เสียงแจ้งเตือนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นติดต่อกันสามครั้งติด ไม่ได้ทำให้คนที่กำลังง่วนอยู่กับการยัดเสื้อผ้ากันหนาวตัวโคร่งลงกระเป๋าเดินทางใบยักษ์รู้สึกอยากจะหยิบมันขึ้นมาดูเลยสักนิด... ถ้าหากว่าหนึ่งในเสียงนั้นไม่ใช่เสียงเรียกเข้าแบบตั้งค่าพิเศษสำหรับ "เจ้านายจอมโหด" แห่งกองบรรณาธิการนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง
"ถ้าแกยังไม่รับสายภายในสามวินาทีนี้ กะทิ คอลัมน์ 'หลงทางแต่ยังไหว' ของแกในเล่มหน้า จะถูกเปลี่ยนเป็นคอลัมน์ 'ตกงานแต่ยังรอด' แทนนะ"
เสียงปลายสายไม่แม้แต่จะกล่าวคำทักทาย เปิดฉากด้วยการประกาศิตที่ทำเอาคนฟังถึงกับสะดุ้งโหยงจนเกือบทำกระปุกออมสินเซรามิครูปน้องหมูบนโต๊ะทำงานร่วงลงไปแตกละเอียด
"โถ พี่เกดครับ ใจเย็นก่อนสครับ ทริปเกาะช้างรอบก่อนเพิ่งจะผ่านพ้นวิกฤตเรือล่ม (เกือบๆ จะล่ม) มาหมาดๆ นี่จะให้ผมแบกเป้ไปไหนอีกแล้วล่ะครับ ร่างกายผมยังต้องการการฟื้นฟูนะครับ" กะทิส่งเสียงโอดครวญผ่านสปีกเกอร์โฟน พร้อมกับใช้ไหล่หนีบโทรศัพท์ไว้กับหูในขณะที่มือทั้งสองข้างกำลังพยายามรูดซิปกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพและสเปรย์กันยุง
"ภาคเหนือ... ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หน้าฝน" ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ "งานนี้เป็นโปรเจกต์พิเศษร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขาอยากได้มุมมองแบบ 'โรดทริปสายหมอก' ที่มีความเรียล ความเจ็บปวดของการหลงทาง และความฟีลกู๊ดที่ผสมกันอย่างลงตัว และที่สำคัญ..."
พี่เกดเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอแบบมีเลศนัย
"ฉันจัดทีมช่างภาพมืออาชีพคนเดิมให้แกแล้วนะจ๊ะ รับรองว่าเคมีเคใจระหว่างบล็อกเกอร์หน้ามึนกับช่างภาพหน้าตายคู่นี้ จะทำให้ยอดวิวพุ่งกระฉูดจนเซิร์ฟเวอร์เว็บแทบล่มแน่นอน"
กะทิชะงักมือที่กำลังถือเสื้อฮู้ดค้างไว้กลางอากาศ สมองประมวลผลคำว่า "ช่างภาพคนเดิม" อยู่สามวินาทีเต็ม ก่อนที่ภาพใบหน้าคมเข้ม ดวงตานิ่งสนิทที่มองโลกผ่านช่องมองภาพด้วยความสมบูรณ์แบบ และริมฝีปากที่มักจะพ่นคำพูดกวนประสาทใส่เขาเสมอจะลอยเข้ามาในหัว
*ธันวา... ช่างภาพสาย Perfectionist คนนั้นเนี่ยนะ?*
ให้ตายเถอะ แค่คิดถึงทริปที่แล้วที่พวกเขาต้องติดอยู่บนเกาะสองต่อสองท่ามกลางพายุฝนจนเกือบจะเผลอใจไปกับบรรยากาศพาไป กะทิก็รู้สึกเหมือนมีฝูงผีเสื้อบินวนอยู่ในท้องจนปั่นป่วนไปหมดแล้ว นี่เขายังต้องไปติดแหง็กอยู่บนรถคันเดียวกันท่ามกลางเส้นทางโค้งนับพันของแม่ฮ่องสอนกับผู้ชายคนนั้นอีกงั้นเหรอ? ทริปที่สองนี้... เขาจะรอดจากสายตาดุๆ กับรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายได้จริงๆ หรือเปล่า
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ จุดนัดพิเศษที่สถานีขนส่งสายเหนือ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความวุ่นวายของผู้คนที่กำลังเร่งรีบเดินทาง แต่สำหรับกะทิแล้ว โลกทั้งใบเหมือนจะหยุดหมุนเมื่อเขาเห็นร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแจ็คเก็ตยีน
ธันวากำลังยืนพิงเสาเหล็ก กอดอกมองนาฬิกาข้อมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย แว่นกันแดดทรงนักบินถูกดันขึ้นไปไว้บนกลุ่มผมสีดำสนิท ดวงตาคมกริบกวาดมองหาเป้าหมายก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างเตี้ยกว่าที่กำลังยืนหอบแฮกพร้อมแบกเป้ใบโตจนตัวเอียง
