ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 4

คืนที่ดาวไม่เป็นใจ

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ไอ้บ้าธันวา! นายส่งบ้าอะไรมาเนี่ย!" เสียงอุทานของกะทิดังลั่นทะลุผืนผ้าใบกันน้ำของเต็นท์โดมขนาดสองคนนอน จนคนที่กำลังนั่งเช็ดเลนส์กล้องอยู่ข้างนอกถึงกับสะดุ้ง ธันวาไม่ได้ตอบอะไรเขากลับมาทันที ชายหนุ่มเพียงแค่ชะงักมือที่กำลังใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดคราบละอองฝนบนหน้าเลนส์ 24-70 มิลลิเมตร ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาเหลือบมองเงาสลัวของร่างโปร่งที่กำลังกระโดดเหงึยๆ อยู่ในเต็นท์ราวกับคนโดนน้ำร้อนลวกผ่านเนื้อผ้าทึบแสง ก็จะไม่ให้โวยวายได้ยังไงล่ะครับ... ในเมื่อหน้าจอโทรศัพท์มือถือของกะทิกำลังเรืองแสงวาบ พร้อมกับข้อความยาวเหยียดนับสามสิบบรรทัดที่ถูกส่งเข้ามาแบบรัวๆ โดยฝีมือของนายช่างภาพหนุ่มผู้รักษาระยะห่างคนนั้น และที่สำคัญที่สุดคือ สถานะใต้ข้อความมันโชว์คำว่า *"อ่านแล้ว"* ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม! บ้าจริง... นี่มันคืออุบัติเหตุทางนิ้วมือที่อุบาทว์ที่สุดในประวัติศาสตร์การเดินทางสามวันสองคืนของพวกเขาเลยนะ! ย้อนกลับไปเมื่อห้านาทีก่อน ฟ้าฝนแถบดอยหลวงเริ่มไม่เป็นใจ พายุหมุนจากหุบเขาด้านหลังหอบเอาละอองฝนเม็ดโตสาดซัดเข้ามาในสนามหญ้าแคบๆ จนเต็นท์ที่กะทิอุตส่าห์กางคนเดียวเกือบพังไม่เป็นท่า สุดท้ายสถานการณ์บังคับและข้อจำกัดของพื้นที่ก็ทำให้ "ทริปแยกย้าย" กลายสภาพเป็น "ทริปยูนิตเดียวกัน" อย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อธันวาจำต้องหิ้วกระเป๋าเป้ใบโตของตัวเองเข้ามาแชร์พื้นที่ในเต็นท์หลังเดียวกันกับเขา เต็นท์โดมไซส์ M สำหรับนอนสองคน... แต่เชื่อเถอะครับว่า ขนาดของมันไม่ได้กว้างขวางพอที่จะรักษาระยะห่างอันปลอดภัยที่ช่างภาพสายเพอร์เฟกชันนิสต์คนนี้พยายามสร้างมาตลอดสามปีเลยสักนิด "เลิกโวยวายแล้วก้มหน้าหลบมุมซะ กลิ่นอายความโวยวายของเธอมันทำให้พื้นที่ตรงนี้มันแคบลงไปอีกสิบเซนติเมตรนะกะทิ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดผ่านซิปเต็นท์เข้ามาอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน น้ำเสียงนิ่งๆ แบบนั้นแหละครับที่มันยิ่งทำให้กะทิอยากจะเอาหัวโขกเสาเต็นท์ให้รู้แล้วรู้รอด "ใครจะไปใจเย็นลงไหวเล่า! นาย... นายพิมพ์อะไรลงมาเนี่ย ฮึ่ย! ตั้งใจจะแกล้งกันใช่ไหม บอกมาเลยนะ!" กะทิหน้าแดงแจ๋ ร่างบางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนถุงนอน หายใจฮึดฮัดราวกับลูกแมวโดนเหยียบหาง นิ้วเรียวกดทัชสกรีนรัวๆ เพื่อพยายามกด "ยกเลิกข้อความ" แต่ระบบเจ้ากรรมดันบอกว่าสายเกินไปเสียแล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนกดเปิดอ่านมันด้วยปลายนิ้วของตัวเองตั้งแต่อยู่ข้างนอกนั่น! ในข้อความสารภาพความจริงที่ยาวเหยียดนั้น... มันไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการบล็อกท่องเที่ยว หรือเรื่องการวางแผนเส้นทางถ่ายภาพ แต่มันมีประโยคหนึ่งที่ซ่อนอยู่กลางย่อหน้า ซึ่งทำให้หัวใจของบล็อกเกอร์หนุ่มสายบันเทิงเต้นรัวจนแทบจะทะลักออกมานอกอก *[...