แก้วชาเซรามิกในมือของธันวาเย็นชืดเสียจนไอน้ำอุ่น ๆ ที่เคยลอยกรุ่นเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนกลายเป็นเพียงหยดน้ำเกาะพราวข้างแก้ว เขาไม่ได้แตะต้องมันเลยตั้งแต่ที่เราย้ายตัวเองจากระเบียงโฮมสเตย์มาริมกองไฟเล็ก ๆ หลังบ้านพัก ในหุบเขาที่ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระยะ เสียงกิ่งไม้แห้งลั่นเปรี๊ยะ ๆ ดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบตัว บรรยากาศรอบกายเงียบงันจนน่าอึดอัด ชนิดที่ว่าต่อให้โยนเข็มสักเล่มลงพื้นก็คงได้ยินเสียงสะท้อน
ปกติแล้ว ช่างภาพมาดนิ่งคนนี้จะต้องมีมุกกวนประสาทคอยหยิกแกมหยอกผม หรือไม่ก็ทำหน้าดุใส่เวลาที่ผมเผลอเอามือถือขึ้นมาถ่ายรูปตอนเขาเผลอ แต่คืนนี้... ธันวาเงียบผิดปกติ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้มองมาที่ผม เขากำลังเหม่อมองเปลวไฟสีส้มที่กำลังเต้นระบำอยู่ในความมืด คล้ายกับคนกำลังจมดิ่งลงไปในห้วงความคิดที่ลึกเกินกว่าใครจะเอื้อมมือไปถึง
"นายเคยสงสัยไหม... ว่าทำไมฉันถึงไม่ยอมถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ตอนพระอาทิตย์ตกดินอีกเลย"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เป็นประโยคแรกในรอบสองชั่วโมงที่เขาพูดมันออกมาโดยไม่หันมามองหน้าผม
ผมกะพริบตาปริบ ๆ วางแก้วโกโก้ร้อนในมือลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย ขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดโดยสัญชาตญาณ "ก็... เคยคิดนะ คิดว่าคุณคงเบื่อแสงเย็นสไตล์โรแมนติก เพราะมันเชยเกินไปสำหรับช่างภาพมือรางวัลอย่างคุณซะอีก"
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นรอยยิ้มที่ฝืนเสียจนผมรู้สึกเจ็บแปล๊บในอกอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยัน แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าแล้วพยายามบอกว่า *'ฉันยังไหว'*
"เชยเหรอ... เออ บางทีมันอาจจะเชยจริง ๆ สำหรับคนอื่น" เขาถอนหายใจยาวเหยียด เอนหลังพิงพนักเก้าอี้สนามจนเกิดเสียงเอี๊ยดอาร์ด "แต่สำหรับฉัน... แสงสีส้มแดงตอนพระอาทิตย์ตกดิน มันคือสัญญาณเตือนภัยว่ะกะทิ"
ผมขมวดคิ้วมุ่น "สัญญาณเตือนภัย? อะไรกันคุณ พูดเหมือนฉากในหนังแอคชั่นไปได้"
"มันคือเรื่องจริง" ธันวาหันกลับมามองผม แววตาคู่นั้นไม่มีประกายความกวนประสาทเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าและความร้าวรานที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมมานานนับปี "เมื่อสามปีก่อน... ช่วงเวลานี้แหละ เดือนนี้แหละ บนเส้นทางเดินป่าที่ไม่ไกลจากนี้นัก ฉันกับแฟนเก่า... เรามาทริปถ่ายภาพด้วยกัน เป็นทริปที่เราวางแผนไว้ว่าจะเก็บภาพแลนด์สเคปส่งประกวดครั้งใหญ่"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะลดอุณหภูมิลดลงอีกหลายองศา ผมเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วชาหนึบขึ้นมาดื้อ ๆ
"ตอนนั้นพวกเรากำลังเร่งฝีเท้าเพื่อให้ทันแสงสุดท้ายบนยอดเขา" เสียงของธันวาราบเรียบ แต่มือหนาที่วางอยู่บนตักกลับกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด "ท้องฟ้าสวยมาก สีส้มอมชมพูไล่เฉดกันอย่างสมบูรณ์แบบ มันเพอร์เฟกต์ในสายตาช่างภาพอย่างฉันมาก จนฉันบอกให้เธอหยุดยืนโพสต์ท่าตรงชะโงกผานั้น เพื่อที่ฉันจะได้กดชัตเตอร์เก็บภาพแสงสุดท้ายที่กระทบกับตัวเธอ..."
