รอยแตกบนกระจกเงา ไม่เคยประสานกลับคืนมาเป็นผืนเรียบได้ฉันใด คำพูดที่ถูกพ่นออกมาด้วยความหยิ่งผยองในอดีต ก็ไม่เคยมีราคาค่างวดมากพอให้เก็บมาใส่ใจได้ฉันนั้น
เสียงถอนหายใจของภาคินดังสะท้อนก้องในห้องรับรองอันเงียบเชียบ ทว่ามันกลับไร้น้ำหนักเสียยิ่งกว่าฝุ่นละอองที่ลอยเค្វ้งอยู่กลางอากาศ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มราคาแพงผู้เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารทางธุรกิจ บัดนี้กำลังยืนคอตกอยู่เบื้องหน้าร่างเพรียวระหงของรินรดา หญิงสาวผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเธอเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะออกเสียง
"ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำลงไปมันเลวร้ายเกินกว่าจะหาคำแก้ตัวใดๆ มารับผิดชอบ ริน..." ภาคินเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ดวงตาคมกริบทอประกายความสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง มันคือแววตาของผู้ชายที่สูญเสียทุกอย่างไปแล้วจริงๆ ทั้งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และคนที่เขาสมควรจะรักษาไว้ให้ดีที่สุด "แต่ได้โปรด ให้โอกาสผมได้พิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้งเถอะนะครับ คำพูดของผมในวันนี้... มันกลั่นออกมาจากหัวใจจริงๆ"
รินรดาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอยังคงก้มหน้าตวัดพู่กันลงบนผืนผ้าใบอย่างใจเย็น ปลายขนแปรงสีน้ำมันเกลี่ยไล้เฉดสีเทากลืนไปกับความมืดมนของภาพวาดสะท้อนจิตวิญญาณ กลิ่นอายของสีและน้ำมันสนลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศที่เย็นเยียบ คั่นกลางระหว่างคนทั้งสองราวกับกำแพงแก้วที่ไม่มีวันทะลุผ่าน
"คำพูดเหรอครับ, คุณภาคิน?" รินรดาทวนคำ น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ เย็นชา และราบเรียบเสียจนน่ากลัว เธอยอมละสายตาจากผลงานศิลปะชั่วขณะ หันมาสบตาอดีตสามีด้วยนัยน์ตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ "คุณจำได้ไหมครับว่าครั้งสุดท้ายที่คุณใช้คำว่า 'สัญญา' กับผม มันคือเรื่องอะไร"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ภาคินชะงักงัน ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันแน่น ความทรงจำสีเทาหม่นย้อนกลับมาทุบตีหัวใจเขาอย่างรุนแรง ภาพในอดีตวันที่รินรดากำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ และเอ่ยปากขอให้เขาอยู่ทานมื้อค่ำด้วยกันในวันครบรอบแต่งงาน วันนั้น... เขาเลือกที่จะหันหลังให้เธอ เดินออกไปหาความสำราญภายนอก พร้อมกับประโยคเยชาชาที่ว่า *'อย่าทำตัวน่ารำคาญ รินรดา ผมมีงานที่สำคัญกว่าเรื่องไร้สาระพวกนี้พะวง'*
"วันนั้น... คุณบอกผมว่าคุณมีประชุมสำคัญ" รินรดาเอ่ยต่อ น้ำเสียงของเธอยังคงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกราวกับคมมีดที่ค่อยๆ กรีดลงบนเนื้อเยื่อทีละน้อย "แต่ความจริงคือคุณไปดินเนอร์กับผู้หญิงอีกคน สัญญาที่คุณให้ไว้ว่าจะปกป้องดูแลผมในฐานะสามีภรรยา มันถูกฉีกทิ้งลงถังขยะตั้งแต่คืนนั้นแล้วครับ"
"ริน..." ภาคินก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว มือหนาสั่นเทาเอื้อมออกไปหมายจะแตะลงบนบ่าบางของเธอ แต่มันต้องหยุดชะงักกลางอากาศ เมื่อหญิงสาวขยับตัวถอยห่างอย่างรังเกียจราวกับเขามีเชื้อโรคที่น่าขยะแขยง
"อย่ามาแตะต้องตัวผมด้วยมือคู่นั้นเลยครับ มันน่าสมเพช" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของเธอมันช่างเยียบเย็นและไร้ซึ่งความปรานี "คุณบอกว่าคุณเปลี่ยนไปแล้ว คุณสำนึกผิดแล้ว คุณอยากเริ่มต้นใหม่... แต่คุณรู้ไหมครับว่า ความน่าสมเพชที่สุดของคนอย่างคุณ คือการคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ สามารถซื้อกลับคืนมาได้ด้วยเงินทองและคำขอโทษจอมปลอม"
"มันไม่ใช่คำแก้ตัวนะริน!" ภาคินเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความเจ็บปวด เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเธอ ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีลงบนพื้นอย่างไร้เยื่อใย "ผมยอมรับว่าผมโง่เขลา ผมตาบอด และผมมันเลวทรามแค่ไหน แต่เด็กคนนั้น... ลัน เขาคือลูกของเราใช่ไหมริน?"
