ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 24

การปะทะด้วยอารมณ์และเหตุผล

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"คุณจะก้าวถอยหลังไปถึงไหนวะ ธันวา!" เสียงของกะทิดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องพักสไตล์มินิมอลบนชั้นสามของเกสต์เฮาส์ไม้เก่าแก่ในเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขง บรรยากาศรอบตัวอึมครึมจนแทบจะจับต้องได้ แก้วกาแฟเซรามิกสีขาวบนโต๊ะไม้สักยังคงมีไอควันลอยกรุ่น แต่ไม่มีใครสนใจที่จะยกมันขึ้นมาจิบเลยสักคน ธันวาชะงักมือที่กำลังเก็บเลนส์กล้องลงกระเป๋า ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาเงยขึ้นมองคู่กรณีด้วยแววตานิ่งสงบ—ความนิ่งที่มักจะทำให้กะทิสติหลุดอยู่บ่อยๆ "ผมไม่ได้ถอยหลัง กะทิ... ผมแค่กำลังจัดระเบียบพื้นที่ของพวกเราให้มันเข้าที่เข้าทาง" ธันวาตอบเสียงเรียบ เจือความเหนื่อยล้าในน้ำเสียง "เราตกลงกันตั้งแต่เริ่มทริปแล้วไม่ใช่เหว่า ว่านี่คือการทำงานร่วมกันในฐานะช่างภาพกับนักเขียนบล็อก ไม่ใช่ทริปกระชับมิตร" "เออ! รู้แล้วครับ! จำได้ขึ้นใจเลย!" กะทิหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตเริ่มแดงเรื่อด้วยความอัดอั้น "ทุกย่างก้าว ทุกคำพูด ทุกครั้งที่เรานั่งกินข้าวร่วมกัน คุณต้องมี 'เส้นกั้น' ขีดไว้ตลอดเวลา ห้ามล้ำเส้นนั้น ห้ามถามเรื่องส่วนตัวเกินสามคำถาม ห้ามทำตัวสนิทสนมเกินหน้างาน... นี่คุณเห็นผมเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือเป็นเชื้อโรคที่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคมกันแน่เนี่ย!" กะทิกอดอกแน่น มือบางสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความโกรธปนน้อยใจ ภาพเหตุการณ์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ ทุกครั้งที่เขาล้มตัวลงนั่งใกล้เกินไป ธันวาจะขยับตัวหนีทุกครั้ง ทุกครั้งที่เขาเผลอส่งยิ้มหวานหรือเล่นมุกหยอกล้อตามประสาคนขี้เหงา ชายหนุ่มตรงหน้าก็จะทำตีสีหน้าเรียบเฉยแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที มันไม่ใช่แค่การรักษาระยะห่างธรรมดา แต่มันคือการ 'ผลักไส' อย่างสุภาพที่เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการตะโกนไล่ตรงๆ "คุณกำลังใช้อารมณ์นะกะทิ" ธันวาปิดซิปกระเป๋าตากล้องเสียงดัง *แคว่ก* ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาใกล้ครึ่งก้าว แต่แล้วก็ชะงักเท้าไว้ราวกับมีสนามแม่เหล็กคอยผลักให้ถอยออกไป "การเว้นระยะห่างมันเซฟที่สุดแล้วสำหรับเราสองคน คุณมีโลกของคุณที่สดใส เต็มไปด้วยผู้คนและความคาดหวัง ส่วนผม... ผมมีโลกที่ผมต้องรับผิดชอบ และผมไม่อยากดึงใครเข้ามาเสี่ยงในพื้นที่ที่ผมไม่พร้อมจะดูแล" "พื้นที่ไม่พร้อมดูแล?" กะทิทวนคำ เสียงสั่นพร่า "นี่คุณพูดเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน หรือพูดเรื่องหัวใจตัวเองกันแน่ธันวา? กลัวอะไรวะ? กลัวว่าถ้าเผลอใจให้ใครเข้าหน่อย แล้ววันหนึ่งเขาจะหายไปเหมือนในอดีตของคุณหรือไง!" บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที คำพูดนั้นราวกับลูกดอกที่พุ่งปักเข้ากลางเป้าหมายอย่างแม่นยำ ธันวาชะงักไป ดวงตาคมกริบไหววูบชั่วขณะ ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงลึก ความเงียบงันที่น่าอึดอัดแผ่ขยายเข้ามาแทนที่เสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ "คุณไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเรื่องอดีตของผม" ธันวาเอ่ยเสียงต่ำ น้ำเสียงเย็นชาจนน่าใจหาย "ถ้าคุณคิดว่าการทำงานร่วมกับคนที่มีกำแพงมันอึดอัดนัก... พรุ่งนี้เช้า เราแยกย้ายกันตรงนี้เถอะครับ ผมจะเคลียร์ค่าใช้จ่ายส่วนของผมให้หมด" *กึก!