"มาช้าไปสามนาทีสิบวินาที" ธันวาเอ่ยขึ้นทันทีที่กะทิก้าวเข้ามาหยุดยืนหอบอยู่ตรงหน้า น้ำเสียงนั่นเรียบนิ่งแต่เจือแววเย้าแหย่ตามสไตล์ "นึกว่าแวะไปทำพาสปอร์ตใหม่เพื่อเตรียมตัวหนีงานซะอีก"
"ผมไม่ได้หนีงานสักหน่อยครับพี่ธันวา รถเมล์มันติดต่างหากเล่า อีกอย่าง... คนเราจะเลทสักสามนาทีไม่ได้เลยหรือไงครับ ชีวิตคนเรามีความยืดหยุ่นนะ ไม่ได้เป๊ะเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เหมือนช่างภาพบางคนหรอก" กะทิเชิดหน้าเถียงกลับตามสัญชาตญาณ แม้ว่าหัวใจจะเต้นแรงผิดจังหวะเพราะความใกล้ชิดที่ไม่ได้เจอกันเกือบเดือน
ธันวาไม่ตอบทันที เขาเพียงแต่ยกยิ้มมุมปาก—รอยยิ้มที่กะทิรู้ดีว่าเป็นสัญญาณอันตราย—ก่อนจะยื่นมือมาคว้าสายสะพายเป้ของกะทิแล้วดึงให้เข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างเขากับอีกฝ่ายเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยเข้าจมูกจนกะทิเผลอกลั้นหายใจ
"ยินดีต้อนรับสู่ 'ทริปที่สองต้องรอด' นะครับ... กะทิ" ธันวาโน้มใบหน้าลงมากระซิบใกล้ใบหู เสียงทุ้มต่ำนั้นจงใจลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท "หวังว่ารอบนี้ นายคงจะไม่เผลอทำโทรศัพท์ตกน้ำ หรือเดินหลงป่าจนฉันต้องตามไปอุ้มกลับมาอีกหรอกนะ"
กะทิหน้าแดงซ่านด้วยความเขินปนหมั่นไส้ รีบดันอกแกร่งออกห่างแล้วทำเป็นจัดปกเสื้อให้ตัวเองแก้เก้อ "ใครหลงกันล่ะครับ รอบนี้ผมเตรียมตัวมาอย่างดี มีแผนที่ มี GPS มีสติครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ต่างหาก!"
"งั้นก็พิสูจน์ให้ดูหน่อยสิ..." ธันวาโยนกุญแจรถยนต์ SUV สีดำเงาที่จอดอยู่ไม่ไกลนักมาให้กะทิรับไว้ "นายเป็นคนขับคันนี้... ส่วนฉันจะเป็นคนคุมเกมเอง"
รถยนต์คันโตเคลื่อนตัวออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ถนนสายเหนือ ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มต้นด้วยเสียงบ่นกระปอดกระแปดของบล็อกเกอร์หนุ่มสายป่วนกับรอยยิ้มจางๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึมของช่างภาพหนุ่มผู้รักความสันโดษ เส้นทางข้างหน้ายาวไกลนับร้อยโค้ง และไม่มีใครรู้เลยว่า บททดสอบหัวใจครั้งใหม่นี้จะพาพวกเขาไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
แต่ทว่า... ในจังหวะที่กะทิกำลังหันไปหยิบขวดน้ำในเบาะหลังเพื่อยื่นให้คนขับ รถคันเก่งก็เกิดสะดุดกึกกับหลุมขนาดใหญ่บนถนนสายรองที่เพิ่งเลี้ยวเข้ามาอย่างไร้สัญญาณเตือน แรงกระแทกทำให้ร่างของกะทิถลาไปข้างหน้าอย่างแรง และก่อนที่เขาจะได้อุทานอะไรออกมา มือหนาของธันวาก็กระชากแขนเขาไว้ดึงเข้ามาประชิดตัวในเสี้ยววินาที
ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร จนกะทิสามารถมองเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่คมนั้นได้อย่างชัดเจน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนหัวใจเต้นรัวระรัวยิ่งกว่าเสียงเครื่องยนต์
"ระวังหน่อยสิครับ..." ธันวาพกระซิบเสียงพร่า แววตาที่ปกติมักจะนิ่งสงบ ตอนนี้กลับไหวระริกด้วยประกายบางอย่างที่ทำเอาสติของกะทิหลุดลอยไปไกล "บอกว่าให้เตรียมตัว... แต่ดูท่าทาง นายคงจะไม่รอดตั้งแต่กิโลเมตรแรกซะแล้วมั้ง กะทิ"
ขอบคุณทุกกำลังใจที่ร่วมเดินทางไปกับผมและคู่กัดคู่นี้ แล้วมาลุ้นตอนต่อไปด้วยกันนะครับ!
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 15
ทริปที่สองต้องรอด
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!