อันที่จริง... ผมไม่ได้บังเอิญเจอคุณที่สถานีขนส่งเมื่อวันแรกหรอกนะ ผมตั้งใจรอคุณต่างหาก เพราะถ้าผมไม่เริ่มเดินเข้าหาคุณก่อน คุณก็คงจะเอาแต่แบกเป้หลงทางไปจนสุดขอบโลกนั่นแหละ...]* ให้ตายเถอะครับ... คนอย่างธันวาเนี่ยนะ คนที่พูดจาขวานผ่าซาก ใส่แว่นตาหนาเตอะ และทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ติดเกาะเนี่ยนะ จะกล้าเขียนประโยคเลี่ยนๆ แบบนี้ออกมาได้! พรึบ! จังหวะที่กะทิกำลังนั่งกุมขมับด้วยความเขินอายจนใบหน้าร้อนผ่าว เสียงรูดซิปเต็นท์ก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของช่างภาพหนุ่มที่มุดตัวเข้ามาในพื้นที่จำกัด ความเย็นชื้นจากละอองฝนด้านนอกจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายเฉพาะตัวของธันวา—กลิ่นไม้สนอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นฝนจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูก กะทิสะดุ้งสุดตัว ขยับถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังไปชนกับผนังเต็นท์ด้านใน ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อพบว่าตอนนี้ระยะห่างระหว่างเขากับธันวามันเหลือแค่ไม่ถึงคืบ! แขนยาวๆ ของธันวาวางพาดอยู่บนถุงนอน พื้นที่ในเต็นท์แคบลงถนัดตาจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมคราม "มองหน้าผมทำไม มีอะไรติดอยู่บนหน้าหรือไงครับ" ธันวาเอ่ยถามเสียงเรียบ ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นมองตรงมาที่กะทิ นิ่งสนิทจนคาดเดาความรู้สึกไม่ออก แต่ถ้าสังเกตดีๆ... ใบหูข้างซ้ายของช่างภาพหนุ่มกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด "กะ... ก็ข้อความนั่นไงเล่า! นายพิมพ์อะไรส่งมา บ้าที่สุด! รู้ไหมว่ามันทำให้ฉัน... มันทำให้ฉัน..." กะทิอึกอัก พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ได้แต่เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือเล็กๆ กำชายเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองแน่นเพื่อระบายความประหม่า ธันวาไม่ตอบทันที ชายหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดเพื่อหลบหยดน้ำฝนที่เริ่มซึมผ่านรอยต่อของตะเข็บเต็นท์ด้านบน การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้ไหล่กว้างของเขาสัมผัสเข้ากับหัวไหล่บอบบางของกะทิเข้าอย่างจัง ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าทำให้กะทิเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ "ผมไม่ได้ตั้งใจจะส่งมันให้คุณอ่าน... ในตอนแรกนะ" เสียงของธันวาแผ่วเบาลง เจือด้วยความลังเลเล็กน้อยที่หาดูได้ยากยิ่งจากผู้ชายคนนี้ "อ้าว! แปลว่าตั้งใจจะส่งให้คนอื่นว่างั้นเถอะ?" กะทิสวนกลับทันควันตามสัญชาตญาณความขี้งอนที่ถูกกระตุ้น "เปล่าครับ..." ธันวาถอนหายใจยาว ดวงตาคมกريบหลุบมองมือของตัวเองที่วางอยู่บนเข่า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับกะทิตรงๆ แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความกวนประสาทหรือความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังที่หนักแน่นราวกับน้ำหนักของหินผาบนยอดดอย "ผมพิมพ์มันเอาไว้ตั้งแต่คืนแรกที่เราติดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน... ผมแค่ลังเลว่าควรจะกดส่งดีไหม หรือควรจะเก็บมันไว้ในร่าง (Draft) เหมือนเดิมดีกว่า" กะทิชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความโกรธเคืองและความเขินออเซาะเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เมื่อได้ยินประโยคที่จริงใจขนาดนั้นจากปากคนที่ขึ้นชื่อว่า "รักษาระยะห่าง" มาตลอด "แล้ว... ทำไมถึงเผลอกดส่งมาล่ะ?" กะทิถามเสียงเบาลง ความกล้าที่มีเมื่อกี้หายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เหลือเพียงความอยากรู้ที่เต้นเร้าอยู่ในอก "ก็เพราะว่า..." ธันวาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกะทิราวกับจะค้นหาคำตอบอะไรบางอย่าง "เสียงโวยวายของคุณตอนที่พยายามกางเต็นท์คนเดียวเมื่อกี้ มันดังทะลุเข้ามาในหัวผมจนผมไม่มีสมาธิจะเช็ดเลนส์น่ะสิครับ... แล้วพอนึกขึ้นได้ว่า ถ้าปล่อยให้คุณจัดการทุกอย่างคนเดียวแบบนี้ไปเรื่อยๆ สักวันคุณอาจจะเผลอเดินตกหน้าผาไปจริงๆ เพราะมัวแต่ก้มหน้าเขียนบล็อก ผมก็เลย..." ธันวาเว้นวรรคอีกครั้ง ปล่อยให้ความเงียบระหว่างเราถูกเติมเต็มด้วยเสียงเม็ดฝนที่กระทบยอดเต็นท์ด้านนอก และเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนแทบจะประสานเป็นเสียงเดียวกัน "ก็เลยอะไรเล่า..." กะทิกระซิบถาม หัวใจดวงน้อยสั่นไหวรุนแรงราวกับมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินวนอยู่ในท้อง ธันวาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนจมูกโด่งแทบจะชนกับปลายจมูกรั้นของกะทิ แววตาของช่างภาพหนุ่มไหววับด้วยประกายความรู้สึกที่กะทิไม่เคยเห็นมาก่อน มันทั้งอบอุ่น ลึกซึ้ง และเปิดเผยอย่างหมดเปลือก "ก็เลยคิดว่า... บางทีการรักษาระยะห่างมันอาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้วล่ะครับ กะทิ" ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบอันชวนจิ้นในเต็นท์แคบๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังโรแมนติกจนได้ที่ แต่ทว่า... ข้อความล่าสุดที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอของธันวาเอง กลับทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของช่างภาพหนุ่มแข็งค้างไปในทันที *[ระบบแจ้งเตือน: มีผู้บุกรุกพยายามเข้าสู่พื้นที่เขตอนุรักษ์โซน C ใกล้จุดกางเต็นท์ของคุณ โปรดระมัดระวังตัว]* ธันวาขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่ออ่านข้อความนั้นจบ ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร แสงไฟฉายสว่างวาบก็ส่องกราดเข้ามาทะลุผ่านผนังเต็นท์สีทึบ พร้อมกับเสียงเคาะรัวๆ ที่ด้านนอก ตามด้วยเสียงตะโกนเรียกชื่อของใครบางคนที่ทำให้ทั้งธันวาและกะทิต้องหันขวับไปมองหน้ากันด้วยความตกใจ! "คุณธันวา! คุณกะทิ! อยู่ข้างในไหมครับ? แย่แล้วครับ... เจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งว่ามีช้างป่าลงมาจากสันเขา กำลังมุ่งหน้ามาทางจุดกางเต็นท์ของเราครับ!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ยังแบกเป้ร่วมทางและลุ้นไปกับความสัมพันธ์มึนๆ งงๆ ของเจ้ากะทิวายร้ายกับพี่ธันวาคนซึนนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%