เขาเว้นวรรคไปครู่ใหญ่ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงช้า ๆ คล้ายกับมีก้อนสะอึกจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตาคู่นั้นเริ่มมีรื้นน้ำใส ๆ คลอหน่วย แต่เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพื่อสะกดกลั้นมันไว้
"ฉันมัวแต่สนใจความสมบูรณ์แบบของภาพ โฟกัส รูรับแสง สปีดชัตเตอร์... ฉันสั่งให้เธอยิ้มสั่งให้เธอยืนขยับไปทางซ้ายอีกนิด เพื่อให้องค์ประกอบภาพมันออกมา 'ใช่' ที่สุด โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า... ใต้พื้นดินตรงนั้น มันเป็นดินร่วนซุยที่เพิ่งโดนฝนเซาะจนกลวงโบ๋"
ภาพในหัวของผมฉายภาพตามคำบอกเล่าอย่างน่ากลัว หัวใจกระตุกวูบวาบจนแทบหยุดเต้น
"แค่เสี้ยววินาทีเดียว... ก้อนหินใต้เท้าเธอยุบตัวลง เสียงชัตเตอร์ในมือฉันยังไม่ทันเงียบสนิทดีด้วยซ้ำ ร่างของเธอก็ร่วงหล่นหายไปต่อหน้าต่อตาฉัน... ในระยะห่างแค่เอื้อมมือ แต่ฉันคว้าไว้ไม่ทัน" น้ำเสียงของธันวาเริ่มสั่นพร่า หัวไหล่กว้างห่อเข้าหากันเล็กน้อย คล้ายกับเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่กำลังแบกรับความผิดบาปอันใหญ่หลวงไว้ลำพัง "เพราะความอยากได้ภาพที่เพอร์เฟกต์... ฉันเลยฆ่าคนที่ฉันรักที่สุดด้วยมือของตัวเอง"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพวกเราอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าเบื่อหน่าย มันคือความเงียบที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยเศษซากความรู้สึกที่แตกละเอียด
ผมมองผู้ชายตรงหน้า ช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง ผู้ชายที่มักจะตีเส้นกั้นอาณาเขตกับทุกคนบนโลกใบนี้ ผู้ชายที่คอยบอกผมเสมอว่าอย่าเข้ามาใกล้เกินไป... ที่แท้ กำแพงสูงตระหง่านที่เขาใช้กั้น, รอยยิ้มหยัน ๆ ที่เขาใช้กลบเกลื่อน, และนิสัยเย็นชาที่เขาแสดงออก มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องความหยิ่งผยองของเขาเลย
แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลงทัณฑ์ตัวเขาเองต่างหาก... ลงทัณฑ์ที่ไม่ยอมยกโทษให้ตัวเองที่ปล่อยให้อุบัติเหตุพรากคนที่รักไป
ความรู้สึก "อยากปกป้อง" พุ่งพล่านขึ้นมาในอกจนจุกแน่นไปหมด ผมไม่อาจทนเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาปนี้ได้อีกต่อไป กะทิคนเดิมที่มักจะพูดจาตลกกลบเกลื่อนหายวับไปกับตา สมองสั่งการเร็วกว่าความคิด มือซ้ายของผมเอื้อมข้ามกองไฟไปคว้ามือหนาที่กำลังกำแน่นอยู่บนตักของเขามากุมไว้แน่น
ธันวา สะดุ้งเฮือกเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ หันขวับมามองมือของเราที่สัมผัสกัน
ผิวสัมผัสของเขาเย็นเฉียบ แต่ปลายนิ้วกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาทำท่าจะชักมือกลับตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว แต่ผมออกแรงบีบกระชับให้แน่นขึ้นไปอีก ไม่ยอมปล่อยให้เขากลับไปขังตัวเองอยู่ในกำแพงนั้น
"คุณธันวา..." ผมเอמהเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยมีมา ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่ที่ร้าวรานนั้น "ฟังผมนะ..."
