"กลิ่นอายความเน่าเฟะของพวกสุนัขรับใช้แห่งหอคอย... ช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียจริงว่าไหมครับ คุณเอลไรท์"
เสียงก้องกังวานที่เจือไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงกลางสถาบันเวทมนตร์ ปลุกสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของคายน์ เอลไรท์ ให้ตื่นตัวถึงขีดสุด ดวงตาคมกริบของเด็กหนุ่มกวาดตามองไปยังที่มาของเสียงทันที แม้ในมือจะไม่มีแม้แต่เงาของดาบเวทมนตร์สักเล่ม ทว่ากระแสมานาในอากาศที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า พวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจา
คายน์ก้าวเท้าขนาบข้างด้วยความระมัดระวัง ร่างกายกำยำสมส่วนในชุดเครื่องแบบนักเรียนขยับเปลี่ยนมุมยืนเพื่อป้องกันจุดบอด สายตาคมกวาดมองคราบเงาดำที่แผ่ขยายออกราวกับใยแมงมุมปกคลุมบานหน้าต่างกระจกสีทึบ ร่องรอยเวทมนตร์โบราณที่ถูกปลุกขึ้นมาใช้งานถูกถักทอด้วยพลังงานสีม่วงเข้ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มกบฏเวทมนตร์นอกคอกที่ลอบเข้ามาป้วนเปี้ยนในเขตหวงห้ามมาหลายสัปดาห์
"ถ้ารู้ว่าน่าสะอิดสะเอียน ทำไมพวกแกถึงยังกล้าเอาหน้ากากอุบาทว์พวกนั้นมาเดินปะปนในเขตการศึกษาล่ะครับ?" คายน์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสจิตสังหารที่เยือกเย็น ความสุขุมที่ฉายชัดผ่านแววตาทำให้ฝ่ายตรงข้ามชะงักไปเล็กน้อย
เบื้องหน้าของพวกเขา คือร่างของชายในชุดคลุมสีดำสนิทที่ค่อยๆ ถอดหน้ากากโลหะทรงประหลาดออก เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่มีรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ลามขึ้นมาถึงขมับ และดวงตาสีเทาหม่นที่จ้องมองมายังคายน์ราวกับสัตว์ป่ากำลังจ้องเหยื่อในกรง
"ปากกล้าสมกับที่เป็นเด็กปั้นของแม่มดแห่งหอคอยเหนือจริงๆ นะ... คายน์" ชายคนนั้นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและบาดหู "แต่ก็น่าเสียดาย ที่ความฉลาดเล็กๆ น้อยๆ ของเธอมันช่วยอะไรไม่ได้ ในเมื่อแผนการทั้งหมดถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกเธอเหยียบเข้ามาในห้องโถงแห่งนี้แล้ว"
สิ้นเสียงนั้น พื้นหินอ่อนใต้ฝ่าเท้าของคายน์ก็สั่นสะเทือน วงแหวนเวทสีเลือดผุดขึ้นล้อมรอบตัวเขาและพื้นที่รัศมีสิบเมตรอย่างรวดเร็ว เป็นกับดักอาคมผนึกมานาขั้นสูงที่ถูกร่ายทิ้งไว้ล่วงหน้า แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนไหล่ราวกับมีภูเขาขนาดย่อมมาแบกไว้ คายน์กัดฟันแน่น เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม แม้เขาจะอ่านกระแสมานาและรู้วิธีไหลเวียนพลังเพื่อต้านทาน แต่ด้วยความหนาแน่นของอาคมระดับนี้ ทำให้การร่ายเวทสนับสนุนหรือการเคลื่อนไหวทำได้ยากลำบากอย่างยิ่ง
*แย่ล่ะสิ... มันไม่ใช่แค่การล้อมธรรมดา แต่เป็นการเซ็ตสนามประลองปิดตาย* คายน์คิดวิเคราะห์ในใจอย่างรวดเร็ว สายตาเหลือบมองไปยังตำแหน่งของอาจารย์เซเลสเทียที่ยืนอยู่ไม่ไกล
อาจารย์สาวผู้ดูแลยังคงรักษาความเยือกเย็นได้อย่างน่าทึ่ง ใบหน้าเรียบเนียนไร้ความหวาดกลัว แม้ว่าละอองเวทสีม่วงจะพยายามกัดกินเสาหินรอบตัวเธอ เส้นผมสีเงินยวงสะท้อนกับแสงสลัวของคบเพลิงเวทมนตร์ เธอก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างสง่างาม ไม่สนใจแรงกดดันรอบตัวแม้แต่น้อย ราวกับแรงโน้มถ่วงและอาคมเหล่านั้นเป็นเพียงลมพัดผ่าน
"คิดว่าการใช้อาคมชั้นต่ำจากตำราผุพัง จะกักตัวพวกเราไว้ได้จริงๆ หรือคะ... ฟราน" อาจารย์เซเลสเทียเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจลึกลับบางอย่างที่ทำให้อุณหภูมิในห้องโถงลดฮวบลงทันที
ชายสวมชุดคลุมที่ชื่อฟรานสะดุ้งเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าบิดเบี้ยว แววตาฉายแววหวาดกลัวชั่วขณะก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความบ้าคลั่ง "หึ... อาจารย์เซเลสเทีย ท่านคิดว่าท่านเก่งกาจมาจากไหนกัน! ต่อให้ท่านจะเคยเป็นถึงอัจฉริยะแห่งหอคอย แต่ในสภาพที่มานาถูกจำกัดจากการปกป้องเขตอาณาแบบนี้ ท่านก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่รอเวลาถูกบดขยี้เท่านั้นแหละ!"
