ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 26

ร่องรอยการเปลี่ยนแปลง

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกแค่ก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังวิ่งหนีความจริงนะครับคุณกะทิ" เสียงทุ้มต่ำที่ลอยละลิ่วมาตามลมหนาวริมหน้าผาของดอยหลวงเชียงดาว ทำเอาฝ่าเท้าที่กำลังก้าวฉับๆ ของผมต้องชะงักกึกโดยอัตโนมัติ ผมค่อยๆ หันขวับกลับไปมองเจ้าของประโยคกวนประสาทนั้นด้วยสายตาพิฆาตระดับสิบ แต่เชื่อเถอะว่ามันคงดูเหมือนลูกแมวขู่ฟ่อมากกว่าเสือโคร่งในสายตาของนายธันวา ช่างภาพหนุ่มผู้ครองสถิติหน้าตายตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนที่ผ่านมา ธันวากำลังยืนพิงลำต้นสนสามใบ มือข้างหนึ่งถือกล้อง DSLR ตัวโปรดที่ติดเลนส์เทเลฯ ซูมยาวเหยียด ส่วนมืออีกข้างกำลังดันแว่นกันแดดขึ้นสันจมูกอย่างใจเย็น ท่าทางสบายๆ นั้นช่างขัดกับบรรยากาศตึงเครียดที่ผมพยายามสร้างขึ้นมาเสียเหลือเกิน "ใครหนี ใครวิ่ง ไม่มี๊!" ผมปฏิเสธเสียงสูง กลบเกลื่อนด้วยการหันไปจัดแจงสายสะพายเป้ใบโตที่หนักอึ้งราวกับแบกหินผา "ผมแค่รีบเดินต่างหาก ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว เดี๋ยวแสงหมดอดถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกพอดิบพอดี คุณนั่นแหละ มัวแต่เดินชักช้า เดี๋ยวก็ไม่ได้ภาพไปลงพอร์ตหรอก" ธันวาไม่ตอบทันที เขายกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง เป็นรอยยิ้มบางเบาที่นานๆ ทีจะได้เห็น—รอยยิ้มแบบที่ทำให้หัวใจเจ้ากรรมของผมกระตุกวูบอย่างไร้สาเหตุทุกครั้ง เขาก้าวเท้าช้าๆ เดินเข้ามาใกล้ผมทีละก้าว ระยะห่างที่ปกติถูกขีดเส้นไว้อย่างเคร่งครัดตาม "กฎเหล็ก" ของช่างภาพสายเพอร์เฟกชันนิสต์ บัดนี้มันเริ่มพร่าเลือนลงเรื่อยๆ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กฎข้อที่หนึ่ง: *ห้ามปล่อยให้แบตเตอรี่กล้องของอีกฝ่ายหมด* (อันนี้ธันวาแหกตั้งแต่คืนแรก) กฎข้อที่สอง: *ห้ามรับประทานอาหารจากจานเดียวกัน* (แหกเพราะผมแย่งกินเค้กมะพร้าวของเขาเมื่อวาน) และกฎข้อที่สาม—ข้อที่สำคัญที่สุดที่ธันวาตั้งไว้เพื่อป้องกันตัวเอง—*ห้ามสร้างความผูกพันเกินกว่าเพื่อนร่วมงานชั่วคราว* แต่ดูสภาพเขาสิครับตอนนี้... ธันวาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม ห่างกันไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นไอสนและอากาศเย็นๆโชยเข้าจมูกจนผมต้องแอบกลั้นหายใจ เขายื่นมือหนาออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะเบาๆ ที่ปุ่มปรับสายกระเป๋าเป้ของผม แล้วจัดการดึงมันให้กระชับเข้ากับแผ่นหลังของผมอย่างเบามือ "สะพายเป้แบบนี้ เดี๋ยวก็ปวดหลังอีกหรอกครับ... คุณนี่นะ ดื้อเงียบตลอด" น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงกว่าปกติจนน่าใจหาย ผมกะพริบตาปริบๆ สมองประมวลผลไม่ทัน ภาพของธันวาผู้เคร่งขรึม เยชาชา และรักษาระยะห่างราวกับมีสนามแม่เหล็กกั้นกลาง หายวับไปกับตา เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนมองผมด้วยสายตาที่อบอุ่นเสียจนน้ำแข็งบนยอดดอยยังต้องละลาย "ผม... ผมไม่ได้ดื้อสักหน่อย" ผมเถียงเสียงอ่อย หลบสายตาคมคลาวนั้นด้วยการมองไปที่กระดุมเสื้อแจ็คเก็ตของเขาแทน "แค่จัดกระเป๋าไม่ดีเองต่างหาก ขอบคุณครับ..." "ปากแข็ง" ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่เพราะเสียจนผมอยากจะอัดเสียงเก็บไว้ฟังตอนนอน "รู้ไหมครับว่าเวลาที่คุณโกหก หูของคุณจะแดงแจ๋ทุกที" ให้ตายเถอะ! ผมยกมือขึ้นจับใบหูตัวเองโดยอัตโนมัติ มันร้อนผ่าวอย่างที่เขาว่าจริงๆ นั่นแหละ ไอบ้าเอ๊ย ทำไมต้องรู้ทันตลอดเลยนะ! "เลิกแกล้งผมสักทีน่าธันวา ไปกางเต็นท์กันเถอะ ฟ้าจะมืดแล้วจริงๆ นะ" ผมตัดบทด้วยการเดินเลี่ยงเขาไปทางลานกว้างสำหรับตั้งแคมป์ แต่ความจริงคือผมไม่อยากให้เขาเห็นว่าตอนนี้หน้าของผมมันแดงลามไปถึงต้นคอแล้ว บรรยากาศยามเย็นบนดอยหลวงเชียงดาวสวยงามราวกับภาพวาดสีน้ำ แสงสีส้มอมชมพูของดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า ทาบทับทิวเขาซับซ้อนให้กลายเป็นสีเทาเข้ม เราช่วยกันกางเต็นท์อย่างเงียบๆ แต่เป็นความเงียบที่ไม่น่าอึดอัดเหมือนวันแรกที่เจอหน้ากัน มันคือความคุ้นเคยที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ผ่านการเดินทางผ่านเส้นทางขรุขระ ผ่านรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความซุ่มซ่ามของผมที่ธันวาต้องคอยตามเช็ดตามล้างอยู่ตลอด "อ่ะ น้ำครับ" กระป๋องน้ำอัดลมเย็นเฉียบถูกยื่นมาตรงหน้า ผมเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกเล่มโปรด รับมันมาถือไว้ "ขอบคุณครับ... เอ๊ะ วันนี้ใจดีจัง มีของโปรดผมด้วย" "เห็นคุณนั่งเขียนไดอารีจนคิ้วขมวดเป็นปม คิดว่าสมองคงต้องการน้ำตาลเพิ่มน่ะครับ" ธันวาทิ้งตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้สนามข้างๆ ผม ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้แทบจะแนบชิด ไหล่ของเราชนกันเบาๆ ทุกครั้งที่ขยับตัว ผมเปิดกระป๋องน้ำอัดลม จิบมันเบาๆ แล้วหันไปมองท้องฟ้าที่เริ่มมีดวงดาวประปรายปรากฏให้เห็นทีละดวง "ธันวา..." "ครับ?" "คุณ... เริ่มเปลี่ยนไปนะ" ผมตัดสินใจพูดสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจออกมา ช่างภาพหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาสีนิลภายใต้กรอบแว่นหันมามองผม สีหน้าของเขาเรียบเฉย แต่นัยน์ตากลับไหววูบคล้ายผิวน้ำยามลมพัด "เปลี่ยนไปตรงไหนครับ" "ทุกตรงเลย" ผมหันไปสบตาเขาตรงๆ "วันแรกที่คุณเจอผม คุณทำหน้าเหมือนอยากจะผลักผมตกเขาตั้งแต่ป้ายแรก คุณมีกฎเกณฑ์ มีกำแพง มีรังสีความเย็นชาแผ่ออกมารอบตัวสามเมตร แต่ตอนนี้..." ผมเว้นจังหวะ มองสำรวจใบหน้าได้รูปของอีกฝ่าย "คุณมานั่งข้างๆ แย่งน้ำอัดลมผมกิน แถมยังคอยดูแลผมสารพัด... เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ หรือว่าตัวปลอม?" ธันวาหลุบตาลงมองกระป๋องน้ำในมือของตัวเอง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าสร้อยและลึกซึ้งในเวลาเดียวกัน "คุณรู้ไหมครับกะทิ... เหตุผลที่ผมเกลียดการเดินทางเป็นกลุ่ม และเกลียดการเข้าใกล้ใครมากๆ" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง บรรยากาศรอบตัวรอบเต็นท์ดูเงียบสงัดลงทันตา ผมตั้งใจฟัง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง "เพราะผมเคยสูญเสียคนที่รักที่สุดไป... ในทริปแบบนี้แหละ" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาคู่นั้นสะท้อนความเจ็บปวดที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกสุดใจ "ตอนนั้นผมมัวแต่ก้มหน้าก้มตาถ่ายรูป รักษาระยะห่างจากความสัมพันธ์ เพราะคิดว่างานสำคัญที่สุด สุดท้าย... ผมก็ไม่มีโอกาสได้บอกลาเขาด้วยซ้ำตั้งแต่อุบัติเหตุครั้งนั้น ผมเลยสัญญาตัวเองไว้ว่า