อัศวินไร้ดาบกับอาจารย์สาวผู้กุมความลับแห่งหอคอย•ตอนที่ 9

การฝึกฝนแบบอัศวินอพยพ

ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
เสียงเหล็กกระทบกันดังกึกก้องกังวานไปทั่วห้องโถงใต้ดิน มันไม่ใช่เสียงของการประดาบด้วยความเร็วสูงอันสวยงามในลานฝึกของโรงเรียนเวทมนตร์ แต่เป็นเสียงที่หนักหน่วง ดิบเถื่อน และเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจากเงาร่างในชุดเกราะโบราณที่สูงเกือบสองเมตรครึ่ง ผม—คายน์ เอลไรท์ กัดฟันแน่นจนกรามแทบแตก แรงปะทะจากดาบใหญ่ในมือของอัศวินโครงกระดูกเมื่อครู่ส่งสะเทือนผ่านด้ามไม้โอ๊คมาถึงฝ่ามือจนชาหนึบ หากผมใช้เวทมนตร์ป้องกันตัวเหมือนอย่างที่เคยพยายามทำ เจ้ามานาที่ปั่นป่วนในร่างกายคงย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองจนกระอักเลือดไปแล้ว แต่นี่คือสถานการณ์ที่ผมต้องเลือกเส้นทางอื่น เส้นทางที่ไร้ซึ่งเวทมนตร์ แต่เปี่ยมไปด้วยวิถีแห่งดาบ “ตั้งสมาธิให้มั่น คายน์! อย่ามองที่ดาบของมัน แต่มองที่จุดศูนย์ถ่วง!” เสียงของอาจารย์เซเลสเทียตะโกนแทรกเสียงคำรามของภูตผีเกราะเหล็ก นางยืนอยู่ตรงมุมห้อง ร่างบางในชุดคลุมสีนิลพิงแผ่นผนังหินเก่าคร่ำครึ แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นความกลัว แต่ดวงตาสีมรกตคู่นั้นกลับจดจ้องทุกย่างก้าวของผมอย่างไม่กะพริบ นางกำลังประเมิน... และในขณะเดียวกันก็พร้อมจะยื่นมือเข้ามาหากสถานการณ์เกินกว่าที่เด็กหนุ่มวัยสิบหกปีจะรับไหว แต่ผมไม่อยากให้นางต้องยื่นมือเข้ามาครับ ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในห้วงความคิด กระแสมานาไม่ได้ถูกบังคับให้รวมตัวกันเป็นวงแหวนเวทเพื่อร่ายคาถาอีกต่อไป หากแต่ไหลเวียนไปตามกล้ามเนื้อ แขน ขา และปลายนิ้ว ราวกับกระแสธารที่คอยหนุนเสริมพละกำลังกายภาพให้เฉียบคมขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมค้นพบจากการฝึกฝนร่วมกับอาจารย์เซเลสเทีย—การใช้ความเข้าใจเรื่องมานามาผสานกับ “ทักษะดาบอัศวินไร้เวท” เปรี้ยง! อัศวินโบราณเหวี่ยงดาบฟาดลงมาเป็นแนวเฉียงด้วยความเร็วที่สวนทางกับชุดเกราะหนักอึ้ง ผมเบี่ยงตัวหลบฉิว ปลายดาบเหล็กขึ้นสนิมเฉี่ยวหัวไหล่ไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร แรงลมจากการหวาดเหวี่ยงนั้นทำเอาผมรู้สึกแสบผิว นี่ไม่ใช่การทดสอบเล่นๆ ครับ มันคือความเป็นความตาย ผมไม่รอให้มันตั้งหลัก ดาบไม้ฝึกซ้อมในมือถูกพลิกกลับด้วยเทคนิคการควงที่เรียนรู้จากตำราอัศวินรุ่นบุกเบิก พุ่งเข้ากระแทกใส่ข้อต่อตรงหัวเข่าของชุดเกราะโบราณอย่างแม่นยำ ก๊อง! เสียงไม้กระทบเกราะเหล็กดังสนั่น แรงสั่นสะเทือนสะท้อนกลับมาจนมือผมสั่น แต่ได้ผล! ร่างสูงใหญ่ของอัศวินโบราณเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ดวงตาสีชาดใต้หมวกเหล็กกะพริบไหวราวกับไม่อยากเชื่อว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ จะสามารถสร้างความเสียหายแก่ร่างไร้วิญญาณของมันได้ด้วยทักษะดิบๆ เช่นนี้ “เยี่ยมมาก...” เสียงพึมพำแผ่วเบาดังมาจากมุมห้อง อาจารย์เซเลสเทียขยับยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย ชนิดที่ถ้าไม่สังเกตดีๆ คงไม่มีทางเห็น