ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 27

ตกลงเราเป็นอะไรกัน

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้าคิดว่าการเงียบใส่ผมมันจะทำให้คำถามเมื่อกี้หายไป... บอกเลยว่าฝันไปเถอะครับคุณช่างภาพ" เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของกะทิ เจ้าตัวกำลังนั่งกอดอกแน่นอยู่บนโซฟาเบดตัวเก่าในโฮมสเตย์ปลายดอย บรรยากาศรอบตัวอึมครึมเสียจนเกือบจะหยิบจับเป็นรูปเป็นร่างได้ เสียงฝนปรอย ๆ ด้านนอกหน้าต่างไม้สักยิ่งตอกย้ำให้ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าปกติเป็นเท่าตัว ทว่าความหนาแน่นของความเงียบงันภายในห้องต่างหากที่กำลังบั่นทอนประสาทสัมผัสของทั้งคู่ให้เปราะบางถึงขีดสุด ธันวาไม่ได้ขยับเขยื้อiกายไปไหน เขายังคงยืนพิงสะโพกติดกับขอบหน้าต่าง ปลายนิ้วเรียวยาวคีบบุหรี่ที่ไม่ได้จุดไฟไว้หลวม ๆ ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นนิ่งสงบจนอ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับคนที่รู้จักและเดินทางร่วมกันมาเกือบสี่สิบตอนอย่างกะทิแล้ว เขารู้ดีว่าความนิ่งแบบนี้แหละคือสัญญาณเตือนภัยระดับเรดาร์พัง "ผมไม่ได้เงียบเพราะหลบเลี่ยงนะกะทิ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงราบเรียบจนน่าหมั่นไส้ "แค่กำลังเรียบเรียงคำตอบให้มันเข้าใจง่ายที่สุดสำหรับคนสมองปลาทองแบบคุณต่างหาก" "อ้าว! ปากดีแบบนี้เดี๋ยวก็ปาด้วยแก้วกาแฟซะเลยนี่!" กะทิแยกเขี้ยวใส่ทันทีตามสัญชาตญาณ ความกลัวความเหงาหรือความดราม่าอะไรก่อนหน้านี้กระเด็นหายไปไหนหมดไม่รู้ เหลือเพียงความหมั่นไส้ล้วน ๆ ที่อยากจะลุกขึ้นไปหยิกแขนคนกวนประสาทสักทีสองที "คนเขากำลังซีเรียส ถามคำถามระดับชาติที่สั่นคลอนความมั่นคงในหัวใจ แล้วดูคุณตอบสิ... สมองปลาทองอะไรเล่า!" "ก็แล้วใครใช้ให้คุณโยนคำถามทิ้งระเบิดใส่หน้าผมตอนตีสองครึ่งล่ะครับ" ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ขยับตัวเดินเข้ามาใกล้โซฟาอีกนิด ทิ้งระยะห่างที่เขายึดถือมาตลอดทั้งทริปให้แคบลงจนน่าใจหาย "จู่ ๆ ก็หันมาทำหน้าจริงจังแล้วถามว่า... *'ตกลงเราเป็นอะไรกัน'*... คุณคิดว่าคำถามนี้มันตอบง่ายนักหรือไง" กะทิชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคที่ตัวเองเป็นคนเอ่ยออกไปเมื่อไม่กี่นาที ใช่... มันคือคำถามนั้น คำถามที่ไร้ซึ่งทิศทาง แต่กลับมีน้ำหนักมากพอที่จะกดทับหัวใจของทั้งคู่ให้จมดิ่งลงไปในความไม่ชัดเจน ตลอดเวลาที่ผ่านมาในฐานะบล็อกเกอร์เดินทางและช่างภาพจำเป็น พวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านป่าเขาลำไพรและเมืองใหญ่มาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน กะทิยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้เหงาที่มองหาที่พักพิงมาตลอด ขณะที่ธันวาคือผู้ชายที่มีกำแพงสูงลิบลิ่วจากแผลเป็นในอดีต แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่กำแพงนั้นเริ่มมีรอยร้าว ทุกครั้งที่กะทิสะดุดล้ม ธันวาจะเป็นคนยื่นมือเข้ามาฉุดเสมอ แม้ปากจะบ่นว่ารำคาญก็ตามที และทุกครั้งที่ธันวาเผลอแสดงความเปราะบางออกมา กะทิก็มักจะอยู่ตรงนั้นเพื่อโอบกอดความเงียบเหงาของอีกฝ่ายไว้ด้วยความสดใสที่บางทีก็ล้นเกินความจำเป็น มันมากกว่าเพื่อนร่วมงาน? แน่นอน มันคือแฟนไหม? ยังไม่มีใครกล้าแปะป้ายสถานะ แล้วมันคืออะไรกันแน่... ความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันด้วยฟิล์มถ่ายรูป กาแฟรสขม และบทสนทนาโต้เถียงกันทุกครั้งที่มีโอกาส กะทิตัดสินใจเบนสายตาหนีจากนัยน์ตาคมกริบคู่นั้น เผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อความอบอุ่นจากตัวอีกฝ่ายเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาใกล้เกินความจำเป็น "ก็... ก็แค่อยากรู้ไงครับ" น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่เริ่มอ่อนยวบลงอย่างห้ามไม่อยู่ "เวลาคนอื่นเขาถามผมว่าธันวาเป็นอะไรกับผม ผมอึกอักจนไม่รู้จะตอบยังไง จะบอกว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมทริป มันก็... เออ ดูใจร้ายกับความรู้สึกตัวเองเกินไปหน่อยป่ะวะ" ธันวาเงียบไปอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้สายตาที่เขามองตรงมายังกะทิกลับเปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความลุ่มลึกบางอย่างที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช่างภาพหนุ่มก้าวเข้ามาประชิดตัวจนยืนอยู่ตรงหน้าโซฟา ก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน มือข้างหนึ่งยื่นออกไปช้า ๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงเบา ๆ ที่ปลายคางมน บังคับให้กะทิเงยหน้าขึ้นมาสบตาโดยไม่มีทางหลบหนี "อยากรู้จริง ๆ เหรอครับ..." ธันวาเอ่ยกระซิบแผ่วเบา ชิดริมฝีปากจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากัน "ว่าเราเป็นอะไรกัน" กะทิรู้สึกเหมือนสติหลุดลอยไปชั่วขณะ กลิ่นอายความเป็นผู้ชายผสมผสานกับกลิ่นกระดาษฟิล์มและฝนจาง ๆ ลอยวนอยู่รอบตัว หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน "อ... อือ" เขาตอบรับในลำคอได้แค่นั้น สมองตื้อตันไปหมด ธันวาไม่ตอบด้วยคำพูดทันที รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและมีเพียงกะทิเท่านั้นที่เคยเห็น นิ้วที่แตะอยู่บนคางเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นอ่อนโยนเสียจนกะทิต้องหลับตาลงรับความรู้สึกวูบวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วอก "ถ้าผมบอกว่า..." ธันวาเว้นจังหวะ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ใกล้ริมฝีปาก "...ผมไม่ได้มองคุณเป็นแค่เพื่อนร่วมทริปมาตั้งแต่สามจังหวัดแรกแล้วล่ะครับ" กะทิเบิกตากว้างขึ้นทันที หัวใจกระโจนขึ้นมาอยู่ที่คอหอย "แล้วถ้าผมบอกว่า..." ธันวาพูดต่อ น้ำเสียงจริงจังขึ้นทีละน้อย นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของกะทิไว้อย่างชัดเจน "...พื้นที่ข้าง ๆ ผม เลนส์ทุกตัวที่ผมถือ และรูปทุกใบที่ผมล้าง... มันมีชื่อคุณอยู่ในนั้นตั้งนานแล้ว..." *ตึ้ก... ตึ้ก...* เสียงหัวใจเต้นดังแข่งกับเสียงฝนด้านนอก กะทิอ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนปลาขาดน้ำ สมองประมวลผลไม่ทันกับคำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว นี่มันไม่ใช่แค่การหยอกล้อหรือการกวนประสาทแบบที่เคยเป็น แต่มันคือความจริงจังที่หนักแน่นและจริงใจที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนี้เคยแสดงออกมา "ธันวา..." กะทิกระซิบชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงสั่นพร่า ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดจนลามไปถึงใบหู "คุณ... พูดจริงเหรอเนี่ย" "คนอย่างผมเคยล้อเล่นเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอครับ" ธันวาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น "ทีนี้... ยังอยากรู้สถานะอะไรอีกไหมล่ะครับ หรืออยากเปลี่ยนคำถามเป็นอย่างอื่นแทนดี" กะทิเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพองโตจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นร้อย ๆ ดวง ความกลัวความเหงาที่เคยเกาะกินจิตใจถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้นเมื่อมีมืออุ่น ๆ ของอีกฝ่ายกุมมือของเขาไว้แน่น ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะหวานซึ้งจนหยดสุดท้าย และกะทิตั้งใจจะเอ่ยปากตอบรับความรู้สึกนั้นด้วยถ้อยคำที่กวนประสาทกลับคืนไปบ้าง... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูฝน ตามมาด้วยเสียงโวยวายคุ้นหูของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดในยามวิกาลนี้ "ไอ้กะทิ! ไอ้ธันวา! เปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย! ฉันรู้ว่าพวกแกแอบสวีตกันอยู่ในนั้น รีบเปิดให้ฉันเข้าไปเคลียร์คิวงานทริปพรุ่งนี้เดี๋ยวนี้เลยนะโว้ย ช่างภาพบ้านั่นตัดสัญญาณมือถือทำไมวะ!" เสียงตะโกนแปร๋นของ *'พี่เจტ'* บก.จอมโหดประจำกองบก. ดังทะลุกรอบประตูเข้ามา ทำเอาบรรยากาศโรแมนติกที่สร้างมาทั้งหมดพังทลายลงในพริบตาเดียว! ธันวาชะงัก สีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดระคนตกใจอย่างเห็นได้ชัด ส่วนกะทิถึงกับอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อตระหนักได้ว่า บก.ตัวดีดันมาขัดจังหวะชีวิตรักของเขากลางคันแบบพอดิบพอดีเป๊ะ! กะทิหันขวับกลับมามองหน้าช่างภาพหนุ่มทันทีด้วยแวตตาวาวโรจน์ผสมกับความเลิกลั่กสุดขีด ขณะที่ธันวาค่อย ๆ ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหัวเสียพร้อมกับหันไปมองประตูห้องพักที่กำลังถูกเคาะรัว ๆ ไม่หยุด แล้วมือหนาก็เอื้อมไปหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจขึ้นมาถือไว้ พร้อมกับหันมาสบตากะทิด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เดาใจไม่ออก "ดูท่าทาง..." ธันวาเอ่ยเสียงกระซิบเบา ๆ ริมหู "...เราคงต้องยกยอดเรื่องสถานะไปเคลียร์กันต่อนอกรอบซะแล้วล่ะครับคุณบล็อกเกอร์" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ลุ้น และเติบโตไปพร้อมกับความซับซ้อนของหัวใจกะทิและธันวาในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%