จะไม่มีวันสนิทกับใครระหว่างทางอีกเด็ดขาด" หัวใจของผมกระตุกวูบ ความรู้สึกหน่วงๆ แล่นพล่านไปทั่วอก ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย... "ธันวา..." ผมพึมพำ ชื่อของเขาหลุดจากปากด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย "แต่พอผมมาเจอกคุณ..." ธันวาขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีกนิด จนไออุ่นจากตัวเขาแผ่ซ่านมาถึงผิวแก้ม มือใหญ่เอื้อมมาจับปอยผมที่ปลิวมาบังหน้าผากผมออกให้อย่างอ่อนโยนที่สุด ปลายนิ้วของเขาค้างอยู่บนแก้มผมครู่หนึ่ง "ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ ซุ่มซ่าม เดินสะดุดขาตัวเองได้ทุกวัน ขี้บ่น แต่ก็ยิ้มเก่งที่สุดในโลก... คนที่พยายามจะสร้างกำแพงป้องกันตัวเองอย่างผม กลับพังมันทิ้งทีละข้อ... ก็เพราะคุณนั่นแหละครับ กะทิ" ลมหนาวพัดโชยมาปะทะร่าง แต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือของธันวาที่แนบอยู่ข้างแก้มผมกลับทำให้หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก สมองผมขาวโพลน คำพูดทุกคำติดอยู่ที่ลำคอ นี่เขา... กำลังสารภาพอะไรอยู่เนี่ย?! ก่อนที่ผมจะได้อ้าปากพูดอะไรออกไป ธันวาก็ชักมือกลับกระทันหันราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เขาเคลียร์คอเบาๆ แล้วทำท่าจะหันหนีกลบเกลื่อนความเขิน "เอ่อ... ดึกแล้ว ผมว่าเราควรเข้าเต็นท์นอนกันได้..." *ติ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของธันวา ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ เขาหยิบมันขึ้นมาดู แสงจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าที่กำลังชะงักค้างของเขา ผมกะพริบตาปริบๆ มองท่าทางรุกๆ ลนๆ ของช่างภาพหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบที่ตอนนี้กำลังทำตัวไม่ถูกเสียเอง ธันวาเปิดหน้าจอแชตขึ้นมาเพื่อจะกดปิดเสียง แต่สายตาของผมเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นข้อความแจ้งเตือนล่าสุดที่ค้างอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟนของเขาอย่างชัดเจนเต็มสองตา— มันเป็นข้อความแชตที่ส่งมาจากบัญชีไลน์ของตัวเขาเอง (หรืออาจจะพิมพ์ค้างไว้ในร่างข้อความ) แต่สิ่งที่เขียนอยู่ข้างในนั้น... ทำเอาผมแทบหยุดหายใจ *[ร่างข้อความถึง: กะทิ]* *"ถ้าทริปนี้จบลง... เรามาเป็นไกด์บุ๊กส่วนตัวให้กันตลอดไปได้ไหมครับ?"* ธันวาหน้าถอดสี รีบกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์พรวดพราดแล้วยัดมันกลับใส่กระเป๋าเสื้อทันทีราวกับเจอของร้อน ใบหูของเขาขึ้นสีแดงจัดลามไปถึงต้นคอ เป็นภาพที่หาดูยากยิ่งกว่าหิมะตกในเมืองไทยเสียอีก "อะ... แบตกล้องใกล้หมดแล้ว ผมขอตัวไปเช็กอุปกรณ์ก่อนนะครับ!" ธันวาลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วสาวเท้าเดินหนีเข้าเต็นท์ของตัวเองไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ผมนั่งหน้าแดงแจ๋อยู่ลำพังท่ามกลางแสงดาวระยิบระยับบนยอดดอยหลวงเชียงดาว หัวใจของผมเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก รอยยิ้มกว้างหุบลงไม่ได้เลยสักนิด... ให้ตายสื้อ... นี่ผมต้องเป็นฝ่ายเดินไปเคาะประตูเต็นท์ข้างๆ เพื่อทวงคำตอบนั้นเองใช่ไหมเนี่ย?! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ลุ้น และเติบโตไปพร้อมกับความซับซ้อนของหัวใจกะทิและธันวาในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%