ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 20

ไหล่ของใครที่พักพิงได้

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"บอกแล้วไงครับว่าให้เดินตามทางชัน ไม่ใช่ซอกหินตรงนั้น... ดูสิ เปียกหมดแล้วเนี่ย" เสียงถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับแรงดึงที่ข้อมือ ทำให้กะทิที่กำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่บนโขดหินลื่นๆ ต้องก้าวพลาดเซถลาเข้าไปอยู่ในวงแขนของอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นอายฝนปนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ลอยแตะจมูกท่ามกลางละอองฝนโปรยปรายบนยอดดอยในยามเย็น บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลงทันตรักษาระยะห่างที่ธันวาพยายามสร้างมาตลอดหลายสัปดาห์พังทลายลงในพริบตา "ก็ใครใช้ให้เดินเร็วนล่ะครับ เลนส์กล้องเธอบังตาหรือไง ถึงไม่เห็นว่าทางมันแคบ" กะทิเถียงกลับเสียงอุบอิบ พยายามดันแผงอกอีกฝ่ายออกเบาๆ แต่ยิ่งผลัก ธันวากลับยิ่งกระชับวงแขนที่โอบรอบเอวเธอไว้แน่นขึ้นเพื่อพยุงไม่ให้ลื่นล้มไถลลงไปตามความชันของลาดเขา "ผมเดินสำรวจมุมกล้องครับ ไม่ได้เดินเล่นชมวิวเหมือนใครบางคน" ธันวาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นมองสบตาลงมานิ่งๆ ความนิ่งงันในแววตานั้นมีความกังวลซ่อนอยู่ลึกๆ จนกะทิสัมผัสได้ แม้ปากจะดุแต่ทว่ามือหนาที่กุมข้อศอกเธออยู่กลับสั่นระริกเล็กน้อย ทริปวันที่ยี่สิบของ "ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง" ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครคาดคิด พายุฝนกระหน่ำลงมากะทันหันกลางป่าลึก ทำให้ทั้งคู่ต้องหลบเข้ามาอาศัยเพิงผาหินแคบๆ ที่แทบไม่มีพื้นที่ให้ยืนห่างกันเกินศอกเดียว แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือสาดสะท้อนหยดน้ำที่เกาะพราวตามเส้นผมและใบหน้าของธันวา ทำให้ช่างภาพหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบในทุกกระเบียดนิ้วคนนี้ดูเปราะบางอย่างประหลาด "ธันวา..." กะทิเอรียชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เมื่อสังเกตเห็นว่าไหล่กว้างของคนตัวสูงกว่ากำลังเกร็งเครียด และริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น "ผมไม่เป็นไรครับ แค่... ฝนมันตกหนักเกินไป" ธันวาเบือนหน้าหนี มองออกไปเบื้องนอกที่สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ภาพความทรงจำสีเทาในอดีตฉายซ้ำในหัว ช่างภาพหนุ่มหลับตาลงช้าๆ พยายามควบคุมลมหายใจที่เริ่มติดขัด ความกลัวจากการสูญเสียคนสำคัญในเหตุการณ์พายุถล่มกลางป่าเมื่อหลายปีก่อนกลับมาหลอนประสาทอีกครั้ง แม้ปากจะบอกว่ารอดมาได้และก้าวผ่านมันไปแล้ว แต่ลึกๆ ในใจ บาดแผลนั้นยังคงสดใหม่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าคำราม กะทิเม้มปากมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ในอก ผู้ชายที่ชอบทำตัวเย็นชา ชอบสั่ง ชอบรักษาระยะห่างและทำตัวเหมือนกำแพงเหล็กกล้า แท้จริงแล้วกำลังแบกรับความรู้สึกผิดอะไรไว้มากมายขนาดไหนกันนะ โดยไม่คิดคำนวณผลลัพธ์ใดๆ ทั้งสิ้น กะทิขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด เอื้อมมือทั้งสองข้างออกไปโอบรอบลำคอแกร่งของธันวาอย่างเก้ๆ กังๆ ก่อนจะดึงศีรษะของช่างภาพหนุ่มให้โน้มลงมาซบลงกับไหล่บางของตัวเอง ธันวาชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตกใจ "พักก่อนก็ได้นะครับ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาของกะทิอบอุ่นและนุ่มนวลราวกับสำลี "ไม่ต้องทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาหรอก... ตรงนี้ ไม่มีใครเก่งกว่าใครทั้งนั้น