"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกแค่ก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังวิ่งหนีความจริงนะครับคุณบล็อกเกอร์"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความขบขันเจือจางดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้กะทิที่กำลังจ้ำอ้าวหนีสถานการณ์น่าอายเมื่อครู่ต้องหยุดชะงัก เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
เราสองคนติดอยู่ใต้เพิงไม้เก่าๆ ของร้านขายของชำริมทาง ในหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาที่ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา เสียงเม็ดฝนที่ซัดสาดกระทบหลังคาสังกะสีดังกลบเสียงรอบตัวจนหมด เหลือเพียงเสียงลมหายใจและระยะห่างระหว่างเราที่แคบลงอย่างน่าประหลาด
"ใครหนีคะ... เอ้ย! ใครหนีเล่า!" กะทิเผลอเสียงดังกลบเกลื่อนอาการร้อนรนที่ลามเลียขึ้นมาถึงใบ หู เธอรีบแก้คำสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อเหลือบไปเห็นสายตากรุ้มกริบของช่างภาพหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้ มองมาด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เธอมักจะแพ้ทางอยู่เรื่อย
"นั่นสิครับ ใครกันนะที่เมื่อกี้บอกว่า 'ไม่กลัวฝนหรอก เด็กแนวอย่างฉันลุยได้อยู่แล้ว' แต่พอเม็ดแรกหยดลงมา กลับวิ่งเร็วยิ่งกว่านักวิ่งมาราธอนทีมชาติซะอีก" ธันวาเอ่ยแซوة น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีแววเยาะเย้ย แต่มีความเอ็นดูเจืออยู่จางๆ ซึ่งนั่นแหละที่อันตรายต่อหัวใจดวงน้อยๆ ของกะทิยิ่งกว่าพายุฝนข้างนอกเสียอีก
กะทิเม้มปากแน่น พยายามค้นหามุกตลกหรือคำพูดกวนประสาทมาโต้กลับเพื่อรักษาฟอร์ม แต่สมองเจ้ากรรมดันรันภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าซ้ำไปซ้ำมา—ภาพที่เธอสะดุดก้อนหินแล้วธันวาพุ่งเข้ามาคว้าเอวเธอไว้ทัน ภาพที่หน้าอกของเธอแนบชิดกับอกแกร่งของเขา และภาพที่ลมหายใจอุ่นๆ ของเราเป่ารดกันในระยะประชิด
ให้ตายเถอะ! ผู้ชายอะไร ตัวหอมชะมัดแถมยังมีกลิ่นอายความอบอุ่นแบบที่เธอไม่เคยเจอจากใครมาก่อน
"มองหน้าผมแบบนี้... คิดอะไรอยู่หรือเปล่าครับ หรือกำลังคิดบัญชีเรื่องที่ผมช่วยชีวิตคุณไว้เมื่อกี้" ธันวาเลิกคิ้วถาม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาพราวระยับ เขายื่นมือมาปัดหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามกลุ่มผมชื้นเหงื่อและละอองฝนให้กะทิอย่างเบามือ การกระทำที่อ่อนโยนจนเกินเบอร์นี้ทำเอากะทิตัวแข็งทื่อ ราวกับถูกสาบให้เป็นหิน สมองขาวโพลนไปหมด
"ป...เปล่าสักหน่อย ใครจะไปคิดอะไรแบบนั้น" เธอก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่ด้านหลังคือชั้นวางกระป๋องปลากระป๋องเก่าๆ ทำให้ไม่มีทางถอยได้อีก ธันวาขยับเข้ามาประชิดอีกก้าว ปิดตายช่องว่างทั้งหมดด้วยไหล่กว้างและแผ่นอกที่กั้นเธอไว้จากโลกภายนอก
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงเหลือเพียงความเงียบงันที่มีเสียงฝนเป็นฉากหลัง แววตานิ่งสนิทที่มักจะเว้นระยะห่างจากทุกคนบนโลกใบนี้ของธันวา ในตอนนี้กลับไหววูบคล้ายผิวน้ำยามต้องลม เขากำลังมองเธอ—มองด้วยสายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่า 'เพื่อนร่วมทริป' หรือ 'คู่กัด' ที่เป็นอยู่
"กะทิ..."
เสียงเรียกชื่อเธอดังแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝน แต่มันกลับดังชัดเจนอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง หัวใจของกะทิเต้นรัวระรัวยิ่งกว่ากลองเพล เธอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ ระยะห่างระหว่างจมูกของเราเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร...
