ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง•ตอนที่ 7

รถเสียกับเรื่องวุ่นๆ ของเรา

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"จะหัวเราะหรือจะช่วยกันดันครับคุณกะทิ รถมันไม่เลื่อนเพราะแรงใจหรอกนะ แต่มันจะเลื่อนก็ต่อเมื่อคุณยอมลงมาช่วยผมเข็น" เสียงทุ้มต่ำของธันวาดังลอดผ่านกระจกรถที่ลดลงมาครึ่งบาน ผมมองคนในรถที่ทำหน้ามุ่ยพลางกอดอกแน่น ทั้งที่อุณหภูมิในหุบเขาช่วงบ่ายแบบนี้เริ่มจะเดือดพอๆ กับความอดทนของผม "ก็ฉันใส่เดรสยาวขนาดนี้ จะให้ลงไปเข็นรถท่ามกลางฝุ่นตลบเนี่ยนะ? ช่างภาพมือโปรอย่างคุณไม่มีวิธีจัดการเรื่องเครื่องยนต์เลยหรือไง หรือว่าถ่ายรูปเก่งอย่างเดียว?" กะทิโต้กลับทันควัน แม้จะแอบเห็นว่าเธอพยายามขยับตัวลงมาอย่างทุลักทุเล "นี่คือการเดินทางครับ ไม่ใช่สตูดิโอถ่ายภาพ" ผมถอนหายใจพลางเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผม "แล้วถ้าอยากถึงที่พักก่อนฟ้ามืด ก็ขยับตัวมาช่วยผมที่ท้ายรถเดี๋ยวนี้เลย ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจทิ้งคุณไว้กับเศษเหล็กนี่แล้วเดินไปเอง" เราติดแหง็กอยู่กลางทางเข้าสู่หมู่บ้านบนดอยที่ห่างไกลจากความเจริญ เครื่องยนต์เจ้ากรรมของรถเช่าคันเก่าดันมางอแงในจังหวะที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์สักขีด ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน กะทิยอมเดินลงมาด้วยท่าทางเงอะงะ เธอพยายามยกชายกระโปรงขึ้นแล้วทำหน้าบอกบุญไม่รับ "เอาล่ะครับ... หนึ่ง สอง สาม!" ผมออกแรงดันสุดตัว กะทิเองก็ทำหน้าที่เป็นแรงเสริม (ที่ดูจะเน้นเกะกะมากกว่าช่วย) รถค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามแรงส่ง กระทั่งล้อเริ่มขยับหมุนไปข้างหน้าจนเครื่องติดในที่สุด "ติดแล้ว! เห็นไหมล่ะคุณธันวา! ฝีมือฉันล้วนๆ" เธอหันมาโบกมืออย่างผู้ชนะ ทั้งที่ใบหน้าเปื้อนคราบฝุ่นจางๆ นั่นกลับดูน่ามองจนผมละสายตาไม่ได้ "ครับ... ฝีมือคุณครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งคือความอดทนของผม" ผมพูดพลางหยิบขวดน้ำส่งให้เธอ "เข้าไปนั่งข้างในเถอะ ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเอง" เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยว ความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง ต่างจากตอนแรกที่เต็มไปด้วยการโต้เถียง คราวนี้มันเป็นความเงียบที่กดทับด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผมพยายามรักษาระยะห่างมาตลอด "ธันวา..." กะทิเอ่ยขึ้นเบาๆ หลังจากปล่อยให้วิทยุเล่นเพลงเก่าๆ ไปพักใหญ่ "ทำไมคุณถึงไม่เคยเล่าเรื่องตัวเองเลยล่ะ? เวลาฉันถาม คุณก็ชอบบ่ายเบี่ยงไปเรื่องเลนส์กล้อง หรือไม่ก็เรื่องแสงตลอด" ผมกำพวงมาลัยแน่นขึ้น สายตามองตรงไปข้างหน้า "บางเรื่อง... ถ้าไม่เล่า มันก็ไม่เจ็บนะครับ" "แต่มันจะอึดอัดนะ ถ้าต้องแบกมันไว้คนเดียวท่ามกลางคนแปลกหน้าแบบฉัน" เธอกระเถิบตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอทำให้ผมเสียสมาธิไปวูบหนึ่ง "ฉันอาจจะดูซื่อๆ หรือดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ฉันรู้สึกได้นะ ว่าทุกครั้งที่คุณมองผ่านเลนส์ คุณไม่ได้มองแค่ภาพถ่าย