ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 3

กฎสามข้อของช่างภาพขี้เก๊ก

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้าคุณยังก้าวขาข้ามเส้นสีเหลืองนั่นอีกแค่ก้าวเดียว ผมจะถือว่าเรายกเลิกสัญญาร่วมทริป และผมจะเดินกลับไปสนามบินเดี๋ยวนี้" เสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทราวกับน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอากะทิที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปถ่ายรูปป้ายสถานีรถไฟโบราณถึงกับชะתาฝีเท้ากึก หันขวับกลับมามองหน้าช่างภาพหนุ่มผู้มาพร้อมกับสีหน้าไร้อารมณ์และแว่นตากันแดดสีชาที่สวมทับไว้ตลอดเวลา ให้ตายเถอะ! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันอีกล่ะเนี่ย? เหตุการณ์เมื่อคืนก่อนยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือของธันวาที่เผลอหลุดลอดสายตาออกมาในจังหวะที่เน็ตเกิดรวน ภาพของบล็อกเกอร์สาวชื่อดังคนหนึ่งที่ถูกเปิดค้างไว้ พร้อมกับข้อความแชตยาวเหยียดที่พิมพ์ค้างเติ่งไว้ว่า *'คือผม... อยากขอโทษเรื่องวันนั้น'* แม้ว่าเจ้าตัวจะรีบกดล็อกหน้าจอและทำเนียนกลบเกลื่อนด้วยประโยคห้วนๆ ว่า "ไม่มีอะไรครับ… เน็ตมันรวนน่ะ" แต่หัวใจของกะทิกลับเต้นรัวโครมครามจนแทบจะทะลักออกมานอกอกตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา และดูเหมือนว่าความประหม่า ความลับที่ปกปิด และความรู้สึกแปลกๆ ที่ก่อตัวขึ้นอย่างไร้ที่มา จะทำให้เช้าวันนี้ธันวาเลือกที่จะแปลงร่างเป็น "ยักษ์ปักหลั่นจอมเฮี้ยบ" เพื่อสร้างกำแพงน้ำแข็งกั้นระหว่างเขากับเธอให้สูงเสียดฟ้าเข้าไปอีก "นี่คุณธันวาคะ... เอ้ย! นี่คุณธันวาครับ! จะเคร่งเครียดอะไรเบอร์นั้นล่ะครับเนี่ย ผมแค่อยากจะเข้าไปถ่ายรูปมุมสวยๆ มาลงบล็อกให้แฟนคลับอ่านนะ ไม่ได้จะเดินไปกระโดดรางรถไฟซะหน่อย" กะทิเท้าสะเอว เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสู้สายตา แม้ว่าภายในใจจะแอบหวั่นไหวกับความดุที่แผ่ออกมาจากตัวเขาก็ตาม "บล็อกของคุณจะมีคนอ่านหรือไม่มี ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผม" ธันวาตอบเสียงเรียบ นิ่งสนิท ไม่มีรอยยิ้มเจือปนแม้แต่น้อย เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมือราคาแพง ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตเครื่องโปรดออกมาจากเป้สะพายหลัง "แล้วก็ฟังให้ดีนะครับ นี่คือ 'กฎสามข้อ' ของผม ถ้าคุณอยากร่วมเดินทางต่อในทริปนี้อย่างไร้ปัญหา คุณต้องทำตามอย่างเคร่งครัด ไม่มีข้อแม้" กะทิอ้าปากค้างเล็กน้อย เผลอทำหน้ายู่ด้วยความหมั่นไส้จนแก้มป่อง "หูย มีการออกกฎด้วย นึกว่ามาเข้าค่ายลูกเสือเนตรياتซะอีก ไหนว่ามาซิครับ คุณช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง กฎเหล็กของคุณมันจะสักเท่าไหร่กันเชียว" ธันวาปรายตามองท่าทางกวนประสาทนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะขยับแว่นตากันแดดขึ้นเล็กน้อย แล้วเริ่มเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับประธานบริษัทกำลังประกาศนโยบายบริษัท "ข้อแรก... ห้ามล้ำเส้นพื้นที่ส่วนตัวของผมในระยะสองเมตร ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงระดับต้องปั๊มหัวใจ" "โห สองเมตร! นี่กะจะให้ผมเดินตามหลังเหมือนผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์เลยหรือไงครับ?" กะทิโพล่งแทรกขึ้นทันทีด้วยความขัดเคือง "ข้อสอง..." ธันวาทำเป็นหูทวนลม พูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ห้ามแตะต้องอุปกรณ์ถ่ายภาพของผมโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะกล้องตัวโปรดในกระเป๋าเป้นั่น ถ้าเลนส์เป็นรอยแม้แต่นิดเดียว คุณต้องรับผิดชอบด้วยการแบกอุปกรณ์ทั้งหมดตลอดทริปที่เหลือ" "โอ้โห โหดร้ายมาก! กล้องคุณฝังเพชรไว้หรือไงครับถึงแตะไม่ได้เนี่ย" "และข้อสาม..." ธันวาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคมภายใต้เลนส์สีชาหันมาสบตาเธอนิ่ง ข้อมูลในแววตานั้นลึกล้ำจนกะทิเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "...ห้ามถามเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องบล็อกเกอร์คนนั้น หรือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เด็ดขาด" ประโยคสุดท้ายนั่นเองที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ รอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้าของกะทิเจื่อนลงทันที หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสนุกสนานกลับกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาทั้งสองคนชั่วครู่ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านชานชาลาสถานีรถไฟเก่าๆ ที่ช่วยตอกย้ำความอึดอัดนี้ให้เด่นชัดขึ้น ธันวาหันหลังให้เธอทันทีหลังจากพูดจบ เขาสะพายกล้องคู่ใจแล้วก้าวเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอฟังคำท้วงติงใดๆ จากบล็อกเกอร์สาวจอมจุ้นอีก กะทิยืนกำมือแน่น มองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ความรู้สึกน้อยใจ ผสมผสานกับความอยากเอาชนะตีรวนขึ้นมาในอก เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ "เชอะ! คิดว่าหล่อมากรึไง ตาช่างภาพขี้เก๊กเอ้ย สองเมตรใช่ไหม ได้! เดี๋ยวพ่อจะเดินให้ชิดเส้นสองเมตรเป๊ะๆ จนคุณอึดอัดตายไปข้างหนึ่งเลยคอยดู!" ตลอดทั้งวัน ทริปเดินทางผ่านหมู่บ้านชนบทอันเงียบสงบดำเนินไปภายใต้บรรยากาศที่แปลกประหลาด ธันวายังคงรักษามาตรฐานความเงียบขรึมและรักษาระยะห่างอย่างเคร่งครัดตามกฎสามข้อที่เขาตั้งไว้ ส่วนกะทิก็พยายามหาเรื่องแกล้งเขาด้วยการเดินเฉียดเข้าใกล้เส้นเขตสองเมตรอยู่บ่อยครั้ง จนช่างภาพหนุ่มต้องคอยส่งสายตาดุๆ กลับมาเตือนเป็นระยะ กลายเป็นสงครามประสาทขนาดย่อมที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับคนอ่านบล็อกของเธอที่คอยติดตามผ่านเรื่องเล่าประจำวัน จนกระทั่งยามเย็น ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพูสวยงาม ณ จุดชมวิวบนเนินเขาสูงที่มองเห็นทัศนียภาพของเมืองทั้งเมือง ธันวากำลังตั้งขาตั้งกล้องเพื่อเก็บภาพแสงสุดท้ายของวันอย่างตั้งใจ ขณะที่กะทินั่งพักเหนื่อยอยู่บนม้าหินอ่อนไม่ไกลนัก มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อเช็กฟีดข่าวในโซเชียลมีเดียตามปกติ ทว่า... ในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากแอปพลิเคชันสนทนาชื่อดังก็ดังขึ้นเบาๆ *Ringtone* กะทิก้มลงมองหน้าจอ โทรศัพท์ปรากฏข้อความแชตจากบัญชีผู้ใช้ปริศนาที่ตั้งโปรไฟล์เป็นรูปแมวส้มใส่แว่นตา ซึ่งใช้ชื่อเรียกและข้อความทักทายที่ทำให้เธอต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย *[ข้อความจาก: T_Thanwa]* *"กะทิ... คือผมมีเรื่องจะสารภาพ... จริงๆ แล้ววันที่เราเจอกันครั้งแรกที่สนามบิน ผมไม่ได้บังเอิญสะดุดขาตัวเองจนล้มทับกระเป๋าคุณหรอกนะ... แต่ผมตั้งใจเดินเข้าไปหาคุณต่างหากล่ะ เพราะว่า..."* กะทิเบิกตากว้าง หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตกใจ รีบเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางที่ธันวากำลังยืนจัดการกับขาตั้งกล้องอยู่ แต่ก่อนที่เธอจะได้ทันคิดอะไร ชายหนุ่มผู้รักษาระยะห่างคนนั้นก็สะดุ้งสุดตัว ทำท่าเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป เขารีบก้มหน้ามองโทรศัพท์ในมือตัวเองด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนจะใช้นิ้วรัวหน้าจอยิกๆ เพื่อพยายามกดยกเลิกข้อความที่เพิ่งส่งมา ทว่า... มันสายเกินไปเสียแล้ว ข้อความสารภาพความจริงอันน่าตกใจถูกส่งเข้ามาปรากฏเด่นชัดอยู่บนหน้าจอของกะทิ พร้อมกับสถานะ "อ่านแล้ว" ที่ขึ้นโชว์หราอย่างชัดเจน! แบกเป้ท่องโลก (ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและหัวเราะไปกับความป่วนของพวกเขานะครับ)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%