เสียงก้มลงกราบลาความสงบสุขของชีวิตมนุษย์เงินเดือนดังขึ้นในใจผม เมื่อหน้าจอโทรศัพท์สั่นระรัวด้วยข้อความจากกองบรรณาธิการรุ่นพี่ ที่ส่งพิกัดพร้อมกับข้อความสั้นๆ แต่ทำเอาหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม—*“กะทิ งานด่วน! ไปเชียงรายไฟลท์บ่ายนี้ คู่กับช่างภาพอิสระคนใหม่ ฝากดูแลด้วยนะจ๊ะ”*
ให้ตายเถอะครับ บล็อกเกอร์สายรีวิวคาเฟ่และที่พักชิลๆ อย่างผม สมควรได้รับสิทธิมนุษยชนในการพักผ่อนบ้างไม่ใช่หรือไง นี่เพิ่งจะปั่นต้นฉบับเสร็จตอนตีสาม ร่างกายยังไม่ทันได้รีบูตดีเลยด้วยซ้ำ แต่กระเป๋าเดินทางล้อลากที่ยังไม่ได้รื้ออกตั้งแต่ทริปก่อนดันต้องถูกรูดซิปปิดใหม่อีกรอบอย่างจำใจ
ผมก้าวขาเข้ามาในเกตสนามบินดอนด้วยสภาพที่ดูไม่ได้เอาเสียเลย เสื้อยืดโอเวอร์ไซส์กางเกงยาร์โก้เซอร์ๆ กับแว่นตากันแดดที่พยายามอำพรางรอยคล้ำใต้ตาจากกาแฟสามแก้วเมื่อคืน แต่สิ่งที่ทำให้ผมตาสว่างวาบยิ่งกว่าคาดไม่ใช่เสียงประกาศเรียกขึ้นเครื่อง หากเป็นผู้ชายร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก สะพายกล้อง Leica รุ่นท็อปราคาเหยียบแสนที่คล้องคอไว้อย่างทะมัดทะแมง ใบหน้าคมคายนั้นเรียบเฉยจนเกือบจะเย็นชา นัยน์ตาคมกริบใต้กรอบคิ้วเข้มกวาดตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่บอกชัดเจนว่า... *‘นี่เหรอเพื่อนร่วมงานทริปนี้? โคตรภาระ’*
"คุณคือกะทิ จากเพจ 'กะทิพา Sลอย' สินะครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่มีคำทักทาย รื่นรมย์ หรือรอยยิ้มประดับบนมุมปากแม้แต่นิดเดียว
"ครับ... แล้วคุณคงเป็นช่างภาพเทวดาที่ บก. พูดถึงสินะครับ" ผมสวนกลับทันควันโดยไม่ยอมแพ้ รอยยิ้มการค้าถูกปั้นแต่งขึ้นแบบขอไปที "ผมกะทิครับ ยินดีที่ได้... เอ่อ ทำงานร่วมกันนะครับ"
"ธันวาครับ" เขาตอบสั้นๆ ชนิดที่ประหยัดคำพูดเสียยิ่งกว่าแบงก์ร้อยในกระเป๋าผมตอนนี้ "แล้วก็... รบกวนช่วยเดินให้เร็วกว่านี้หน่อยนะครับ เราเหลือเวลาอีกสิบนาทีประตูก็จะปิด ไม่อย่างนั้นทริปงานแรกของคุณอาจจะกลายเป็นทริปนั่งรอไฟลท์ถัดไปแทน"
พูดจบพ่อคุณก็หมุนตัวเดินจ้วงยาวๆ นําหน้าไปทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบรับจากผมสักแอะ โธ่เว้ย! แค่เริ่มต้นก้าวแรกเคมีระหว่างเราก็พุ่งชนกันจนแทบจะระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์อยู่แล้วครับ คนอะไรทั้งกวนประสาท เย็นชา และวางมาดราวกับหลุดออกมาจากปกนิตยสารแฟชั่น แต่ติดตรงที่นิสัยน่าหมั่นไส้เป็นบ้า!
ตลอดการเดินทางบนเครื่องบิน ผมพยายามชวนคุยเพื่อละลายพฤติกรรมตามประสาคนมนุษยสัมพันธ์ดี (และกลัวความอึดอัด) แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการพยักหน้ารับเบาๆ หรือไม่ก็หูฟังไร้สายที่ถูกยัดเข้าหูทั้งสองข้างพร้อมกับก้มหน้าก้มตาเช็คไฟล์รูปในแท็บเล็ตราวกับผมเป็นธาตุอากาศ ผมแอบลอบถอนหายใจยาวเหยียดไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ทำไม บก. ถึงใจร้ายส่งช่างภาพสายเพอร์เฟกชันนิสต์ รักษาระยะห่างยิ่งกว่าโควิดมาให้ผมคุมงานคู่ด้วยนะเนี่ย!
แต่ใครจะรู้ล่ะครับว่า... หลังจากล้อแตะรันเวย์สนามบินเชียงรายและนั่งรถตู้ฝ่าโค้งนับร้อยขึ้นสู่ดอยสูง บรรยากาศเงียบขรึมระหว่างเรากำลังจะถูกสั่นคลอนด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่าง
รถตู้จอดสนิทที่หน้าโฮมสเตย์ไม้สักเก่าแก่ท่ามกลางสายหมอกยามเย็นที่เริ่มลงจัด อากาศเย็นยะเยือกจนผมต้องยกมือขึ้นกอดอกลูบแขนตัวเองเบาๆ ธันวาก้าวลงจากรถเป็นคนแรก เขากวาดสายตามองวิวรอบตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันมามองผมที่กำลังงەอะงะหอบสัมภาระพะรุงพะรัง
"คุณกะทิครับ" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นครั้งแรก "ห้องพักของทีมงานเหลือแค่ห้องเดียว... เตียงเดี่ยว"
ผมชะงักกึกทันที ลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปชั่วขณะ สมองประมวลผลคำว่า *'เตียงเดี่ยว'* วนซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนเผลออุทานเสียงดัง "ว่ายังไงนะ!?"
ธันวาไม่ได้ตอบคำถาม เขายกยิ้มมุมปากนิดๆ เป็นรอยยิ้มแรกที่ผมเพิ่งสังเกตเห็น แต่มันเป็นรอยยิ้มกวนประสาทที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิต ก่อนที่เขาจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดพิมพ์ข้อความบางอย่างส่งเข้าแชตกลุ่มงานที่มี บก. อยู่ด้วย แล้วยื่นหน้าจอมาให้ผมดูใกล้ๆ จนผมแทบจะถอยหลังก้นจ้ำเบ้า
หน้าจอแสดงข้อความแชตจากไลน์ส่วนตัวที่ธันวาเพิ่งพิมพ์ส่งหาผมเมื่อวินาทีที่แล้ว—
*[Thanwa]: หวังว่าจะนอนกรนไม่ดังนะครับ คุณเพื่อนร่วมห้อง*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาเปิดประสบการณ์สนุกๆ ไปด้วยกันนะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 1
ทริปด่วนกับกวนประสาทคนแรก
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!