แต่มันเหมือนคุณกำลังมองหาอะไรบางอย่างที่คุณทำหล่นหายไป" ผมชะลอรถเข้าข้างทางโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะหันไปสบตากับคนข้างๆ ที่กำลังจ้องมองผมด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มันไม่ใช่ความสงสัย แต่มันคือความห่วงใยที่ใสซื่อจนน่าประหลาดใจ "คุณอยากรู้จริงๆ เหรอ?" ผมถาม เสียงของผมสั่นเล็กน้อย "ถ้ามันทำให้คุณผ่อนคลายลงได้บ้าง... ฉันก็อยากฟัง" ผมพิงหลังกับเบาะ ถอนหายใจยาวก่อนจะตัดสินใจเปิดเปลือยสิ่งที่ขังตัวเองมานานหลายปี ทั้งเรื่องทริปที่ผิดพลาด เรื่องที่ผมไม่สามารถรักษาคนสำคัญไว้ได้ และความรู้สึกผิดที่มันกัดกินหัวใจทุกครั้งที่ออกเดินทาง ผมเล่ามันออกมาทีละนิด โดยมีกะทิเป็นผู้ฟังที่เงียบเชียบที่สุด เธอไม่ได้พูดแทรก ไม่ได้ตัดสิน แต่เธอกลับเอื้อมมือมาวางบนหลังมือผมเบาๆ ในจังหวะที่ผมพูดถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นหลังจบเหตุการณ์นั้น "คุณไม่ได้ผิดคนเดียวนะธันวา" เสียงของเธอนุ่มนวลจนเกือบจะละลายไปกับสายลม "คนเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้หรอก แม้แต่ช่างภาพที่พยายามจัดองค์ประกอบภาพให้สมบูรณ์แบบที่สุด... บางทีความสวยงามมันก็ซ่อนอยู่ในความผิดพลาดนั่นแหละ" ผมมองมือของเธอที่วางอยู่บนมือผม ก่อนจะพลิกข้อมือขึ้นมากุมไว้หลวมๆ ความรู้สึกร้อนผ่าวที่ฝ่ามือทำให้หัวใจของผมที่ไม่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติมานาน กลับมากระตุกถี่ๆ อย่างน่ากลัว "คุณนี่... ชอบทำให้ผมเสียระบบอยู่เรื่อยเลยนะครับ" ผมแค่นยิ้ม แต่สายตายังคงจดจ้องที่ดวงตาคู่สวยของเธอ "เสียระบบยังไง? ฉันแค่อยากให้คุณรู้ว่า... ต่อไปนี้คุณไม่ต้องถือกล้องมองโลกคนเดียวแล้วนะ เพราะอย่างน้อย..." เธอเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอพุ่งกระทบแก้มผม "...ฉันก็พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งในเฟรมของคุณ ถ้าคุณอนุญาต" ผมโน้มตัวเข้าไปใกล้ ความใกล้ชิดในพื้นที่จำกัดนี้มันบีบคั้นจนผมแทบหยุดหายใจ ผมขยับเข้าไปจนปลายจมูกเกือบจะแตะกันอยู่แล้วในจังหวะที่เสียงแจ้งเตือนจากมือถือในกระเป๋าของเธอจู่ๆ ก็ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศจนแตกกระเจิง กะทิรีบผละออกด้วยความเขินอาย เธอดึงมือถือขึ้นมาดูหน้าจอด้วยความตื่นตระหนก แต่เมื่อเห็นข้อความที่เด้งขึ้นมา ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างจนน่าตกใจ เธอรีบกดยกเลิกการแจ้งเตือนทันที แต่ความเงียบที่ตามมานั้นกลับเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม "นั่น... ใครส่งมาเหรอครับ?" ผมถาม พยายามรักษาน้ำเสียงให้ปกติที่สุด ทั้งที่ข้างในเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ กะทิหันมาหาผมด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด เธอเม้มปากแน่นเหมือนกำลังชั่งใจ ก่อนจะยื่นหน้าจอที่เธอยังไม่ได้ปิดสนิทมาให้ผมดูชั่วแวบหนึ่ง "ฉัน... ฉันไม่รู้ว่าเขามาที่นี่ได้ยังไง" เสียงของเธอสั่นเครือ "ธันวา... คนที่ฉันพยายามหนีมาตลอด... เขาเพิ่งส่งข้อความมาบอกว่า เขาเจอเราที่ทางเข้าหมู่บ้านแล้ว" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมาตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้รักษาระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%