"ถ้าคุณคิดว่าการทำหน้านิ่งเป็นอาวุธระดับตำนาน บอกเลยว่ามันใช้ไม่ได้ผลกับผมหรอกครับธันวา"
ผมพูดขึ้นทันทีที่ประตูห้องพักในโฮมสเตย์กลางหุบเขาปิดลง จังหวะการก้าวเดินที่ดูมั่นคงของธันวาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะวางกระเป๋ากล้องลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปัง เขาไม่ได้หันมามองผม แถมยังทำท่าก้มหน้าก้มตาเช็ดเลนส์ด้วยความตั้งใจเกินเหตุ ทั้งที่ผมรู้ดีว่าหน้าเลนส์นั่นน่ะ สะอาดจนแมลงวันเกาะยังลื่นหัวแตกไปแล้ว
"คิดไปเองน่ะกะทิ นายควรเอาเวลาไปเช็กตารางเดินทางพรุ่งนี้ดีกว่า มายืนบ่นเป็นเด็กที่ไม่ได้ขนมแบบนี้มันเสียเวลา" เสียงทุ้มต่ำของเขาเรียบสนิท แต่มือที่ถือผ้าเช็ดเลนส์กลับสั่นเล็กน้อยจนผมสังเกตเห็น
ผมหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาจนแผ่นหลังกว้างนั่นเกร็งขึ้นมาทันที "เสียเวลาเหรอครับ? หรือว่าเสียอาการกันแน่... เมื่อกี้ตอนอยู่ที่หน้าบ้าน ใครกันนะที่บอกว่าผมจะไม่รอดน่ะ"
ธันวาวางเลนส์ลง เขาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผม สายตาคู่คมกริบที่เคยอ่อนแสงลงชั่วขณะเมื่อครู่ ตอนนี้กลับถูกฉาบด้วยกำแพงความเย็นชาที่หนาเตอะอีกครั้ง เขาจ้องมองผมเหมือนกำลังมองตัวป่วนที่ต้องกำจัดทิ้งให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะสร้างปัญหาใหญ่กว่าเดิม
"ก็แค่คำขู่ให้เด็กมันหยุดซน" เขาแค่นเสียง "คนอย่างนายมันก็แค่พวกที่ชอบทำตัวให้คนอื่นเป็นห่วง เพื่อจะเอามาเขียนลงบล็อกเรียกยอดไลก์ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นหรอก"
คำพูดนั้นจุกอกผมเหมือนโดนหมัดฮุกเข้าเต็มเปา ผมเม้มปากแน่น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ทั้งที่ข้างในมันสั่นไปหมด ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะน้ำเสียงเย็นชาของเขามันทำหน้าที่ได้ดีเกินไป... ดีจนผมนึกกลัวว่าความสัมพันธ์ที่กำลังไปได้สวยเมื่อกี้ จะถูกเขาสั่ง 'ลบไฟล์ทิ้ง' แบบไม่เหลือเยื่อใย
"สรุปคือที่คุณทำมาทั้งหมด ทั้งดูแล ทั้งคอยดุ ทั้งห่วง... มันเป็นแค่บทบาทในทริปนี้งั้นเหรอครับ?" ผมถามเสียงสั่น พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ร่วงลงมาประจานความอ่อนแอของตัวเอง
ธันวาเงียบไปนาน เขาเบือนหน้าหนีไปมองทางหน้าต่างที่เห็นแสงไฟริบหรี่จากหมู่บ้านด้านล่าง "ผมแค่รักษาระยะห่างตามหน้าที่ไกด์ส่วนตัว... นายอย่าสำคัญตัวผิดไปเลยกะทิ"
"งั้นเหรอครับ..." ผมแค่นยิ้ม พยายามทำใจดีสู้เสือ "ถ้ามันเป็นหน้าที่ ผมก็ขอบคุณนะครับที่ทำได้แนบเนียนจนผมเกือบจะเผลอใจเชื่อไปแล้วจริงๆ"
ผมเดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้นทันที พยายามไม่หันหลังกลับไปมองแววตาของคนปากแข็งที่เพิ่งจะสร้าง 'ระยะห่าง' ครั้งใหญ่ใส่ผม ผมปิดประตูห้องตัวเองดังปัง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงไม้ที่แข็งกระด้าง แสงไฟจากหน้าจอมือถือสว่างวาบขึ้นในความมืด เป็นข้อความจากธันวาที่เด้งขึ้นมา
*‘ไม่ต้องมาประชด’*
ผมยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมาติดๆ กัน
*‘ที่บอกว่าไม่รอดน่ะ... ไม่ได้หมายความว่านายจะแย่หรอกนะ แต่หมายความว่าถ้าฉันเผลอหลุดความเป็นตัวเองออกมามากกว่านี้ ฉันต่างหากที่จะไม่รอดจากนาย’*
หัวใจผมเต้นรัวเหมือนกลองชุด ผมรีบกดแป้นพิมพ์เพื่อจะพิมพ์ตอบโต้กลับไป แต่ทว่า... นิ้วเจ้ากรรมดันกดพลาดไปโดนปุ่ม 'ยกเลิกข้อความ' ของฝั่งนั้นก่อนที่เขาจะทันอ่านเสียอีก
เงียบ... ทุกอย่างเงียบสนิท
ผ่านไปสิบวินาที เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็หยุดลงที่หน้าห้องผม ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งแบบรัวเร็วและไร้ความใจเย็น
"กะทิ... เปิดประตู"
น้ำเสียงของธันวาตอนนี้ไม่ได้มีความเย็นชาเหลืออยู่อีกแล้ว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเหมือนคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าทำ 'ความลับ' หลุดมือไปอย่างน่าเสียดายที่สุด
"เปิดเดี๋ยวนี้! ถ้านายไม่เปิด ฉันพังประตูเข้าไปจริงๆ ด้วยนะ!"
ผมยันตัวลุกขึ้นจากเตียง ความกลัวหายวับไปกับตา เหลือแต่ความรู้สึกที่ว่า... คืนนี้เกม 'แผนซ้อนแผน' ของคุณช่างภาพมาดนิ่งคนนี้ น่าจะจบลงแบบไม่สวยหรูเท่าไหร่แล้วล่ะครับ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นไปกับกะทิและธันวานะครับ แล้วพบกันตอนหน้าครับ!
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 16
แผนซ้อนแผนของคนปากแข็ง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!