มีแค่คนหลงทางสองคนกับฝนตกหนัก แค่นั้นเองครับ" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนกระทบใบไม้และเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกของคนทั้งคู่ ธันวาหลับตาลงแน่น หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้มานานค่อยๆ ซึมผ่านเนื้อผ้าบริเวณไหล่ของกะทิ ความอบอุ่นจากร่างเล็กที่โอบกอดเขาไว้อย่างไม่รังเกียจและไม่ถามเซ้าซี้อะไรมากมาย เปรียบเสมือนยารักษาแผลใจที่เขาปิดตายมานานหลายปี มือหนาที่เคยถือแต่กล้องหนักอึ้งค่อยๆ ยกขึ้นโอบเอวบางของกะทิมั่น ซบใบหน้าลงกับลาดไหล่นั้น ปล่อยให้ความเปราะบางทั้งหมดพังทลายลงในอ้อมกอดนี้ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความนุบนิบชวนใจฟู กะทิยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายอย่างเงอะงะแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ ปลอบโยนเด็กโข่งฟอร์มจัดที่ตอนนี้กำลังร้องไห้เงียบๆ เหมือนเด็กหลงทาง ความกลัวความเหงาที่กะทิเคยมีมาตลอดชีวิตดูเหมือนจะจางหายไปในวินาทีนี้ เมื่อรู้ว่าตัวเขาก็สามารถเป็น "ที่พักพิง" ให้กับใครสักคนได้เช่นกัน เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งเสียงฟ้าร้องคำรามครั้งสุดท้ายผ่านพ้นไป ความเงียบสงบกลับคืนมาพร้อมกับแสงสีส้มรำไรของดวงอาทิตย์ที่เริ่มลอดผ่านกลุ่มเมฆฝน ธันวาผงศีรษะขึ้นช้าๆ แววตาคมคายคู่นั้นแดงก่ำเล็กน้อยแต่กลับดูสดใสและโล่งโปร่งอย่างเห็นได้ชัด เขามองหน้ากะทิที่ตอนนี้แก้มแดงแจ๋ด้วยความเขินอายเมื่อรู้ตัวว่าเผลอทำเรื่องเกินเลยไปขนาดไหน "ええっと... หายใจทั่วท้องยังครับช่างภาพธันวา" กะทิหัวเราะกลบเกลื่อน พยายามจะดันตัวออกห่าง แต่ธันวากลับไม่ยอมปล่อย เขายังคงรั้งเอวเธอไว้ สายตากวาดมองใบหน้าหวานที่เปื้อนหยดน้ำฝนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง "กะทิ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อเธอเบาๆ ชิดริมฝีปาก จนกะทิแทบหยุดหายใจ "อะ... อะไรครับ ปล่อยได้แล้ว ฝนหยุดแล้วนะ" "ขอบคุณนะครับ" ธันวาไม่ยอมปล่อย แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด รอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนมุมปากของช่างภาพหนุ่ม "แล้วก็... ห้ามหนีไปไหนอีกนะ เข้าใจไหมครับ" หัวใจของกะทิเต้นรัวแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความกวนประสาทที่เคยมีหายไปหมดสิ้นเหลือเพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกที่กำลังหวานชื่น เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของธันวาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ช่างภาพหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยิบขึ้นมาดู ปลายสายตากวาดมองข้อความบนหน้าจอเพียงแวบเดียว สีหน้าผ่อนคลายเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที กะทิสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเอ่ยถาม "ใครส่งอะไรมาเหรอครับ หน้าเครียดเชียว" ธันวานิ่งเงไปชั่วอึดใจ นัยน์ตาคมกวาดมองหน้าจอสลับกับมองหน้ากะทิด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้เธอดูลางๆ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของกะทิเย็นเฉียบลงในทันที "ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ..." ธันวาเว้นจังหวะ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้ขนลุกซู่ "คนที่คุณบอกว่าเขายกเลิกทริปไปเมื่ออาทิตย์ก่อน... ตอนนี้เขากำลังยืนรอเราอยู่ที่ล็อบบี้โฮมสเตย์แล้วครับ" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนที่เข้มข้นที่สุดนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%