ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 8

กาแฟรสขมกับคำบอกใบ้

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้าคุณยังทำหน้าเหมือนคนอมขี้ไต้แบบนี้ ผมจะคิดว่าคุณแอบเอาเลนส์เทเลย์ราคาหกหมื่นของผมไปจำนำแล้วนะคุณธันวา" เสียงบ่นง้องแง้งของกะทิดังขึ้น ท่ามกลางเสียงเครื่องบดกาแฟมือหมุนที่ดังครืดคราดอยู่ในร้านคาเฟ่เล็กๆ ใต้ตึกแถวเก่าแก่ในเมืองรองของเชียงใหม่ กลิ่นหอมคั่วเข้มลอยอลวนตัดกับบรรยากาศฝนตกพรำๆ ข้างนอก แต่มันก็ช่วยกลบความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นระหว่างเราสองคนไม่ได้เลยตั้งแต่เราเดินออกจากที่พักเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ธันวาไม่ตอบ เขาเพียงแต่เลื่อนสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อปขึ้นมามองผม นิ่ง เรียบเฉย และเต็มไปด้วยกำแพงสูงลิบลิ่วที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อกั้นอาณาเขตระหว่างเรามาตลอดทริป ทว่าวันนี้... แววตานั้นกลับมีรอยร้าวบางๆ ซ่อนอยู่ใต้กรอบแว่นสายตา เหมือนกระจกที่ถูกกระแทกด้วยก้อนหินเล็กๆ แม้จะยังไม่แตกละเอียด แต่ก็ร้าวรานจนคนมองรู้สึกเจ็บแทน "ผมไม่ได้เอาไปจำนำ" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแหบพร่ากว่าปกติเล็กน้อย "แต่ถ้าคุณยังส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุด ผมอาจจะเอาโน้ตบุ๊กของคุณโยนลงถังขยะหน้าร้านแทน" "โห ปากคอเรานี่มัน..." กะทิทำท่าฮึดฮัด แก้มป่องด้วยความหมั่นไส้ แต่สุดท้ายก็ยอมวางแก้วกาแฟดริปของตัวเองลงบนโต๊ะไม้สักเก่าๆ "เอ้า! ดื่มซะ แก้วนี้ผมสั่งแบบคั่วเข้มพิเศษ ลดหวานให้ตามสเปกที่คุณชอบเป๊ะๆ จะได้ตาสว่าง เลิกทำหน้าเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบสักที ยี่สิบสี่ชั่วโมงผ่านมานี่ คุณพูดกับผมน้อยกว่าประโยคห้ามสูบบุหรี่ในปั๊มน้ำมันอีกนะ" ผมมองภาพกะทิกำลังทำตัวเป็นผู้จัดการส่วนตัวจำเป็น มือเล็กๆ เลื่อนแก้วกาแฟส่งให้ พร้อมกับส่งรอยยิ้มทะเล้นที่พยายามกลบเกลื่อนความกังวลไว้จนมิดชิด รอยยิ้มแบบที่ทำให้คนมองอย่างผมรู้สึกทั้งหมั่นไส้และใจกระตุกในเวลาเดียวกัน... เด็กนี่ไม่รู้เลยหรือไงนะ ว่ายิ่งพยายามทำตัวร่าเริงกลบเกลื่อน บรรยากาศรอบตัวมันยิ่งฟ้องว่าเขากำลังเป็นห่วงผมมากแค่ไหน ธันวายื่นมือไปรับแก้วเซรามิกอุ่นๆ สัมผัสความร้อนส่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ฝ่ามือ แต่ความอบอุ่นนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บที่อยู่ลึกข้างใน "คุณเคยสงสัยไหม... ว่าทำไมผมถึงไม่ชอบถ่ายรูปคน" จู่ๆ ช่างภาพหนุ่มผู้รักษาระยะห่างก็เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างเรา คำถามนั้นไม่ได้มาพร้อมรอยยิ้มกวนๆ หรือเสียงถอนหายใจ แต่มันมาพร้อมกับน้ำเสียงที่จริงจังจนกะทิที่กำลังจะตักเค้กเข้าปากถึงกับชะงักมือค้าง กะทิกะพริบตาปริบๆ วางช้อนลงช้าๆ ความขี้เล่นในแววตาถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวัง "จู่ๆ ก็เปิดโหมดดราม่าใส่ผมซะงั้น... มีอะไรหรือเปล่าครับ หรือกาแฟมันขมเกินไป?" "เปล่า" ธันวาส่ายหน้าช้าๆ สายตาเหม่อมองออกไปนอกกระจกใสที่หยดน้ำฝนเกาะพราว "มันไม่เกี่ยวกับกาแฟ... แต่มันเกี่ยวกับเรื่องเมื่อสามปีก่อน" นี่เป็นครั้งแรก... ตั้งแต่เราเริ่มออกเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนที่ 8 นี้ ที่ธันวาเป็นฝ่ายยอมเปิดประตูห้องล็อกกุญแจในใจของตัวเองออกมาให้ผมได้เห็น บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกกดปุ่มหยุดเวลา เสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ในร้านแทบจะจมหายไปกับความเงียบงันที่เข้าปกคลุม "ตอนนั้น... ผมเป็นแค่ช่างภาพมือสมัครเล่นที่คิดว่าตัวเองเก่งกาจพอจะบันทึกทุกความงดงามของโลกใบนี้ไว้ได้" ธันวาเริ่มเล่า เสียงของเขาราบเรียบราวกับกำลังท่องบทละคร แต่ปลายนิ้วที่กำแก้วกาแฟแน่นจนข้อ้วนิ้วขาวซีดนั้นกำลังบอกความจริงที่ตรงกันข้าม "ผมชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่งออกทริปไปดอยสูง... ที่ที่หมอกลงจัดและเส้นทางอันตรายเป็นบ้า" กะทินั่งเงียบสนิท ไม่มีมุกตลกโบ๊ะบ๊ะ ไม่มีคำพูดขัดจังหวะ มีเพียงดวงตากลมโตที่จ้องมองมายังธันวาด้วยความตั้งใจ และลึกซึ้งเกินกว่าที่เคยเป็น "ผมมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเซ็ตค่ากล้อง... มัวแต่หามุมมองที่ 'สมบูรณ์แบบ' ที่สุด เพื่อจะได้ภาพถ่ายที่ชนะการประกวด" ธันวาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าเสียงร้องไห้ "ผมไม่ได้ยินเสียงเตือนของเขา ผมไม่ได้สังเกตเลยว่าเขากำลังเหนื่อยแค่ไหน... จนกระทั่งเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้น และวินาทีต่อมา... เขาก็หายลับไปจากหน้าผานั้น" หัวใจของกะทิกระตุกวูบ ความรู้สึกหนาหนักแล่นพล่านขึ้นมาจุกที่อก ภาพจำลองของเหตุการณ์นั้นฉายชัดขึ้นมาในหัวผ่านน้ำเสียงสั่นเครือที่ธันวาพยายามควบคุมไว้ "ภาพสุดท้ายที่ผมมี ไม่ใช่รอยยิ้มของเขา... แต่เป็นรูปวิวทิวทัศน์ว่างเปล่าที่ผมกดชัตเตอร์ไปก่อนเกิดเหตุการณ์นั้นแค่สองวินาที" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับผม แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจเขามานานสามปี "ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็เลยไม่อยากถ่ายรูปใครอีกเลย... เพราะทุกครั้งที่ผมมองผ่านช่องมองภาพ ผมจะกลัวว่าตัวเองจะมัวแต่โฟกัสความงาม จนลืมมองคนข้างๆ ที่กำลังจะหายไป" ความเงียบงันเข้าปกคลุมโต๊ะมุมร้านอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด... แต่มันคือความเปราะบางที่ถักทอเข้าหากันจนแทบหายใจไม่ออก กะทิมองหน้าช่างภาพหนุ่มผู้แบกรับความเจ็บปวดไว้คนเดียวมาตลอด ความกลัวความเหงาที่ตัวเองมีอยู่ ดูเล็กจิ๋วไปเลยเมื่อเทียบกับความโดดเดี่ยวที่ธันวาขังตัวเองไว้ในกรงขังแห่งความรู้สึกผิด มือเล็กๆ ของกะทิยื่นข้ามโต๊ะไปอย่างลังเลในตอนแรก ก่อนจะตัดสินใจคว้าฝ่ามือที่เย็นเฉียบของธันวามากุมไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของนักเขียนบล็อกสายฮาถูกส่งผ่านไปอย่างไม่รีบร้อน "คุณธันวา..." กะทิเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่เคยใช้มา "คุณไม่ได้ทำพลาดเพราะคุณใจร้ายหรอกนะ... คุณแค่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ และที่สำคัญที่สุด..." ธันวานิ่งงัน ปล่อยให้มือของตัวเองอยู่ในอุ้งมืออุ่นๆ ของอีกฝ่ายโดยไม่คิดจะดึงออก ดวงตาคมคายมองลึกลงไปในนัยน์ตาของกะทิ "...ตอนนี้ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวบนหน้าผานั่นแล้วนะ" กะทิยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่มีความกวนประสาทเจือปน มีแต่ความจริงใจที่อบอุ่นหัวใจที่สุด "ต่อให้คุณมัวแต่เซ็ตค่ากล้องจนลืมมองทาง ผมนี่แหละจะคอยดึงเสื้อคุณไว้เอง... เพราะฉะนั้น เลิกโทษตัวเองได้แล้วครับ คุณช่างภาพ" ธันวาชะงักไป หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายมาตลอดสามปีคล้ายมีรอยร้าวขยายใหญ่ขึ้นจากความอบอุ่นที่ทะลักเข้ามา เขาเม้มริมฝีปากแน่น เผลอเผลอใช้อีกมือหนึ่งกุมมือของกะทิกลับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังซาบซึ้งและเคมีระหว่างทั้งคู่กำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็ดังขึ้น *'ติ๊ง!'* ทำลายความเงียบกริบจนทั้งคู่สะดุ้งโหยง กะทิรีบชักมือกลับอย่างเขินอาย ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู รีบคว้ามือถือขึ้นมาดูเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นชื่อและข้อความบนหน้าจอ... เลือดในกายของเขาก็แทบจะเย็นเฉียบลงทันที หน้าจอแสดงข้อความจากเพื่อนร่วมงานเก่าที่กรุงเทพฯ ส่งรูปถ่ายคู่ของกะทิกับแฟนเก่าเมื่อหลายปีก่อน พร้อมแคปชันสั้นๆ ที่เล่นเอาลมหายใจสะดุด: *"มึง... คนนี้เขากลับมาตามหาที่เชียงใหม่ว่ะ เห็นบอกว่ายังลืมมึงไม่ได้..."* ธันวาขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นสีหน้าของกะทิเปลี่ยนไปเป็นซีดเผือดอย่างกะทันหัน "ใครส่งอะไรมา? หน้าตาคุณเหมือนคนเพิ่งเห็นผีกลางวันแสกๆ" กะทิเงยหน้าขึ้นสบตาธันวา ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อย ความลับที่เขาพยายามหนีมาตลอดทางใต้ฟ้าเชียงใหม่ กำลังจะตามมาเคาะประตูห้องพักของพวกเขาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%