ธันวาชะงัก ปากอ้าออกเล็กน้อยคล้ายจะเอ่ยค้าน แต่ก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไปเมื่อเห็นแววตาที่จริงจังและจริงใจของผม
"อุบัติเหตุครั้งนั้น... มันไม่ใช่ความผิดของคุณ" ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับเสียงสั่นของตัวเอง แล้วพูดต่อทีละคำอย่างชัดเจน "คุณเป็นช่างภาพ คุณมองโลกผ่านเลนส์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณมีตาเห็นอนาคต คุณไม่ได้ผลักเธอตกหน้าผา คุณแค่อยู่ในเหตุการณ์วันที่โชคร้ายที่สุดในชีวิตต่างหาก"
"แต่ถ้าฉันไม่สั่งให้เธอขยับ..." เสียงของธันวาลอดไรฟันออกมาแหบพร่า น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบแก้มสากอย่างเงียบงัน เป็นหยดน้ำตาแรกและหยดเดียวที่ผมเคยเห็นจากผู้ชายคนนี้
"ถ้าคุณย้อนเวลากลับไปได้ คุณคงไม่ทำแบบนั้นใช่ไหมล่ะ?" ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอีก รอยยิ้มบางเบาถูกส่งไปให้เขา แม้ขอบตาของผมเองจะเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม "เพราะฉะนั้น เลิกเอาความผิดพลาดของโชคชะตามาลงโทษตัวเองด้วยการขังไว้ในเลนส์กล้องที่ไร้ชีวิตชีวาได้แล้วคุณธันวา... เลิกผลักไสคนที่อยากจะเข้ามารักษาแผลเป็นให้คุณสักทีเถอะนะ"
ธันวาชะงักนิ่งค้างไปทันที ลมหายใจของเขาติดขัด ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความคาดไม่ถึง ประโยคสุดท้ายของผมมันทะลุทะลวงผ่านเกราะป้องกันทุกชั้นที่เขาสร้างมาตลอดสามปี ตรงดิ่งเข้าสู่กลางหัวใจที่ด้านชาของเขาอย่างจัง
ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันแน่น เขามองหน้าผมนิ่งนาน ราวกับกำลังประมวลผลคำพูดและสถานการณ์ตรงหน้าทั้งหมด สมองของช่างภาพเพอร์เฟกต์ชันนิสต์กำลังรวนเรอย่างหนักเมื่อเจอตัวแปรนอกเหนือสมการอย่างผมเข้ามาปั่นป่วน
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่เย็นชา มันอุ่นร้อนด้วยอุณหภูมิจากกองไฟ และปลายนิ้วของเราที่ยังคงกุมประสานกันแนบแน่น ท่ามกลางหุบเขาที่เหน็บหนาว หัวใจสองดวงกลับเต้นรัวเร็วในจังหวะที่ใกล้เคียงกันจนน่าประหลาด
ธันวาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาที่เคยว่างเปล่าบัดนี้ไหวระริกคล้ายผิวน้ำถูกโยนก้อนหินลงไป เขากำลังจะอ้าปากเอื้อนเอยบางสิ่งบางอย่างออกมาเพื่อตอบรับสัมผัสและคำพูดของผม...
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะละลายลงสู่ความหวานชื่นนั้นเอง จู่ ๆ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบก็พุ่งตรงเข้ามาทางระเบียงหลังบ้านพัก พร้อมกับเสียงตะโกนโหล่ ๆ ของพี่เจ้าของโฮมสเตย์ที่ดังลั่นทะลุความมืดเข้ามา
"คุณธันวา! คุณกะทิ! แย่แล้วครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
ธันวาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที สัญชาตญาณการป้องกันตัวกลับมาเต็มพิกัด เขาดึงมือกลับอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปคว้ากล้องตัวเก่งข้างกายตามสัญชาตญาณช่างภาพอาชีพ ส่วนผมสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของพี่เจ้าของโฮมสเตย์ที่วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเรา...
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนที่เข้มข้นที่สุดนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 19
ความทรงจำที่ไม่อยากจำ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!