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในห้องหยุดชะงักลงทันที
รินรดานิ่งงิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนที่มุมปากข้างหนึ่งจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพชเวทนา เธอก้มตัวลงมองหน้าอดีตสามีที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังตื่นตระหนกและรอคอยคำตอบของเขา
"คุณมีสิทธิ์อะไรมาถามหาความเป็นพ่อจากเด็กคนนั้นล่ะครับ, ภาคิน?" รินรดากล่าวทีละคำอย่างชัดเจน ชัดถ้อยชัดคำราวกับต้องการตอกย้ำให้มันฝังลงไปในกระดูกดำของเขา "ในวันที่เขาเกือบจะลืมตาดูโลกโดยไม่มีลมหายใจร่วมกับแม่ ในวันที่ผมต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเจียนตายบนเตียงคลอดโดยลำพัง... คุณอยู่ที่ไหนครับ? คุณกำลังสนุกสนานอยู่บนกองเงินกองทองของตัวเองไม่ใช่หรือไง"
ภาคินรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม หยดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดร่วงเผาะลงบนพื้นพรมราคาแพง เขาก้มหน้าลงซบกับฝ่ามือ สะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน ความรู้สึกผิดที่สะสมมานานนับปีระเบิดออกเป็นความเจ็บปวดเจียนตาย
"ผมขอโทษ... ผมขอโทษจริงๆ ริน" เสียงครางฮือของชายหนุ่มดังระคนเสียงสะอื้น "ลงโทษผมเถอะ จะให้ผมทำอะไรก็ได้ ขอแค่ให้ผมได้ชดใช้... ขอให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อ..."
"คำสัญญาที่ไร้น้ำหนักจากปากคนทรยศ... ต่อให้คุณเอาชีวิตมาแลกมันก็ไม่มีค่าพอให้ผมเชื่อหรอกครับ" รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองก้มลงมองอีตสามีที่หมดสภาพด้วยสายตาที่ด้านชาไร้เยื่อใย "ออกไปจากที่นี่ซะ ก่อนที่ผมจะเรียก รปภ. มาเชิญคุณออกไป"
ในจังหวะที่ภาคินกำลังจะเอ่ยอ้อนวอนต่อ ทันใดนั้น ประตูห้องทำงานด้านในก็ถูกผลักเปิดออกเบื้องหลังร่างของรินรดา
"คุณแม่ครับ... น้องลันวาดรูปเสร็จแล้ว..."
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กๆ ที่วิ่งถือกระดาษวาดเขียนเข้ามาหาผู้เป็นแม่ นัยน์ตากลมโตสุกใสคู่นั้น ถอดแบบมาจากโครงหน้าคมเข้มของภาคินราวกับพิมพ์เขียว ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว
ภาคินที่กำลังก้มหน้าอยู่ ชะงักกึก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้น และลมหายใจของเขาก็คล้ายกับจะหยุดนิ่งไปในวินาทีนั้นเอง
ดวงตาของภาคินเบิกกว้างเมื่อประสานเข้ากับนัยน์ตาคู่เล็กที่มองตรงมายังเขา ภาพซ้อนทับของเด็กชายตัวน้อยกับกระจกเงาในอดีตของตัวเขาเองเด่นชัดขึ้นมาในสมองราวกับค้อนปอนด์ทุบซ้ำ
ยังไม่ทันที่ภาคินจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ร่างเล็กของน้องลันก็ชะงักฝีเท้าลงเมื่อเห็นชายแปลกหน้าในชุดสูทร้องไห้คุกเข่าอยู่ เด็กน้อยเอียงคอด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปซบหน้าลงกับชายกระโปรงของรินรดา พร้อมกับชี้มือมาที่ภาคินแล้วกระซิบถามเสียงใส
"คุณแม่ครับ... ทำไมคุณลุงคนนี้ถึงร้องไห้ล่ะครับ หน้าเขาเหมือนกับรูปถ่ายในลิ้นชักของคุณแม่เลย..."
รินรดานิ่งค้างไปชั่วขณะ ใบหน้าเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที ดวงตาคู่สวยหันกลับไปสบตากับภาคินที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย และกำลังจ้องมองเด็กน้อยด้วยความตกตะลึงจนสติหลุดลอย
ความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดหลายปี กำลังจะถูกพังทลายลงด้วยคำพูดประโยคเดียวของเด็กชายตัวน้อยในวินาทีนี้เอง
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบาดแผลและการค้นหาความจริงครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ **บันทึกคนจร**
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 21
คำสัญญาที่ไร้น้ำหนัก
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!