*เขากำลังจะทำอะไร? เขาจะ...*
"เอ้า! หลบฝนกันเหรอน้องๆ หลบเข้ามาข้างในหน่อยเร้ว เปียกหมดแล้วมั้งนั่น!" เสียงตะโกนทักทายจากคุณป้าเจ้าของร้านขายของชำดังขึ้นทำลายมนמהสะกดลงในเสี้ยววินาที ธันวาชะงักเล็กน้อยก่อนจะถอยหลังกลับไปยืนในระยะที่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว ส่วนกะทิก็รีบหันขวับไปหยิบลูกอมบนชั้นวางมาแกะเข้าปากแก้เขินแทบไม่ทัน หน้าตาแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
ธันวาอมยิ้มบางๆ กับท่าทางลนลานราวกับแมวตกใจของคนตรงหน้า เขาส่ายหัวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกจากกระเป๋าเสื้อเป้ ยื่นส่งให้คนที่กำลังยืนเคี้ยวลูกอมตุ่นๆ อยู่
"เช็ดหน้าหน่อยครับ เดี๋ยวไม่สบาย" น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีคราบความกวนประสาทหรือความเย่อหยิ่งเหลืออยู่เลย
กะทิรับผ้าเช็ดผืนนั้นมาถือไว้ นิ้วมือของเราบังเอิญสัมผัสกันเล็กน้อย กระแสไฟอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่างจนเธอต้องรีบชักมือกลับ เธอก้มมองพื้น หลบสายตาคู่นั้นเพราะกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามจนควบคุมไม่ได้
แต่แล้ว... ในจังหวะที่เธอกำลังก้มหน้าซ่อนความเขินอายอยู่นั้นเอง ธันวาที่ยืนมองปฏิกิริยาของเธออยู่เงียบๆ ก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
ไม่ใช่รอยยิ้มมุมปากแบบที่เขาชอบทำ ไม่ใช่รอยยิ้มเชิงเย้าแหย่ที่ใช้กวนประสาทเธอในทุกๆ วัน แต่เป็นรอยยิ้มกว้างที่ออกมาจากใจจริง ดวงตาคู่คมหยีลงเล็กน้อย สะท้อนประกายความสุขที่บริสุทธิ์และอบอุ่นที่สุดเท่าที่กะทิเคยเห็นมาตลอดการเดินทางร่วมสองสัปดาห์
รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง... รอยยิ้มที่ละลายกำแพงน้ำแข็งทั้งหมดในใจของช่างภาพผู้รักษาระยะห่างให้พังทลายลงในพริบตาเดียว
กะทิเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาโดยบังเอิญ และวินาทีนั้นเอง โลกทั้งใบก็คล้ายจะหยุดหมุน เสียงฝนข้างนอกเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน เหลือเพียงภาพของธันวาที่กำลังยิ้มให้เธอด้วยความจริงใจ—รอยยิ้มที่ทำเอาคนมองอย่างเธอรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะหลุดออกมานอกอก และตระหนักได้ทันทีว่า ต่อให้ทริปนี้จะจบลงอย่างไร เธอก็ไม่มีทางเดินกลับไปจุดเดิมได้อีกแล้ว
"ยิ้มอะไรเล่า หน้าฉันตลกมากหรือไง" กะทิแกล้งโวยวายกลบเกลื่อนความวูบไหวในอก พยายามทำเสียงให้แข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้
ธันวาไม่ตอบ เขาเพียงแต่ก้าวเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง คราวนี้ไม่มีการเว้นระยะห่าง ไม่มีกำแพงใดๆ กั้นกลาง เขายื่นมือมาเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นแนบแก้มให้อย่างเบามือที่สุด สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้นจนไม่อาจซ่อนเร้น
"เปล่าครับ... แค่คิดว่า การเดินทางครั้งนี้ ทำให้ผมเจอเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว" ธันวาเอ่ยเสียงนุ่ม ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของสายฝน แต่หัวใจของคนทั้งคู่กลับสว่างไสวเสียยิ่งกว่าแสงแดด
และก่อนที่กะทิจะได้อ้าปากเถียงหรือหาคำพูดไหนมากลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังแผดเผาใบหน้า ธันวาก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้กระซิบข้างหูเธอด้วยประโยคที่ทำเอาสติที่เหลืออยู่กระเจิงไปหมด
"แล้วถ้าทริปนี้จบลง... เรามาเริ่มเดินทางต่อในฐานะ 'แฟน' กันดูไหมครับ?"
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนที่หัวใจพองโตที่สุดนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 21
รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!