"บอกแล้วไงครับว่าร้านนี้กาแฟรสชาติเหมือนน้ำล้างถ้วย แต่คุณก็ยังดื้อจะเดินเข้าร้านนี้ให้ได้... ดูสิครับ หน้าตาคุณตอนนี้เหมือนคนกำลังจะไปออกรบมากกว่ามานั่งจิบกาแฟชมวิวเมืองเก่าซะอีก"
เสียงทุ้มต่ำของธันวาเอ่ยขึ้น พร้อมกับเลื่อนแก้วลาเต้ร้อนที่มีลวดลายลาเต้อาร์ตเบี้ยวๆ มาตรงหน้าผม กะทิอย่างผมได้แต่ค้อนควับใส่ช่างภาพปากเสียคนนี้วงใหญ่ ถึงรสชาติมันจะไม่ละมุนลิ้นเท่าร้านโปรด แต่วิวริมระเบียงของคาเฟ่สไตล์วินเทจในเมืองเชียงใหม่แห่งนี้ มันก็ชดเชยความขมปร่าในปากได้ดีไม่ใช่เหรอครับ
เราสองคนนั่งเถียงกันเรื่องรสชาติกาแฟมาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าร้าน จนกระทั่งเสียงกระดิ่งทองเหลืองเหนือประตูทางเข้าดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของแขกไม่ได้รับเชิญ... หรือพูดให้ถูกคือ คนที่ผมไม่คิดว่าจะมาโผล่เอาตอนนี้เอาเสียเลย
"ธันวา? โอ้โห... ไม่เจอ,กันนานเลยนะ นายยังไว้ทรงผมเดิมไม่เปลี่ยนเลยนี่หว่า"
น้ำเสียงทุ้มทรงพลังแต่แฝงความกวนนิดๆ ดังขึ้นเบื้อง and เราทั้งคู่ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแจ็กเก็ตยีน
ทรงผมเซ็ตหยักศกดูเซอร์ๆ และรอยยิ้มมุมปากที่มั่นอกมั่นใจ—เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงโต๊ะเราโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต ดวงตาคมกริบกวาดมองผมกับธันวาสลับกันไปมาด้วยแววตากรุ้มกริ่ม
ผมชะงักค้าง มือที่กำลังถือช้อนคนกาแฟนิ่งสนิท หางตาเหลือบมองธันวาที่ตอนนี้สีหน้าเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ออก แววตาของช่างภาพหนุ่มไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ไม่มีลมพัดผ่าน
"อ้าว...กรณ์ นายมาทำอะไรที่นี่" ธันวาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับเจอคนรู้จักที่บังเอิญเดินสวนกันตามท้องถนน ไม่ใช่เพื่อนเก่าที่หายหน้าหายตาไปนาน
"ฉันเพิ่งบินกลับมาจากอังกฤษวะ พอดีเห็นสตอรี่ในไอจีของนายเช็คอินแถวนี้ เลยลองแวะมาเสี่ยงดวงดู... ไม่นึกว่าจะเจอจริงๆ แถม..." กรณ์เว้นวรรค สายตาเจ้ากรรมดันพินิจพิเคราะห์ผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมลงปีกแข็งใต้กล้องจุลทรรศน์ "แถมมี 'เพื่อนร่วมทาง' หน้าตาจิ้มลิ้มมาด้วยนี่นา สวัสดีครับน้อง... พี่ชื่อกรณ์นะ เป็นเพื่อนเก่าของธันวาเขา"
"เอ่อ... สวัสดีครับ ผมกะทิครับ" ผมรีบวางช้อนลงแล้วส่งยิ้มแห้งๆ กลับไปตามมารยาท
บรรยากาศบนโต๊ะที่เมื่อครู่ยังมีความอลวนปนความอบอุ่นแบบคู่กัด จู่ๆ ก็ลดฮวบลงจนติดลบ ความอึดอัดแล่นริ้วเข้ามาในอากาศราวกับมีก้อนเมฆฝนสีดำก้อนใหญ่ลอยมาปกคลุมเหนือโต๊ะกาแฟของเราทั้งสามคน กรณ์ดึงเก้าอี้ตัวว่างข้างๆ ธันวาแล้วหย่อนตัวลงนั่งอย่างไร้มารยาท ทว่ากลับทำตัวสนิทสนมราวกับเป็นเจ้าของถิ่นเสียเอง
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะธันวา ตั้งแต่เรื่องโปรเจกต์ที่เชียงรายตอนนั้น... นายก็อินดี้หายเข้ากลีบเมฆไปเลย ติดต่องยากยิ่งกว่างูเหลือมจำศีลซะอีก" กรณ์หันไปตบไหล่ธันวาเบาๆ สองที
คำว่า 'เชียงราย' และ 'โปรเจกต์' ที่หลุดออกมาจากปากของกรณ์ ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบโดยไม่ทราบสาเหตุ ผมรู้แค่ว่าธันวาฝังใจเรื่องการออกทริปและสูญเสียคนสำคัญ แต่นั่นคือรายละเอียดที่เขาไม่เคยเล่าให้ผมฟังลึกซึ้ง และตอนนี้... เพื่อนเก่าคนนี้กำลังจะขุดคุ้ยเรื่องที่ธันวาพยายามกลบฝังมันไว้
ธันวาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สายตาคมกริบมองต่ำลงที่แก้วกาแฟของตัวเอง "เรื่องมันผ่านมานานแล้วกรณ์ นายจะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไม"
"เปล่าสักหน่อย แค่คิดถึงวันเก่าๆ" กรณ์หัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่หี้ ก่อนจะเบนสายตามาทางผมอีกครั้งด้วยแววตาพราวระยับ "ว่าแต่... น้องกะทิเนี่ย เป็นแค่นักรีวิวเดินทางร่วมทริปเฉยๆ หรือว่า... พัฒนาความสัมพันธ์จนถึงขั้นรู้ใจกันแล้วล่ะครับ? ปกติคนอย่างธันวาไม่เคยพานักเขียนคนไหนมานั่งจิบกาแฟมุมส่วนตัวแบบนี้หรอกนะ"
คำถามพาดพิงแบบทีเล่นทีจริงแต่วาจาเชือดเฉือนทำเอาผมร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า ไม่รู้ว่าควรจะปฏิเสธอย่างไรดีเพราะสถานะของเราสองคนตอนนี้มันก้ำกึ่งเสียเหลือเกิน จะว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงานก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นแฟนก็ยังไม่เชิง เป็นความสัมพันธ์แบบกั๊กๆ ที่ชวนให้จิกหมอนแต่ก็ชวนให้ปวดหัวในเวลาเดียวกัน
"พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานที่กำลังทำโปรเจกต์สารคดีท่องเที่ยวร่วมกันครับ คุณกรณ์เข้าใจไม่ผิดหรอกครับ" ผมเลือกที่จะตอบออกไปตามความจริงเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันแย่ไปกว่านี้
"อ๋อ... เพื่อนร่วมงานเหรอ" กรณ์ลากเสียงยาวในลำคอ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "แต่สายตาที่ธันวามองน้องเนี่ย มันเกินคำว่าเพื่อนร่วมงานไปไกลโขเลยนะ... จริงไหมวะธันวา? นายเลิกนิสัยหวงของแต่ไม่กล้าบอกเหมือนแต่ก่อนหรือยังล่ะ"
ผมเหลือบมองธันวาอย่างอดไม่ได้ สันจมูกโด่งเป็นสันของช่างภาพหนุ่มขยับเล็กน้อย บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างอยู่ ธันวาไม่ใช่คนใจร้อน แต่กรณ์คนนี้มีวิธีพูดที่จี้จุดและกวนประสาทได้อย่างน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน
"กรณ์ ถ้าว่างมากนัก ก็ไปเดินถ่ายรูปวิวข้างนอกโน่นไป อย่ามานั่งกวนประสาทคนอื่นแถวนี้เลย" ธันวาเอ่ยเสียงเย็นเฉียบ ดวงตาคมดุหันไปสบตากลัยเพื่อนเก่าด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาเบาๆ
"โห... ไล่กันโต้งๆ เลยนะเพื่อนรัก ก็นี่ฉันเห็นนายอยู่กับเด็กนี่ท่าทางน่ารักดี ก็เลยแวะมาทักทายตามประสาคนเคยสนิท... หรือว่าฉันมาขัดจังหวะเวลาสวีทหวานอะไรของพวกนายเข้าล่ะเนี่ย?" กรณ์ยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน แถมยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้นจนผมต้องเอนตัวหนีโดยอัตโนมัติ
ทว่า ก่อนที่ผมจะได้ตอบโต้อะไรออกไป มือหนาของธันวาที่วางอยู่ใต้โต๊ะก็เอื้อมมาคว้าข้อมือของผมไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่สัมผัสอุ่นจัดนั้นกลับส่งกระแสความร้อนวูบวาบวิ่งตรงเข้าสู่หัวใจของผมอย่างจัง
ผมหันไปมองหน้าธันวา ช่างภาพหนุ่มไม่ได้มองผม เขายังคงจ้องหน้ากรณ์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอึดอัดและระมัดระวังตัวขั้นสุด
"กะทิ... ลุกขึ้นครับ เราไปจากที่นี่กันเถอะ" ธันวาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบแต่เด็ดขาด
"เอ้า จะรีบไปไหนล่ะธันวา ฉันเพิ่งมาเองนะ นั่งคุยกันก่อนสิ เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันตั้งหลายเรื่องตั้งแต่สมัยอยู่ที่..."