* ประโยคนั้นทำเอากะทิถึงกับพูดไม่ออก หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ความโกรธที่เคยพุ่งพล่านเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความว่างเปล่าและก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ แยกย้ายเหรอ? นี่เขาไล่กันทางอ้อมอีกแล้วสินะ "ได้... อยากแยกนักใช่ไหมครับ?" กะทิแค่นยิ้มหยัน ทั้งที่ขอบตาร้อนผ่าวจนหยดน้ำใสๆ เกือบจะร่วงหล่น "บล็อกเกอร์บ้านี่คงไม่มีค่าพอให้คุณต้องมาเสียเวลาจัดสรรพื้นที่ชีวิตหรอก เชิญคุณอยู่กับกล้องคู่ใจแล้วก็กำแพงสูงๆ ของคุณคนเดียวไปเลยนะ!" พูดจบ กะทิก็คว้ากระเป๋าเป้คู่ชีพสะพายบ่า หมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไปอย่างไร้เยื่อใย เสียงประตูปิดลงดัง *ปัง!* สะท้อนก้องไปทั่วโถงทางเดิน ธันวายืนนิ่งค้างอยู่กลางห้อง สายตามองตามบานประตูที่ปิดสนิท มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン ความรู้สึกเจ็บแปลบที่คุ้นเคยตีรื้นขึ้นมาในอก แต่วินาทีนี้เขากลับเลือกที่จะปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำตัวเองอีกครั้ง... เหมือนอย่างเคย --- แสงไฟนีออนสลัวจากร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยส่องกระทบเงาร่างเล็กที่กำลังนั่งชันเข่ากอดตัวเองอยู่บนม้าหินอ่อนริมทางเดิน กะทิสูดน้ำมูกเบาๆ พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ดูน่าสมเพชเกินไป ลมยามค่ำคืนพัดโชยกลิ่นไอฝนจางๆ มาปะทะผิวหน้า ยิ่งทำให้รู้สึกอ้างว้างหนักกว่าเดิม บล็อกเกอร์หนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาด้วยมือสั่นเทา หน้าจอแสดงแอปพลิเคชันแชตสีเขียวที่ค้างหน้าต่างสนทนากับ 'ช่างภาพหน้านิ่ง' เอาไว้ *กะทิ: คนใจร้าย บ้าที่สุด!* *กะทิ: ไม่อยากคุยด้วยแล้วเว้ย!* นิ้วเรียวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ข้อความยาวเหยียดระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดลงไป พร้อมกดปุ่มส่งทันทีโดยไม่ทันยั้งคิด *กะทิ: ธันวา รู้ไหมว่าทำไมผมถึงพยายามเข้าหาคุณนัก? ก็เพราะว่าไอ้ระยะห่างที่คุณสร้างขึ้นมาเนี่ย มันไม่ได้ป้องกันอันตรายอะไรเลย แต่มันกำลังทำให้คุณตายทั้งเป็นในเกราะป้องกันนั่นต่างหาก! ถ้าคุณกลัวความเจ็บปวดนัก ทำไมไม่ลองเปิดใจเสี่ยงดูสักตั้งวะ ผมไม่ได้ขอให้คุณมารับผิดชอบชีวิตผมทั้งชีวิต แค่ขอให้เลิกทำเหมือนผมเป็นคนแปลกหน้าเวลากินข้าวด้วยกัน มันยากนักเหรอ?* ส่งไปแล้ว... หัวใจของกะทิดิ่งวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่ข้อความขึ้นสถานะว่า 'อ่านแล้ว' ผ่านไปสิบวินาที... ไม่มีเสียงพิมพ์ตอบกลับ ผ่านไปหนึ่งนาที... มีเพียงความเงียบ ผ่านไปสามนาที... หน้าจอแอปพลิเคชันขึ้นสถานะว่า *'ธันวา กำลังพิมพ์ข้อความ...'* กะทิกั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมโตจ้องมองจุดไข่ปลาที่กำลังขยับไปมาบนหน้าจออย่างใจจดใจจ่อ สมองประมวลผลล่วงหน้าไปต่างๆ นานาว่าเขาจะด่ากลับมาว่าอะไร จะบอกให้เลิกยุ่ง หรือจะย้ำคำเดิมว่าเราควรแยกทางกันจริงๆ ทว่า... จู่ๆ สถานะการพิมพ์ก็หายวับไป ข้อความที่อีกฝ่ายกำลังร่างอยู่ถูกลบจนเกลี้ยง แล้วถูกแทนที่ด้วยประโยคสั้นๆ เพียงบรรทัดเดียวที่ทำเอาสติของกะทิดับวูบ *ธันวา: ถ้าผมเดินเข้าไปใกล้กว่านี้... คุณห้ามผลักผมออกอีกนะ กะทิ* --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ลุ้น และเติบโตไปพร้อมกับความรู้สึกที่ซับซ้อนของกะทิและธันวาในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%