ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 9

ทะเลาะกันเรื่องวิวทิวทัศน์

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้าคุณยังยืนกรานจะเอาคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเปิดเช็กฟีดแบ็กงานเขียนบ้า ๆ นั่นกลางร้านกาแฟริมหน้าผา วิวหลักล้านตรงหน้าผมจะถือว่าเสียของไปเลยนะกะทิ" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจาง ๆ ดังขึ้นเหนือหัว พร้อมกับเสียงวางแก้วเซรามิกกระทบโต๊ะไม้สนอย่างแรงจนลาเต้ร้อนกระฉلکเล็กน้อย ผมชำเลืองมองช่างภาพหนุ่มผู้ยึดมั่นในความสมบูรณ์แบบ ธันวากำลังยืนกอดอก ใบหน้าคมคายบึ้งตึงจนแทบจะผูกโบว์ได้ ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองหน้าจอโน้ตบุ๊กของผมราวกับมันเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องกำจัดทิ้ง ผมเงยหน้าขึ้นจากแป้นพิมพ์ หรี่ตามองคนตัวสูงกว่าที่วันนี้ลงทุนสวมเสื้อเชิ้ตลินินสีครีมเข้ากับบรรยากาศเมืองตากอากาศริมทะเลสาบ แต่สีหน้ากลับตรงกันข้ามกับความชิลของวิวทิวทัศน์โดยสิ้นเชิง "คุณจะบ้าเหรอธันวา!" ผมโวยวายใส่ทันทีอย่างไม่ยอมแพ้ "ต้นฉบับบทความท่องเที่ยวตอนใหม่ต้องส่งบก.พรุ่งนี้เช้านะครับ! ถ้าผมไม่ปั่นตอนนี้ จะเอาปัญญาที่ไหนไปจ่ายค่าโรงแรมกับค่ากาแฟแก้วละสองร้อยนี่ล่ะฮะ อีกอย่าง วิวตรงหน้ามันสวยก็จริง แต่มันกินไม่ได้ครับคุณชาย!" "แต่แสงตอนบ่ายสามโมงตรงนี้กำลังสวยที่สุดสำหรับการฝึกจัดองค์ประกอบภาพ และคุณ..." ธันวาชี้ปลายนิ้วเรียวยาวมาที่ผม "...ดันนั่งหันหลังให้หน้าต่างกระจกใสบานที่สวยที่สุดในร้าน แถมยังทำหน้าตาเคร่งเครียดเหมือนคนกำลังแบกโลกไว้ทั้งใบ คุณกำลังทำลายบรรยากาศการเดินทางของเรานะกะทิ" "การทำงานมันก็คือส่วนหนึ่งของการเดินทางป่ะวะ... เอ้ย! การเดินทางสิครับ" ผมรีบแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้สรรพนามดิบเถื่อนออกไปต่อหน้าผู้ชายเนี้ยบ ๆ อย่างเขา ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเยาะอย่างน่าหมั่นไส้ เป็นรอยยิ้มที่ผมเห็นทีไรก็อยากจะหยิบยางลบมาลบออกให้พ้นหน้า "นั่นไง..." ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตรงข้ามผมอย่างแรงจนไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ด เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนผมได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของไม้สนและกาแฟคั่วบดผสมกัน "ปากบอกว่ารักการเดินทาง แต่พอมีโอกาสได้เสพความสุขตรงหน้าจริง ๆ กลับเอาแต่ก้มหน้ามองหน้าจอสีฟ้าแสงสีฟ้าพะเน้าพะนอตัวหนังสืออยู่ได้ คุณกลัวอะไรกันแน่กะทิ กลัวงานไม่เสร็จ หรือ... กลัวความเงียบที่มันไม่มีเสียงแป้นพิมพ์คั่นกลางระหว่างเรากันแน่?" คำพูดนั้นทำเอาปลายนิ้วที่กำลังวางบนแป้นพิมพ์ชะงักกึก หัวใจผมกระตุกวูบไปชั่วขณะ ความเงียบงันชั่ววินาทีหนึ่งเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัว เสียงเพลงแจ๊สเบา ๆ จากลำโพงร้านดูเหมือนจะไกลออกไปเมื่อเทียบกับเสียงลมหายใจของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม สายตาของธันวาที่มองมาไม่ได้มีความรำคาญใจเจืออยู่เหมือนเมื่อครู่แล้ว แต่มันลึกซึ้งและจริงจังจนผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรง ๆ ให้ตายสิ... ผู้ชายคนนี้มักจะมองทะลุเกราะป้องกันโง่ ๆ ของผมได้เสมอเลยสินะ "ผมไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้นแหละครับ" ผมพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด เชิดหน้าขึ้นสู้สายตาเขาแม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวเหมือนกลองเพล "ผมแค่เป็นคนมีความรับผิดชอบต่างหาก ไม่เหมือนช่างภาพบางคนหรอก ที่วัน ๆ เอาแต่เดินถือกล้องส่องนกส่องไม้ ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรเลย" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย "มูลค่าเพิ่มงั้นเหรอ? กะทิ คุณกำลังประเมินค่าความทรงจำต่ำเกินไปนะ" เขาเอื้อมมือหนามาปิดฝาโน้ตบุ๊กของผมลงช้า ๆ อย่างนุ่มนวล แต่หนักแน่นจนผมไม่กล้าขัดขืน "รูปถ่ายที่ผมกดชัตเตอร์ไปวันนี้ มันบันทึกแสง เงา และรอยยิ้มงี่เง่าของคุณเวลาเถียงผมเอาไว้หมดแล้ว... สิ่งเหล่านั้นมันตีราคาเป็นตัวเงินไม่ได้หรอกครับ แต่ถ้ามันหายไป คุณจะไม่มีวันเรียกมันคืนกลับมาได้อีกเลย" ความอบอุ่นบางอย่างแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ลามเลียขึ้นมาจนถึงใบหน้าและใบหูของผมให้ร้อนผ่าว ผมเม้มริมฝีปากแน่น เบนสายตาหนีออกไปมองนอกกระจกหน้าร้านที่ตอนนี้แสงอาทิตย์กำลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู ทะเลสาบเบื้องล่างสะท้อนประกายระยิบระยับราวกับโรยด้วยผงเพชร เขาเป็นแบบนี้เสมอ... ปากบอกว่ารำคาญ ปากบอกว่าอยากรักษาระยะห่าง แต่การกระทำทุกอย่างกลับเข้ามาล้ำเส้นความปลอดภัยในใจผมทีละนิด ๆ จนตอนนี้พื้นที่ปลอดภัยที่ผมสร้างไว้มันแทบจะไม่เหลือเค้าเดิมอยู่แล้ว "คุณนี่มัน..." ผมพึมพำเสียงเบา รู้สึกหน้าร้อนผ่าวจนต้องยกมือขึ้นมาพัดวี "ชอบพูดจาเลี่ยน ๆ แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ขนลุกหมดแล้วนะคุณธันวา" "ผมพูดความจริง" ธันวาตอบเสียงเรียบ แต่รอยยิ้มตรงมุมปากกลับกว้างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย "และเพราะเห็นแก่ความพยายามในการปั่นต้นฉบับของคุณ... เย็นนี้ผมจะยอมเป็นคนขับรถพาไปกินร้านอาหารริมน้ำที่คุณบ่นว่าอยากลอง แต่มีข้อแม้..." ผมหรี่ตามองอย่างระแวง "ข้อแม้อะไรอีกครับ?" "ห้ามเปิดคอมพิวเตอร์ ห้ามเช็กมือถือ และ..." ธันวาเว้นจังหวะ เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกันในระยะประชิด "...ต้องยอมให้ผมถ่ายรูปคุณตอนกินข้าว โดยห้ามทำหน้าดุใส่ผมเด็ดขาด ตกลงไหมครับ?" กลิ่นหอมจาง ๆ จากตัวเขาและแววตาระยิบระยับคู่นั้นทำเอาสติสตางค์ของผมกระเจิงไปไกลลิบ สมองตื้อตันจนคิดคำเถียงไม่ออก ได้แต่พยักหน้ารับคำงกๆ อย่างคนเสียฟอร์ม ธันวากระตุกยิ้มพอใจ เขายืดตัวกลับไปนั่งท่าปกติ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์อะไรบางอย่างยิก ๆ ก่อนที่หน้าจอสมาร์ตโฟนในกระเป๋าเสื้อของผมจะสั่นครืดคราดขึ้นมาพร้อมกัน ผมหยิบมันขึ้นมาเปิดดูด้วยความงุนงง ข้อความล่าสุดจากแชตส่วนตัวของคนตรงข้ามส่งเข้ามา เป็นรูปถ่ายหน้าจอของผมเองเมื่อสักครู่นี้—ภาพที่ผมกำลังทำหน้ามุ่ยใส่เขาด้วยความหงุดหงิด แต่รอบดวงตากลับมีประกายความสุขซ่อนอยู่อย่างปิดไม่มิด พร้อมกับข้อความกำกับใต้ภาพที่ทำเอาผมแทบสำลักน้ำลายตัวเอง *[Thanwa]: "น่ารักดีนะ... หมายถึงวิวน่ะครับ (แต่อย่างอื่นก็พอไหว)"* ผมรีบเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกใจ ธันวากำลังยกแก้วกาแฟขึ้นจิบด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ราวกับไม่ได้เป็นคนพิมพ์ข้อความหยอดคำหวานเลี่ยนนั่นส่งมาตัดกำลังใจผมเมื่อกี้เลยสักนิด และก่อนที่ผมจะได้อ้าปากโวยวายอะไรกลับไป หน้าจอมือถือก็เด้งข้อความใหม่เข้ามาอีกครั้ง... เป็นข้อความสั้น ๆ จากธันวาที่ส่งมาพร้อมกับพิกัดร้านอาหารริมน้ำที่เขาเพิ่งจองไว้ *[Thanwa]: "อย่าลืมล่ะ... แฟนเก่าที่ทิ้งคุณไปตอนนั้นตาถอนจริงๆ ที่ปล่อยคนน่ารักแบบนี้ให้หลุดมือไปได้ ตั้งสติดีๆ นะกะทิ เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป... ผมจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาแทนที่ตรงนี้ในใจคุณอีกแล้วล่ะครับ"* — แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ! *(ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "แบกเป้ท่องโลก" เสมอมานะครับ)*
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%