"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังวิ่งหนีผมนะกะทิ"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอยมาตามลมหนาวระลอกค่ำ ทำให้ร่างโปร่งของบล็อกเกอร์สาวสะดุ้งโหยง ราวกับโดนน้ำร้อนลวก กะทิหยุดชะงักเท้าที่กำลังสาวซอยยิกๆ บนฟุตปาธปูหินของเมืองเก่า ปอดของเธอยังคงพองยุบด้วยอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วกว่าปกติไม่ใช่เพราะความเหนื่อยจากการเดินขึ้นเนินชันเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะไอ้ผู้ชายตัวสูงยาวเข่าดีที่ยืนเว้นระยะห่างจากเธอแค่ช่วงแขนคนเดียวต่างหาก
เธอค่อยๆ หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้า พร้อมกับปั้นสีหน้าให้ดูเรียบเฉยที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ในสถานการณ์ที่ขาแข้งแทบจะพันกันเอง
"ใครหนีคะ... เอ้ย! ใครหนีเล่า!" กะทิเกือบหลุดสำเนียงคุ้นเคยที่ใช้คุยกับเพื่อนสนิทในกลุ่มแชต แต่ก็เบรกตัวเองไว้ได้ทันเมื่อเห็นสายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาของช่างภาพหนุ่มที่กำลังหรี่มองเธอด้วยความรู้ทัน ธันวายืนพิงเสาไฟถนนสีส้มอุ่น มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ตหนา อีกข้างถือกล้องตัวโปรดคล้องคอไว้ ท่าทางสบายๆ นั่นช่างขัดแย้งกับความตึงเครียดที่แผ่ออกมาจากตัวเขาราวฟ้ากับเหว
"เสียงสูงเชียวนะครับ" ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดๆ แบบที่เธอเห็นแล้วอยากจะเอากล้องในมือเขาทุบหัวตัวเองสักทีให้หายหมั่นไส้ "ผมแค่บอกให้เดินช้าลงหน่อย กลัวคุณจะสะดุดรากไม้ล้มหัวฟาดพื้นไปซะก่อน บล็อกเกอร์สายรีวิวปากท้องจะได้เจ๊งก่อนปิดทริป"
"ปากคอเรานี่มัน..." กะทิชี้หน้าคาดโทษ แต่พอโดนสายตานิ่งสนิทคู่นั้นมองกลับมา เธอก็ต้องลดมือลงแล้วเบนสายตาไปทางอื่นแทน "ฉันแค่อยากรีบกลับไปเคลียร์รูปแล้วก็นอนค่ะ! พรุ่งนี้เราต้องตื่นตีสี่เพื่อไปเก็บบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวไม่ใช่เหรอไง หรือคุณธันวาอยากเดินรับลมหนาวจนเป็นปอดบวมตายคาเมืองนี้ไปเลยล่ะ"
"ก็ดีนะครับ..." ช่างภาพหนุ่มพึมพำเบาๆ ขณะก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวทีละนิด "ถ้าตายคาเมืองนี้ อย่างน้อยก็ได้อยู่ใกล้คนที่พยายามจะ 'ถอยห่าง' จากผมมาตลอดสามวันเต็มๆ นี้"
ประโยคเรียบๆ แต่ทรงพลังนั้นทำเอากะทิถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง เธอไอโขลกๆ จนหน้าดำหน้าแดง ธันวาถอนหายใจยาวอย่างระอา ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีก ก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวที่เธอพยายามสร้างกำแพงกั้นไว้หนาเตอะด้วยความยากลำบาก มือหนายื่นมาลูบหลังให้เบาๆ จังหวะการสัมผัสที่อบอุ่นผ่านเนื้อผ้าหนานั่นทำให้กะทิขนลุกซู่ราวกับโดนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่านผิวหนัง
นี่แหละ... ปัญหาใหญ่ที่สุดของแผนการ 'รักษาระยะห่าง' ที่เธอวางไว้
ตลอดสามวันที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่กะทิตระหนักได้ว่าหัวใจตัวเองเริ่มเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่อยู่ใกล้ชิดกับช่างภาพสายเพอร์เฟกชันนิสต์คนนี้ เธอก็เริ่มปฏิบัติการถอยร่นทันที ไม่ว่าจะเป็นการจองห้องพักคนละห้อง (แม้จะอยู่ชั้นเดียวกันก็ตาม) การพยายามเดินตามหลังเขาให้ห่างที่สุด หรือแม้กระทั่งการก้มหน้าก้มตาจิ้มโทรศัพท์แชตคุยงานเรื่องอื่นทั้งๆ ที่เขานั่งอยู่ตรงข้ามกันที่โต๊ะอาหาร
