“ธันวา... นายจะดื่มเยอะไปแล้วนะ เดี๋ยวก็ขับรถกลับไม่ได้หรอก”
ผมเอ่ยเตือนพลางคว้าแก้ววิสกี้ในมือเขาไว้ แต่ดูเหมือนจังหวะนี้จะช้าไปนิด เพราะคนที่ปกติหน้านิ่งราวกับแช่แข็งในตู้เย็นตอนนี้กำลังมองผมด้วยสายตาเยิ้มหยด แถมยังยิ้มมุมปากแบบที่คนทำอาชีพตากล้องอย่างเขาไม่ค่อยจะทำให้ใครเห็นบ่อยนัก
“ขับไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับครับ... นอนนี่เลยก็ได้”
คำพูดกวนประสาทที่มาพร้อมกับน้ำเสียงแหบพร่าทำเอาผมชะงัก นี่คือปาร์ตี้ออฟฟิศประจำปีที่จัดขึ้นในพูลวิลล่าริมทะเล บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยเสียงเพลงจังหวะสนุกสนานและเพื่อนร่วมงานที่กำลังเมามันกับการร้องคาราโอเกะ แต่ตรงมุมโซฟาที่ผมกับธันวานั่งอยู่ กลับกลายเป็นโลกอีกใบที่ดูจะเงียบเชียบและอันตรายสำหรับหัวใจผมเหลือเกิน
“พูดบ้าอะไรของนาย!” ผมโวยวายกลบเกลื่อนความร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า “ไปหาอะไรดื่มให้มันสร่างเถอะ เดี๋ยวฉันไปหยิบน้ำเปล่ามาให้”
ผมพยายามจะลุกขึ้น แต่ข้อมือกลับถูกมือหนาของเขารั้งไว้เสียก่อน แรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่มันหนักแน่นจนผมแทบไม่กล้าดึงออก ธันวาขยับตัวเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้ประจำตัวเขาที่ผมแอบชอบมาตลอด
“กะทิ...” เขาเรียกชื่อผม เสียงนั้นเบาหวิวแต่กลับสั่นประสาทผมยิ่งกว่าเสียงดนตรีรอบตัว “รู้ไหม... ที่ผมไม่ชอบออกทริปกับใคร ไม่ใช่เพราะผมเกลียดคนเยอะหรอกนะ”
“แล้วเพราะอะไร?” ผมถามเสียงสั่น แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าคำตอบของเขามันอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของเราเปลี่ยนไปตลอดกาล
ธันวาเงียบไปพักใหญ่ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในตาผม เหมือนเขากำลังพยายามอ่านใจผม หรือไม่ก็กำลังพยายามบอกความลับที่เขาเก็บไว้ในช่องมองภาพของกล้องตัวโปรดมาตลอด “เพราะผมกลัวว่า... ถ้ามองใครคนหนึ่งนานเกินไป แล้ววันหนึ่งเขาหายไป ผมจะจำภาพเขาได้แม่นเกินกว่าจะทนไหว”
บรรยากาศรอบข้างที่เคยอึกทึกดูเหมือนจะถูกกดปุ่มปิดเสียงไปชั่วขณะ หัวใจผมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก กะทิคนนี้ที่ปกติปากไวและชอบเถียงเขาเสมอ กลับพูดไม่ออก ได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“นายเมาแล้ว ธันวา” ผมพยายามดึงมือออกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนหน้าผากของเราเกือบจะชิดกัน ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดอยู่แถวริมฝีปากผม “ถ้าเมา... แล้วพูดเรื่องจริงได้ ผมก็อยากเมาไปตลอดชีวิตครับ... เพราะตราบใดที่ผมยังไม่ได้สติ ผมก็จะมีสิทธิ์บอกว่าผมชอบรอยยิ้มตอนคุณบ่นเรื่องหลงทางมากกว่าตอนที่คุณทำหน้าจริงจังใส่ผมเสียอีก”
โลกทั้งใบของผมหยุดหมุนไปดื้อๆ นี่มันมุกจีบสาวแบบช่างภาพมือโปรหรือเขากำลังปั่นหัวผมกันแน่ แต่ก่อนที่ผมจะได้โต้ตอบอะไรกลับไป ธันวาก็ทิ้งตัวลงมาพิงไหล่ผม แล้วหลับตาลงนิ่งสนิท ทิ้งให้ผมค้างเติ่งอยู่กับคำสารภาพที่เพิ่งได้ยิน
ผมควรจะผลักเขาออก ผมควรจะเดินหนีไปสูดอากาศข้างนอก แต่ไม่รู้ทำไม... ขาของผมถึงได้หนักเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ นี่ผมกำลังจะใจอ่อนให้กับคนปากแข็งที่ชอบสร้างระยะห่างคนนี้จริงๆ เหรอ?
เสียงแจ้งเตือนจากมือถือในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นเบาๆ ผมเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดูท่ามกลางความเงียบงันในใจ เป็นข้อความจากธันวาที่ส่งเข้ามาตอนไหนก็ไม่ทราบ...
ข้อความในหน้าจอแชตเขียนว่า: *‘ที่พูดไปทั้งหมด ไม่ได้เมานะ ผมตั้งใจบอกมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน... กะทิ หันมามองผมหน่อยได้ไหม?’*
ผมแทบหยุดหายใจ นิ้วโป้งของผมสั่นระริกขณะที่กำลังจะพิมพ์ตอบกลับ แต่จู่ๆ ธันวาก็ขยับตัวลืมตาขึ้นมาเสียดื้อๆ ดวงตาที่ควรจะเมามายกลับดูมีประกายใสซื่อและจริงจังจนน่ากลัว เขาไม่ได้หลับ แต่เขากำลังรอคำตอบจากผมแบบตัวต่อตัว
เขาขยับมือถือในมือผมออกเบาๆ ก่อนจะขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากเราห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร “ว่าไงครับ... จะให้ผมเป็นแค่คนรักษาระยะห่าง หรือจะลองขยับเข้ามาใกล้กว่านี้ดี?”
ผมก้มหน้าหลบสายตา แต่ทว่า... วินาทีที่ผมเงยหน้าขึ้นเพื่อจะปฏิเสธ เสียงประตูห้องพักวิลล่าก็ถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงเพื่อนร่วมงานที่ตะโกนเรียกชื่อเราทั้งคู่เสียงดังลั่นห้อง!
“เฮ้ย! ธันวา กะทิ! มาทำอะไรกันตรงนี้วะ? เอ้า! ทำไมหน้าแดงกันทั้งคู่เลยล่ะ?”
ผมรีบผละออกจากธันวาทันทีด้วยความตกใจจนตัวเกือบตกโซฟา ส่วนธันวานั่งหน้านิ่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่มือของเขายังคว้าชายเสื้อผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าครับ! - แบกเป้ท่องโลก
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 13
ปาร์ตี้ออฟฟิศที่เป็นเรื่อง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!