แต่มันก็มากพอที่จะทำให้หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นด้วยความฮึกเหิม “ยังไม่จบครับ อาจารย์” ผมพึมพำตอบในใจ ในโลกของเวทมนตร์ที่ผู้คนต่างพึ่งพิงคาถาอลังการเพื่อตัดสินแพ้ชนะ ผมเป็นเพียงเศษเสี้ยวความล้มเหลวที่ร่ายเวทไม่ได้ แต่ในมุมมืดแห่งนี้ ภายใต้เงาของประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือน ดาบไม้ในมือผมกลับมีน้ำหนักมากกว่าคถาเวทมนตร์อันเลอค่าของพวกคุณหนูในหอคอยเสียอีก อัศวินโบราณคำรามลั่น มันยกดาบสองมือขึ้นเหนือหัว มานาสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากรอยต่อของชุดเกราะจนเกิดเป็นไอความร้อนระอุ บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจากแรงกดดันมหาศาล มันกำลังจะใช้ท่าไม้ตาย—การโจมตีครั้งเดียวปิดฉากที่รุนแรงพอจะบดขยี้หินผาให้แหลกเป็นจุล ผมไม่ได้ถอยหนีครับ ตรงกันข้าม ผมก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนขาข้างที่ถนัด ปลายดาบไม้ชี้ต่ำลงแนบพื้น รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มีเข้ากับกระแสมานาที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เสียงหัวใจเต้นโครมครามรากับกลองศึกดังก้องอยู่ในโสตประสาท ทุกอย่างรอบตัวเคลื่อนไหวช้าลง ช้าลง... จนกระทั่งผมเห็นช่องว่างขนาดเท่าเส้นผมตรงรอยต่อหน้าอกของชุดเกราะ นั่นคือจุดอ่อนเดียวของมัน ทันทีที่ดาบยักษ์ฟาดลงมาดั่งสายฟ้าฟาด ผมดีดตัวพุ่งสวนเข้าไปประชิดตัวในเสี้ยววินาทีที่อันตรายที่สุด ความต่างของขนาดตัวและอาวุธไม่ได้ทำให้ผมหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย ปึก! ผมไม่ได้ใช้คมดาบฟัน แต่ใช้ด้ามไม้กระแทกเข้าที่จุดอ่อนนั้นเต็มแรง พร้อมๆ กับปล่อยกระแสมานาที่สะสมไว้ระเบิดออกไปภายในจุดเดียว! เสียงระเบิดเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างของอัศวินโบราณที่ชะงักค้าง ดวงตาสีชาดดับวูบลงในพริบตา ก่อนที่เกราะเหล็กหนาหนักจะค่อยๆ ทรุดตัวลงและแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองจางหายไปในอากาศ ผมยืนหอบหายใจโยน ดาบไม้ในมือร่วงหล่นลงพื้น เสียงหอบหายใจของผมสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย แต่มีความรู้สึกอิ่มเอมบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่วอก ผมทำได้... โดยไม่ต้องใช้คาถาเวทมนตร์แม้แต่บทเดียว “พัฒนาการเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้นะครับ... คุณอัศวินฝึกหัด” อาจารย์เซเลสเทียเดินเข้ามาใกล้ นางยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดให้ผมโดยไม่พูดอะไรมาก แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความภูมิใจ ความโล่งอก และบางสิ่งที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ลึกจนยากจะคาดเดา ผมรับผ้าเช็ดหน้านั้นมาถือไว้ กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าลอยแตะจมูก มันช่างตัดกับกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินแห่งนี้เหลือเกิน “ขอบคุณครับอาจารย์ ถ้าไม่ได้คำแนะนำเรื่องจุดศูนย์ถ่วง ผมคงโดนมันผ่าเป็นสองซีกไปแล้ว” ผมยิ้มเจื่อนๆ พลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก อาจารย์เซเลสเทียส่ายหัวเบาๆ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่มักจะซ่อนความจริงจังเอาไว้เสมอ “เจ้าไม่ได้ชนะเพราะคำแนะนำของข้า คายน์... แต่เจ้าชนะเพราะเจ้ายอมรับข้อจำกัดของตัวเอง และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอาวุธ” นางเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองยังบันไดศิลาอีกด้านที่ทอดยาวลงไปลึกกว่าเดิม ความมืดมิดเบื้องล่างนั้นดูราวกับไม่มีวันสิ้นสุด “และนั่นคือคุณสมบัติที่แท้จริงของอัศวิน... ไม่ใช่เพราะมีพลังเวทมหาศาล แต่เพราะไม่ยอมแพ้แม้ในยามที่ไร้ซึ่งหนทาง” ผมพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น ความอบอุ่นไหล뢰แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเราไม่ได้เป็นเพียงแค่อาจารย์กับลูกศิษย์ทั่วไป แต่มันคือการเดินทางร่วมกันของคนสองคนที่ต่างมีแผลเป็นในอดีต ทว่า... ก่อนที่ผมจะได้เอաբทสนทนาต่อ บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างเฉียบพลัน อุณหภูมิในห้องโถงลดฮวบลงจนเกิดไอสีขาวที่ลมหายใจ ละอองแสงสีทองที่ควรจะจางหายไปจากร่างของอัศวินโบราณเมื่อครู่ กลับไม่ได้สลายไปไหน แต่มันถูกดึงดูดด้วยแรงดึงดูดประหลาด ให้ไหลย้อนกลับลงไปสู่บันไดศิลาเบื้องล่าง—สู่ความมืดมิดที่ลึกที่สุดของหอคอยแห่งนี้ กริ๊ก... กริ๊ก... เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ไม่ใช่ของมนุษย์ ดังแว่วขึ้นมาจากเบื้องล่าง มันไม่ใช่ร่างเดียว แต่มันคือเสียงของกองทัพที่กำลังตื่นจากการหลับใหล อาจารย์เซเลสเทียชะงักกึก สีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีมรกตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางเอื้อมมือมาคว้าแขนเสื้อของผมไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แรงบีบนั้นสะท้อนถึงความไม่ชอบมาพากลที่แม้แต่ตัวอาจารย์เองก็ยังรู้สึกหวาดหวั่น “อาจารย์ครับ... นั่นมัน...” ผมเอ่ยเสียงแผ่ว สายตาจ้องเขม็งไปยังความมืดเบื้องล่าง ก่อนที่เสียงแจ้งเตือนระบบที่คุ้นเคยจะดังขึ้นในห้วงความคิดของผมอย่างกะทันหัน—เสียงที่ดังกว่าทุกครั้ง และเต็มไปด้วยตัวอักษรสีแดงฉานที่สั่นระริก [แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบคลื่นมานาระดับหายนะกำลังเคลื่อนตัวขึ้นมา] [เงื่อนไขภารกิจลับระดับ SSS: "ผู้พิทักษ์แห่งสนธยา" ตื่นจากการหลับใหล] [คำเตือน: ห้ามหนี ห้ามต่อสู้ด้วยวิธีเดิม... จงเตรียมรับมือกับการทดสอบที่แท้จริงจากอดีตที่ถูกผนึกไว้!] ในวินาทีนั้นเอง เงาร่างนับสิบค่อยๆ ก้าวพ้นขอบบันไดขึ้นมา พร้อมกับแสงสีแดงฉานที่ส่องประกายจากดวงตาของพวกมัน และตรงกลางกองทัพนั้น ร่างของอัศวินในชุดเกราะสีดำสนิทผู้ถือดาบยักษ์สลักอักขระโบราณ ก็ก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมกับเสียงคำรามที่ทำให้พื้นหอคอยใต้ดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนหินร่วงกราว! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับดาบไม้เล่มนี้ด้วยกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินไร้ดาบกับอาจารย์สาวผู้กุมความลับแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%