แต่วันนี้... แผนการทั้งหมดพังไม่เป็นท่า
เพราะยิ่งเธอถอย ธันวาเหมือนจะยิ่งรุกคืบเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการ ตั้งแต่ "กลัวคุณหลงทางในเมืองที่ไม่คุ้นเคย" ไปจนถึง "แบตเตอรี่กล้องสำรองของคุณอยู่ในกระเป๋าผม" และล่าสุดคือการที่เขาเดินตามเธอต้อยๆ มาจนถึงหน้าประตูห้องพักโดยไม่มีทีท่าว่าจะยอมแยกย้าย
"คุณธันวา ถอยไปเลยนะ" กะทิใช้มือดันอกแกร่งเอาไว้เมื่อแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับบานประตูไม้ของห้องพักเรียบร้อยแล้ว ไม่มีทางหนีทีไล่เหลือให้อีกต่อไป ชายหนุ่มหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันตอนนี้แทบจะเป็นศูนย์ กลิ่นอายความเย็นของอากาศยามค่ำคืนผสมผสานกับกลิ่นโคโลญจน์อ่อนๆ จากตัวเขา ลอยเข้ามาปะทะจมูกจนเธอเผลอกลั้นหายใจ
ธันวาไม่ถอย แถมยังโน้มตัวลงมาเล็กน้อยให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเธอ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าที่พยายามจะทำเป็นดุแต่ก็แดงก่ำด้วยความเขินอายอย่างละเอียดถี่ถ้วน
"ถอยทำไมล่ะครับ ในเมื่อผมบอกคุณแล้วว่าระยะห่างที่คุณพยายามสร้าง... มันไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรก" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อยในประโยคหลัง ปลายนิ้วเรียวยาวของช่างภาพหนุ่มเอื้อมมือขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรกแก้มของเธอออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาราวกับปีกผีเสื้อบินผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงในอกของกะทิ
หัวใจเจ้ากรรมทรยศอีกแล้ว มันเต้นโครมครามจนเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"คุณพูดอะไร... บ้าบอที่สุด" กะทิหลบตา วางมือดันแผงอกเขาไว้หลวมๆ "ฉันแค่... แค่อยากมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง ผิดหรือไงคะ คนเราเดินทางด้วยกันมาเป็นเดือน มันก็ต้องมีช่วงเวลาที่อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ เพื่อทบทวนอะไรบ้างสิ"
"ทบทวนเรื่องอะไรครับ?" ธันวากดเสียงต่ำลง ถามซี้ดซากเข้าประเด็น "ทบทวนว่าคุณกำลังจะตกหลุมรักช่างภาพปากเสียคนนี้ หรือกำลังคิดหาข้ออ้างไหนมาปฏิเสธความรู้สึกตัวเองดี?"
กะทิอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับความตรงไปตรงมาอย่างไร้ที่ติของคนตรงหน้า ปกติแล้วธันวาไม่ใช่คนที่จะพูดจาเปิดเผยความรู้สึกอะไรแบบนี้ เขาคือผู้ชายสายเก็บกดที่แสดงออกทุกอย่างผ่านเลนส์กล้องไม่ใช่คำพูด แต่วันนี้... กำแพงที่เขาสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเองจากอดีตเมื่อนานมาแล้ว ดูเหมือนจะพังทลายลงพร้อมๆ กับความอดทนที่หมดลงเช่นกัน
"ฉันไม่ได้..."
"โกหกไม่เนียนเลยนะครับกะทิ" ธันวายิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนน่ากลัว "ตลอดสามวันที่ผ่านมา คุณเดินหนีผม ทำเป็นก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เวลาผมนั่งมองคุณ หรือแม้กระทั่งแกล้งหลับบนรถไฟ... คุณคิดว่าผมดูไม่ออกจริงๆ เหรอครับ?"
