไม่ถึงสามนาทีหลังจากรู้ตัว แต่โลกอินเทอร์เน็ตมันไม่เคยหลับใหลครับ และดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนแคปหน้าจอนั้นเอาไว้ทัน พร้อมกับส่งมันมาเป็นระเบิดเวลาลูกยักษ์ลูกนี้ เนื้อหาในบล็อกบทนั้นไม่ได้พูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามที่ไหนเลยครับ แต่มันคือพื้นที่ระบายความรู้สึกที่ผมมีต่อช่างภาพจอมหยิ่งผู้ชอบตีสีหน้าเย็นชาใส่ผมตลอดการเดินทาง *[วันพุธที่ผ่านมา — ท้องฟ้าที่เชียงใหม่ฝนตกปรอยๆ และหัวใจของผมก็เปียกชื้นตามไปด้วย... ผมไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สายตาของผมมักจะมองหาเลนส์กล้องของเขา มากกว่าจะมองวิวทิวทัศน์ตรงหน้า ธันวาเป็นคนใจร้ายครับ เขาชอบสร้างกำแพงน้ำแข็งรอบตัว แต่เวลาที่เขาเผลอยื่นมือเข้ามาช่วยถือกระเป๋าเป้อันหนักอึ้งให้โดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ... รู้ไหมครับว่ามันทำให้คนหลงทางอย่างผม ใจสั่นไวกว่าการนั่งรถไฟเหาะตีลังกาเสียอีก]* พอนึกถึงข้อความสารภาพความในใจอันน่าอายนั้นทีไร เลือดในกายของผมก็สูบฉีดจนใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ถ้าหากว่าคนที่แคปหน้าจอนั้นไว้... คือตัวของธันวาเองล่ะ? ความคิดนั้นทำให้ผมสะดุ้งเฮือก รีบกวาดสายตามองสำรวจท่าทีของช่างภาพหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งอย่างละเอียด ธันวากำลังเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม วางกล้องลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะเลิกคิ้วมองผมด้วยสายตาคมกริบราวกับกำลังสแกนจับเท็จ "ทำไมหน้าแดงจังครับ? หรือว่าแพ้อากาศ หรือว่า... กำลังมีความลับอะไรปิดบังผมอยู่" ธันวาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนานอย่างปิดไม่มิด ผมรีบปฏิเสธเสียงสูงทันควัน "ใครหน้าแดงกันครับ! ผมแค่... ร้อนต่างหาก แดดเมืองไทยนี่มันร้ายกาจเสียจริง ทั้งๆ ที่ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายโมงเองนะเนี่ย" "บ่ายโมงในร่มเงาของร้านกาแฟติดแอร์เนี่ยนะคับ?" ธันวาทวนคำพร้อมกับหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทุ้มนุ่มและมีเสน่ห์จนผมต้องแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "คุณกะทินี่มีวิธีหาข้อแก้ตัวแปลกๆ ได้ตลอดเวลาเลยนะครับ สมแล้วที่เป็นนักเขียนบล็อกชื่อดัง" "เลิกแซวผมสักวันคุณจะตัวเล็กลงหรือไงครับเนี่ย" ผมแสร้งทำเป็นงอน ปิดหน้าจอโทรศัพท์คว่ำลงกับโต๊ะเพื่อตัดปัญหา แต่ทว่า หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อนึกถึงข้อความเตือนภัยปริศนานั้นสลับกับใบหน้าของคนตรงหน้า *[คนที่อยู่ข้างๆ คุณตอนนี้ ไม่ใช่คนที่คุณคิดหรอก]* ถ้าข้อความนั้นไม่ได้หมายถึงธันวา แล้วมันหมายถึงใครล่ะ? หรือว่าตลอดการเดินทางครั้งนี้ มีใครบางคนกำลังแอบตามรอยพวกเราอยู่เงียบๆ และคอยจ้องมองทุกความเคลื่อนไหวของเราจากในเงาของความมืด? บรรยากาศรอบตัวที่เคยอบอุ่นและผ่อนคลายเมื่อครู่ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดและน่าขนลุกขึ้นมาทีละน้อย ผมขยับตัวอึดอัดบนเก้าอี้ สายตาเผลอเหลือบมองไปรอบๆ ร้านกาแฟที่มีลูกค้าประปราย ไม่มีใครน่าสงสัย ทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์หรือแล็ปท็อปของตัวเอง "เป็นอะไรไปครับ?" เสียงนุ่มของธันพูดแทรกขึ้นมาท่ามกลางความคิดอันฟุ้งซ่านของผม น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผมนิ่งเงียบไปนาน "ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว คุณดูมีอาการกระสับกระส่าย แปลกไปจากกะทิคนเดิมที่ชอบบ่นเรื่องรองเท้ากัดหรือเรื่องร้านกาแฟรสชาติแย่เสียอีก... มีเรื่องอะไรปิดบังผมหรือเปล่าครับ?" ดวงตาคมกริบของธันวาจ้องมองตรงมาที่ผม เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเจือความสงสัย ซึ่งเป็นแววตาแบบที่เขาไม่ค่อยยอมแสดงออกมาให้ใครง่ายๆ นอกเสียจากว่า... เขาจะใส่ใจผมจริงๆ ความลังเลก่อตัวขึ้นในอกของผม ผมอ้าปากเตรียมจะเล่าเรื่องข้อความปริศนาและไดอารีออนไลน์ที่หลุดรอดออกไปให้เขาฟัง เผื่อว่าเราจะได้ช่วยกันคิดหาทางแก้ไข แต่ทว่า ก่อนที่คำพูดแรกจะหลุดออกจากริมฝีปาก หน้าจอโทรศัพท์ที่คว่ำอยู่บนโต๊ะก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความใหม่ที่สั่นสะเทือนไปทั้งโต๊ะ ไม่ใช่ข้อความจากแอปพลิเคชันแชตทั่วไป... แต่มันคือการแจ้งเตือนจากระบบหลังบ้านของบล็อกส่วนตัว ที่ระบุตัวตนของผู้ที่กำลังพยายามเข้าสู่ระบบด้วยสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ *[มีการพยายามเข้าสู่ระบบบล็อกของคุณจากอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก... ตำแหน่งปัจจุบัน: บริเวณใกล้เคียง (รัศมี 20 เมตรจากคุณ)]* ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หันขวับไปมองรอบตัวอีกครั้งอย่างตื่นตระหนก หัวใจเต้นโครมครามรากระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก รัศมี 20 เมตรจากตรงนี้ หมายความว่า... คนที่ส่งข้อความเตือนภัยและคนที่กำลังพยายามเจาะระบบไดอารีลับของผม กำลังนั่งปะปนอยู่กับผู้คนรอบตัวในร้านกาแฟแห่งนี้อย่างแน่นอน! ธันวาลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกจนผิดปกติของผม สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมในเสี้ยววินาที "กะทิ... เกิดอะไรขึ้น?" แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยปากตอบอะไร ชายหนุ่มในชุดเสื้อฮู้ดสีดำที่นั่งโต๊ะมุมห้องก็ลุกขึ้นยืนพรวดพราด และก้าวเดินมุ่งตรงมาทางโต๊ะของเราด้วยท่าทางน่าสงสัย นัยน์ตาภายใต้ฮู้ดสีเข้มคู่นั้นจดจ้องมาที่ผมราวกับเสือร้ายที่เจอเหยื่ออันโอชะ! ธันวาขยับตัวเข้ามาบังหน้าผมไว้โดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการปกป้องคุ้มครองถูกเปิดใช้งานทันทีในเสี้ยววินาทีที่อันตรายคืบคลานเข้ามาใกล้ และก่อนที่ผมจะได้ตั้งตัว ชายคนนั้นก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะของเรา ยื่นสมาร์ตโฟนหน้าจอหนึ่งมา1997ให้ผมดู พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "สวัสดีครับคุณนักเขียน... ผมว่าคุณน่าจะสนใจไดอารีหน้าที่เพิ่งลบทิ้งไปหน้านี้นะครับ ว่าไหม?" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ยังเดินทางร่วมกันมาจนถึงตรงนี้นะครับ และขอเตือนเบาๆ ว่าตอนหน้า ความจริงทั้งหมดกำลังจะกระชากหน้ากากออกมาแล้ว อย่าเพิ่งกะพริบตาเด็ดขาดนะครับ!
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%