ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 17

พายุเข้าเราสองคน

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
“ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้อีกก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณยอมแพ้ในเกมนี้แล้วนะครับ” เสียงทุ้มต่ำของธันวาที่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงพายุโหมกระหน่ำภายนอกกระท่อมไม้หลังเก่า มันไม่ได้ฟังดูเหมือนคำขู่ แต่มันเหมือนการดึงสลักระเบิดที่ผมถือไว้ในมือออกเสียดื้อๆ ผมหยุดกึก พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะที่หัวใจผมเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก “เกมอะไรครับ?” ผมพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น “ผมแค่จะเดินไปปิดหน้าต่าง ลมมันพัดแรงจนกลอนจะหลุดแล้วเนี่ย คุณนั่นแหละที่ยืนขวางทางอยู่” ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ สะท้อนในดวงตาคู่คมของเขาให้ดูวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ใกล้จะดับ เขาไม่ได้ขยับตัว แต่เขากลับก้าวถอยหลังไปพิงขอบหน้าต่าง ปล่อยให้สายฝนที่สาดซัดเข้ามาในช่องว่างที่เขายืนอยู่ปะทะกับแผ่นหลังของเขาแทน “ปิดสิครับ” เขาว่า พลางขยับมือไปกอดอก “ถ้าคุณกล้าผ่านผมไปนะ กะทิ” ผมกัดริมฝีปากแน่น ไอ้คนบ้าเอ๊ย! คือรู้อยู่หรอกว่าบรรยากาศแบบนี้มันคือสูตรสำเร็จของหนังรอมคอมที่นางเอกกับพระเอกต้องมาติดฝนอยู่ในที่เดียวกัน แต่ไอ้การที่เขามาทำสายตาท้าทายแบบนี้ มันต่างจากบทในจินตนาการของผมไปไกลเลยครับ ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวของเขามันทำเอาสัญชาตญาณนักเขียนในตัวผมมันรวนไปหมด “คุณธันวาครับ... อย่ามาทำเป็นเล่นเกมจิตวิทยาตอนนี้ได้ไหม พายุเข้าแบบนี้ ไฟฟ้าที่นี่ก็ไม่มี ผมไม่อยากนั่งสั่นเป็นลูกนกไปตลอดทั้งคืนนะครับ” ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าก้าวเดินเข้าไปหาเขา ระยะห่างที่เคยรักษากันมาตลอดทางตั้งแต่วันแรกเริ่มหดสั้นลงจนผมได้กลิ่นไอฝนผสมกับกลิ่นจางๆ ของน้ำหอมที่เขาใช้ มันเป็นกลิ่นที่ผมเริ่มจะคุ้นเคยมากกว่ากลิ่นสเปรย์กันยุงที่ฉีดมาทั้งวันเสียอีก ธันวาไม่ได้หลบ เขาเฝ้ามองผมด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก จนกระทั่งผมหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ห่างไปเพียงแค่คืบ พายุข้างนอกยิ่งทวีความรุนแรง เสียงกิ่งไม้ฟาดกับหลังคากระท่อมดังสนั่นจนผมสะดุ้งสุดตัว มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุขจนไปคว้าแขนเสื้อของคนตรงหน้าไว้โดยอัตโนมัติ “กลัวเหรอ?” เขาถาม น้ำเสียงเปลี่ยนจากกวนประสาทเป็นความอ่อนโยนที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน “เปล่าครับ... แค่รำคาญเสียงฟ้าน่ะ” ผมเถียงเสียงแข็ง แต่ดันไม่ยอมปล่อยมือจากแขนเสื้อเขา “โกหกครับ” เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน “กะทิ... คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงรักษาระยะห่างกับทุกคน?” ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แสงตะเกียงทำให้ใบหน้าของเขาดูละมุนขึ้น แต่นัยน์ตากลับสะท้อนถึงความโดดเดี่ยวที่เขาสั่งสมมานาน “ทำไมครับ?” “เพราะผมกลัวว่า... ถ้าผมปล่อยให้ใครเข้ามาใกล้เกินไป แล้ววันหนึ่งคนที่เข้ามาต้องหายไปเหมือนที่ผ่านมา ผมจะอยู่ไม่ได้” เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะยกมือขึ้นแตะแก้มผมแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นเยียบจากอากาศภายนอกสวนทางกับความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าผม “แต่กับคุณ... ระยะห่างพวกนั้นมันพังทลายตั้งแต่ตอนที่คุณพยายามจะเดินข้ามลำธารแล้วล้มลงมาทับผมวันนั้นแล้วล่ะ” ผมชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก นี่เขา... เขาจำเหตุการณ์นั้นได้ด้วยเหรอ? นึกว่าพ่อคนมาดนิ่งนี่จะสนใจแค่เลนส์กล้องเสียอีก “คุณก็เลยแกล้งทำเป็นรักษาระยะห่าง เพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกของตัวเองน่ะเหรอครับ?” ผมถามสวนกลับ ใจกล้าหน้าด้านขึ้นมาเสียอย่างนั้น “คุณธันวา... คุณมันขี้ขลาดนะ” ธันวากระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ดูอันตรายและชวนให้ใจสั่นมากกว่าทุกครั้ง “ใช่ครับ ผมมันขี้ขลาด แล้วคุณล่ะ? จะลองมาเสี่ยงกับคนขี้ขลาดคนนี้ดูไหม” ไม่รอให้ผมตอบ เขาก็ถือโอกาสที่ผมกำลังอึ้งโน้มหน้าลงมาจนปลายจมูกของเราแตะกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ที่ริมฝีปากของผม ความเงียบในกระท่อมที่ตัดขาดจากโลกภายนอกทำให้เสียงหัวใจของผมดังชัดเจนราวกับเสียงกลอง “ผมไม่ได้จะสารภาพรักผ่านแชตแบบที่กะทิชอบอ่านในจอยลดาหรอกนะ” เขาพึมพำ “ผมชอบพูดต่อหน้ามากกว่า” เขากำลังจะทำอะไร? ผมหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ มือที่เกาะแขนเสื้อเขากำแน่นขึ้นอีก แต่ในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังจะข้ามเส้นแบ่งระหว่างคำว่า 'เพื่อนร่วมทริป' ไปสู่ความสัมพันธ์ที่มากกว่านั้น เสียงแผดร้องของมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ มันเป็นเสียงเตือนข้อความเข้าจากแอปพลิเคชันที่ผมลืมปิดเสียงไว้ ธันวาชะงักไปเล็กน้อย แต่เขาก็ยังไม่ผละออก ผมลืมตาขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย ก่อนจะเหลือบไปเห็นหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมา ชื่อผู้ส่งคือ 'แม่' พร้อมกับข้อความที่เด้งขึ้นมาว่า: *“กะทิ ลูกรีบกลับมานะ พ่อเพิ่งตรวจเจอเนื้องอกที่ปอด ผลการตรวจจะออกคืนนี้แม่กลัวจัง”* โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน ความโรแมนติกชวนจิกหมอนเมื่อครู่ถูกพายุแห่งความเป็นจริงพัดกระจัดกระจายหายไปในพริบตา ผมผลักธันวาออกอย่างแรงจนเขาสถาพรหลักไม่มั่นคง ขาผมสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ มือที่สั่นเทาคว้ามือถือขึ้นมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมองขาวโพลนไปหมด “กะทิ? เกิดอะไรขึ้น?” ธันวาที่ตั้งหลักได้รีบก้าวเข้ามาหาผม สีหน้าเขากังวลอย่างปิดไม่มิด ผมเงยหน้ามองเขา น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้เริ่มไหลอาบแก้ม “ผม... ผมต้องกลับครับ ธันวา ผมต้องกลับเดี๋ยวนี้” “พายุหนักขนาดนี้ คุณออกไปไม่ได้หรอก!” “แต่ผมต้องกลับ!” ผมตะโกนใส่เขาด้วยความสติหลุด “ผมจะเดินลงเขากลับไปเอง!” ธันวาคว้าข้อมือผมไว้แน่น สบตาผมด้วยแววตาที่หนักแน่นและจริงจังที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น “ฟังผมนะกะทิ... ถ้าคุณจะออกไปตายข้างนอกนั่น ผมก็ไม่ปล่อยให้คุณไปคนเดียวหรอก” เขาคว้าเป้ใบใหญ่ขึ้นสะพายไหล่ ก่อนจะหยิบไฟฉายกระบอกหลักขึ้นมาเปิด “แต่ถ้าจะไป ต้องไปกับผม... แล้วอย่าหาว่าผมไม่เตือน ถ้าเราเจอทางขาดหรือดินถล่ม เราอาจไม่ได้กลับมาเจอกันอีกเลยนะ คุณพร้อมจะเสี่ยงกับผมไหม?” เขาถามทิ้งท้ายพร้อมกับยื่นมือมาตรงหน้าผม ในขณะที่เสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องประหนึ่งคำขู่จากเบื้องบน ผมมองมือของเขา สลับกับข้อความบนหน้าจอมือถือ... ทางเลือกเดียวที่มีตอนนี้ คือการก้าวออกไปสู่พายุกับคนที่เพิ่งจะบอกว่าเขา 'ขี้ขลาด' ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนที่เข้มข้นที่สุดนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%