กะทิกัดริมฝีปากแน่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อยที่โดนผู้ใหญ่จับได้ว่าแอบกินขนมในตู้เย็น ความพยายามทั้งหมดในการตั้งการ์ดป้องกันหัวใจกลายเป็นเรื่องตลกไปเลยในสายตาของเขา
"ก็... ก็แล้วทำไมคุณต้องตามตื๊อฉันด้วยล่ะ!" ในที่สุดกะทิก็ระเบิดความอัดอั้นออกมาพร้อมกับใช้มือทุบเบาๆ ที่อกเขา "ในเมื่อคุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าการเดินทางครั้งนี้มันเป็นแค่เรื่องงาน เป็นแค่โปรเจกต์ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง แล้วทำไม... ทำไมคุณถึงทำเหมือนไม่อยากปล่อยให้ฉันหายไปไหนเลยล่ะ"
เสียงของเธอบ2 ตอนท้ายเริ่มสั่นเครือเล็กน้อย ความกลัวความเหงาที่ฝังรากลึกอยู่ในใจบวกกับความสับสนทางอารมณ์ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทำให้กัปตันบล็อกเกอร์สาวผู้ร่าเริงเกือบจะน้ำตาคลอเบ้า
ธันวาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นประกายความเปราะบางในดวงตากลมโตคู่นั้น รอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยความจริงจังและลึกซึ้ง มือหนาที่เคยค้างอยู่ข้างแก้ม เลื่อนลงมาจับมือทั้งสองข้างของกะทิที่ดันอกเขาไว้ออกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะรวบมันมากุมไว้แนบอกของตัวเอง
ให้เธอได้สัมผัสกับจังหวะการเต้นของหัวใจเขา... ที่มันไม่ได้ต่างอะไรจากเธอเลย
"เพราะสำหรับผม..." ธันวาเริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มและจริงจังที่สุดเท่าที่กะทิเคยได้ยินมาตลอดชีวิตการเดินทางร่วมกัน "การเดินทางครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องงานตั้งแต่แรกแล้วครับกะทิ"
กะทิเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ลมหายใจสะดุดกึก
"ผมอาจจะเป็นคนรักษาระยะห่าง เพราะกลัวการสูญเสียสิ่งที่รักไปเหมือนในอดีต... แต่ตั้งแต่มีคุณเข้ามาเดินข้างๆ ตั้งแต่ที่คุณคอยส่งยิ้มโง่ๆ มาให้เวลาผมเครียดกับงาน ตั้งแต่ที่คุณเข้ามาปأسป่วนโลกเงียบๆ ของผม..." ช่างภาพหนุ่มเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ปลายนิ้วกระชับมือเธอกล่าวแน่นขึ้น "ผมถึงได้รู้ว่า... ระยะห่างบ้าๆ ที่ผมสร้างขึ้นมาหลายปี มันไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับการที่ผมต้องยืนมองคุณเดินหนีผมไปแบบนี้"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่ง เสียงลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างทางเดินราวกับเป็นฉากประกอบในภาพยนตร์โรแมนติกชั้นดี กะทิยืนนิ่งอึ้ง สมองขาวโพลน คำพูดนับพันที่เตรียมไว้ปฏิเสธหรือหาข้ออ้างละลายหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาที่ส่งตรงเข้ามาถึงขั้วหัวใจ
ช่างภาพผู้รักษาระยะห่างคนนั้น... กำลังทำลายกำแพงทั้งหมดด้วยมือของตัวเอง และดึงเธอก้าวเข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของเขาอย่างถาวร
ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนหน้าผากของเขาสัมผัสกับหน้าผากของเธอเบาๆ ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม กะทิหลับตาลงช้าๆ ยอมจำนนต่อความรู้สึกที่เธอพยายามวิ่งหนีมาตลอดทาง
ทันใดนั้นเอง... เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อโค้ตของธันวาก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจนสะดุดกึกลงทันที
*ติ๊ง!*
ธันวาขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยที่โดนขัดจังหวะ แต่เขายังไม่ยอมถอยห่างจากกะทิ ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเพื่อดูว่าใครกันที่ส่งข้อความมาในเวลาวิกาลแบบนี้
แสงไฟหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวของทางเดินหน้าห้องพัก เผยให้เห็นข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชตยอดฮิตที่ส่งตรงมาจากบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุด—กลุ่มแชต "ทีมงานทริปนี้ต้องรอด" และชื่อผู้ส่งคือโปรดิวเซอร์จอมจุ้นของรายการที่บินกลับไทยไปก่อนหน้า แต่ข้อความตัวหนาที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอนั้น กลับทำให้ธันวาต้องเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ ขณะที่กะทิที่แอบชำเลืองมองตามสัญชาตญาณถึงกับหลุดอุทานออกมาเบาๆ
*["ธันวา กะทิ... พรุ่งนี้แผนเปลี่ยน! ยกเลิกกองถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น เพราะพายุเข้าฉับพลัน ทีมงานติดอยู่ที่สนามบินออกนอกเมืองไม่ได้แล้ว และที่สำคัญ... ห้องพักที่พวกคุณจองไว้ มันเป็นห้องสวีทเตียงเดี่ยวระบบออโต้ล็อกที่ระบบขัดข้อง เปิดจากด้านนอกไม่ได้จนกว่าจะถึงมะรืนนี้!"]*
ทั้งสองคนนิ่งค้างไปทันทีเมื่ออ่านจบข้อความนั้น ธันวาค่อยๆ หันกลับมามองหน้ากะทิที่ตอนนี้อ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน ก่อนที่ช่างภาพหนุ่มจะก้มลงมองลูกบิดประตูห้องพักด้านหลังของกะทิ... และพบว่าไฟสถานะสีเขียวบนแป้นสแกนนิ้วมือเพิ่งจะดับลง พร้อมกับเสียง *คลิก* ล็อกอัตโนมัติที่ดังสนั่นชัดเจนในความเงียบ
—-----------------------------------------------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ลุ้น และเติบโตไปพร้อมกับความซับซ้อนของหัวใจกะทิและธันวาในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 25
ระยะห่างที่ไม่มีอยู่จริง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!