"พอได้แล้วกรณ์!" ธันวาตวัดเสียงขัดขึ้นทันควัน บรรยากาศรอบโต๊ะดิ่งวูบลงจนน่าใจหาย สติและการควบคุมอารมณ์ที่ธันวารักษามันมาตลอดทางทริปดูเหมือนจะเริ่มพังทลายลงทีละน้อยเมื่อเจออดีตที่เขาไม่อยากนึกถึง
ผมมองหน้าธันวาด้วยความตกใจ มือที่ถูกกุมไว้บีบตอบกลับเบาๆ เพื่อส่งผ่านความห่วงใยไปให้ รอยร้าวในใจของธันวาที่ผมพยายามเยียวยาด้วยความกวนและรอยยิ้มมาตลอด บัดนี้มันกำลังถูกเพื่อนเก่าคนนี้ตอกลิ่มให้ปริแตกออกต่อหน้าต่อตา
กรณ์หรี่ตามองการกระทำของเราทั้งคู่ รอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้าค่อยๆ หายไป แทนที่ด้วยแววตาวิเคราะห์ที่ซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ลึกซึ้ง
"ก็ได้... ถ้านายหวงก้างขนาดนี้ ฉันไม่กวนก็ได้วะ" กรณ์ยกมือขึ้นยอมแพ้เชิงสัญลักษณ์ แต่สายตาคมกريบยังคงจดจ้องมาที่ผมไม่วางตา "ไว้เราค่อยเจอกันใหม่นะน้องกะทิ เมืองเชียงใหม่แค่นี้เอง... เชื่อเถอะว่าเราคงได้ร่วมทริปอะไรสนุกๆ กันอีกแน่"
พูดจบ กรณ์ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ตบบ่าธันวาเบาๆ หนึ่งครั้งด้วยท่าทีเย้าแหย่ ก่อนจะเดินผละจากไปปล่อยให้ความเงียบงันและกลิ่นอายความตึงเครียดโรยตัวปกคลุมโต๊ะของเรา
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก แต่หัวใจเจ้ากรรมยังคงเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวกรณ์ แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นที่ข้อมือและแววตาไหววูบของธันวาต่างหากที่ทำให้ผมรู้สึกหน่วงในอก
ธันวายังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง สายตาทอดมองออกไปนอกกระจกอย่างไร้จุดหมาย ข้อมือของผมยังคงอยู่ในอุ้งมือของเขา และเขาก็ลืมปล่อยมันไปเสียสนิท
ผมขยับตัวเล็กน้อยเพื่อทำลายความเงียบ "ธันวา... ปล่อยมือผมก่อนก็ได้นะ กรณ์เขาไปไกลแล้ว"
ช่างภาพหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยราวกับเพิ่งได้สติ เขารีบชักมือกลับทันทีราวกับโดนไฟลวก ใบหน้าคมคายหลบสายตาผมไปมองทางอื่น ใบหูของเขาขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเห็นได้ชัด—ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งจากคนฟอร์มจัดอย่างเขา
"ขอโทษครับ..." ธันวาพึมพำเบาๆ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงกว่าปกติ "ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้บรรยากาศมันแย่... กรณ์เขาก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบเข้ามายุ่งเรื่องชาวบ้าน"
"ไม่เป็นไรหครับ..." ผมส่งยิ้มบางๆ ที่คิดว่าอบอุ่นที่สุดไปให้ "ผมแค่ว้าวุ่นใจนิดหน่อยที่เห็นคุณดู... แปลกไป"
ธันวาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสบตาผมตรงๆ แววตาคู่นั้นไม่มีความกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเปราะบางบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านตาคู่คม
"กะทิ..." ธันวาเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงจริงจังจนผมต้องกลืนน้ำลายลงคอ "เรื่องที่เชียงรายในอดีต... วันหนึ่งผมจะเล่าให้คุณฟังทั้งหมด แต่ไม่ใช่ตอนนี้..."
เขายื่นมือมาแตะเบาๆ ที่หลังมือของผมบนโต๊ะ สัมผัสแผ่วเบาแต่มั่นkทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบอย่างแรง
"เพราะตอนนี้... ผมมีเรื่องสำคัญกว่าต้องเคลียร์ให้ชัดเจนซะก่อน"
ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย "เรื่องอะไรเหรอครับ?"
ธันวายกมือถือขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบแสดงหน้าจอแชตที่เขากำลังพิมพ์ข้อความค้างไว้ ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่ผมด้วยประกายตาวับวาวที่อ่านไม่ออก
"เรื่องที่เราสองคน... ยังไม่ได้ตกลงสถานะกันให้เรียบร้อยไงครับ"
ผมอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับจังหวะรุกฆาตที่คาดไม่ถึงของพ่อช่างภาพหนุ่มคนนี้ ก่อนที่นิ้วเรียวยาวของเขาจะกดส่งข้อความบางอย่างเข้ามาในแชตส่วนตัวของผมทันที
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นพร้อมกัน
ผมก้มลงมองหน้าจอมือถือของตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก และเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความล่าสุดที่ปรากฏบนหน้าจอ... โลกทั้งใบก็เหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
**[ธันวา]:** *ถ้ากรณีกวนใจคุณนัก งั้นมาเป็นแฟนผมแทน... จะได้ประกาศให้มันรู้ว่าคุณเป็นของใคร*
บรรทัดข้อความนั้นหยุดค้างคาอยู่บนหน้าจอ โดยที่ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวหรือกดพิมพ์ตอบกลับ ธันวาก็จ้องหน้าผมด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในรอบปี!
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
---
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นไปกับความสัมพันธ์กวนๆ ของกะทิและธันวาในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก)
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 22
คู่แข่งหัวใจโผล่มาทัก
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!