ฟรานสะบัดมือ สมุนในชุดดำอีกสี่คนรอบด้านก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับชูดาบเคลือบพิษสีเขียวเรืองแสงพุ่งเข้าประชิดตัวในพริบตา
สถานการณ์บีบคั้นจนแทบไม่มีช่องหายใจ การเคลื่อนไหวของศัตรูรวดเร็วและไร้ความปรานี หากเป็นนักเรียนทั่วไปคงถูกสังหารไปตั้งแต่การโจมตีระลอกแรกแล้ว ทว่าคายน์กลับไม่แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ในฐานะอัศวินผู้ไร้ดาบเวทมนตร์ เขาเรียนรู้ที่จะมองหา "จุดบอด" ของกระแสมานาเสมอ ไม่ใช่การพึ่งพาพลังทำลายล้าง แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากความสมดุลที่เปราะบางของเวทมนตร์ฝ่ายตรงข้าม
"คายน์!" เสียงเรียกสั้นๆ จากอาจารย์เซเลสเทียประสานกับสายตาที่ส่งสัญญาณมาอย่างรู้ใจ
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับทันที เขาย่อตัวลงต่ำ ปล่อยให้จิตใจนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในยามวิกาล แม้ร่างกายจะถูกกดทับด้วยอาคมผนึก แต่สัมผัสพิเศษในการอ่านกระแสมานากลับคมชัดยิ่งกว่าเดิม เขามองเห็นเส้นใยสีม่วงที่เชื่อมโยงระหว่างตัวฟรานกับวงแหวนเวทใต้พื้นดิน มันเป็นจุดศูนย์กลางพลังงานที่มีรูรั่วเล็กๆ เกิดจากการเร่งรีบร่ายอาคม
*เจอแล้ว... จุดอ่อนที่พวกแกซ่อนไว้*
คายน์ใช้มือเปล่าคว้าเศษโลหะแหลมจากชิ้นส่วนหน้ากากที่แตกละเอียดบนพื้น อาศัยจังหวะที่คมดาบพิษของสมุนพุ่งเข้ามาเฉียดใบหู พลิกตัวหลบอย่างเฉียดฉิว พร้อมกับซัดเศษโลหะชิ้นนั้นด้วยแรงเหวี่ยงทั้งหมดที่มี ผสานเข้ากับกระแสมานาที่ดึงมาจากรอบตัว พุ่งตรงไปยังจุดเชื่อมโยงของวงแหวนเวทใต้เท้าฟรานอย่างแม่นยำราวนับจับวาง
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบ อาคมผนึกที่กดทับร่างของคายน์สลายหายไปในพริบตา แรงสะท้อนย้อนกลับทำเอาสมุนที่พุ่งเข้ามาเสียหลักล้มคะมำไปตามๆกัน ฟรานถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโตด้วยความตกใจ
"เป็นไปไม่ได้! เด็กที่ไม่มีมานาธาตุ... จะทำลายอาคมระดับสูงได้ยังไง?!" ฟรานคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาสีเทาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ
คายน์ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง แม้เนื้อตัวจะมีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้เล็กน้อย ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจและสง่างามแบบฉบับของอัศวินที่แท้จริง เขาก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างอาจารย์เซเลสเทียอย่างมั่นคง
"เพราะแกมองเห็นแค่พลังที่ยิ่งใหญ่... แต่ไม่เคยเข้าใจน้ำหนักของช่องว่างเล็กๆ ที่หลงเหลืออยู่ต่างหากล่ะครับ" คายน์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคม
ทว่า ในวินาทีที่ชัยชนะดูเหมือนจะตกเป็นของฝั่งคายน์ เสียงกระดิ่งโลหะปริศนาก็ดังขึ้นสามครั้งซ้อนจากความมืดมิดเบื้องบนเพดานห้องโถง ละอองมานาสีดำสนิทที่หนาแน่นยิ่งกว่าเดิมพรั่งพรูลงมาราวกับหิมะมรณะ และก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว เงาร่างที่สามซึ่งแผ่รังสีอำมหิตระดับที่ทำให้วิญญาณสั่นสะท้านก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ พร้อมกับน้ำเสียงเยือกเย็นที่เอמהชื่อจริงของอาจารย์เซเลสเทียออกมาด้วยความสนิทสนม
"ไม่เจอกันนานเลยนะ... เซเลสเทีย น้องสาวที่รักของข้า"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้นะครับ
อัศวินไร้ดาบกับอาจารย์สาวผู้กุมความลับแห่งหอคอย•ตอนที่ 21
การล้อมกรอบที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินไร้ดาบกับอาจารย์สาวผู้กุมความลับแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!