เสียงซุบซิบนินทาระดับความดังพึมพำเหมือนฝูงแมลงวันในห้องโถงจัดนิทรรศการศิลปะใจกลางเมือง คมกริบราวกับใบมีดโกนที่กรีดผ่านความเงียบงัน รินรดา Standing นิ่งอยู่เบื้องหน้าผืนผ้าใบชิ้นเอกของเธอ—ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่ถ่ายทอดความแตกสลายของเศษเสี้ยวความทรงจำ—ทว่าสายตาของคนนับร้อยในงานกลับไม่ได้มองงานศิลป์เหล่านั้น พวกเขากำลังมอง *เธอ* ด้วยสายตาสมเพช เวทนา และเหยียดหยาม
บันทึกของสังคมชั้นสูงมักไร้ซึ่งความปรานี เมื่อข่าวลือเรื่องการหย่าร้างอย่างไร้เยื่อใยและการถูกขับไล่ออกจากตระกูลดังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนายามบ่าย รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก นิ้วมือเรียวบางที่เปื้อนคราบสีเล็กน้อยกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด เธอไม่ใช่หญิงสาวผู้เปราะบางที่ยอมก้มหน้าร้องไห้อีกต่อไปแล้ว รอยแผลเป็นจากอดีตสอนให้เธอยืนหยัด แม้ว่าพื้นดินใต้ฝ่าเท้าจะกำลังพังทลายลงก็ตาม
"ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าผู้หญิงที่เคยอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของตระกูลอัคร The Great จะกล้าเอาผลงานไร้ราคามาจัดแสดงในที่สาธารณะแบบนี้"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววดูถูกเหยียดหยามดังขึ้นจากชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลในวงการธุรกิจ เขาก้าวออกมาจากกลุ่มผู้ร่วมงาน พร้อมรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก สายตากวาดมองรินรดาตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับเธอนั้นเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ไร้ค่า
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาคู่คมที่เคยหวาดกลัวบัดนี้กลับนิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น เธอกำลังจะเปิดริมฝีปากเพื่อตอกกลับด้วยถ้อยคำที่เตรียมไว้ในใจ ทว่า...
*ตึง!*
เสียงฝเท้าหนักแน่นทรงพลังดังขึ้นก้องโถงนิทรรศการ จังหวะก้าวเดินนั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและอำนาจที่กดให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงทันที ฝูงชนที่ยืนออกันอยู่ต่างรีบแหวกทางให้อัตโนมัติด้วยความเกรงกลัว
ภาคินก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้ารินรดาอย่างพพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีเทาเข้มแผ่รังสีความเย็นเยียบที่น่าสะพรึงกลัว นัยน์ตาคมกริบของเขาไม่ได้มองใครนอกจากชายวัยกลางคนที่เพิ่งเอวาจาดูหมิ่นอดีตภรรยา
"คุณ... คุณภาคิน" ชายคนนั้นหน้าถอดสีทันที เมื่อเผชิญหน้ากับนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเวลานี้ "ผม... ผมแค่พูดตามเนื้อผ้า..."
"เนื้อผ้าอะไรของคุณ?"
ภาคินเอ่ยสวนขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องโถง เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดามากขึ้นอีกก้าวหนึ่ง—ไม่ใช่เพื่อคุกคาม แต่เป็นการยืนหยัดเคียงข้าง—ไหล่กว้างของเขาบังรัศมีสายตาที่มุ่งร้ายนับร้อยคู่เอาไว้จนหมดสิ้น
"ผลงานชิ้นนี้มีมูลค่ามากกว่าทรัพย์สินครึ่งหนึ่งที่คุณถือครองอยู่รวมกันเสียอีก และที่สำคัญที่สุด..." ภาคินกวาดสายตาคมกริบคู่นั้นมองกราดไปทั่วทั้งงานด้วยความดุดัน "ผู้หญิงคนนี้ คือเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานทั้งหมด และเป็นบุคคลที่ผมให้ความเคารพสูงสุด ใครก็ตามที่ยังบังaחอาจใช้คำพูดต่ำทรามดูหมิ่นเธออีกแม้แต่คำเดียว... เตรียมตัวรับผลที่จะตามมาในฐานะคู่ค้าคนสุดท้ายของอัครเดชาภิบาลได้เลย"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่ชายวัยกลางคนที่เคยปากกล้ายังต้องก้มหน้าหลบสายตา ถอยร่นหายไปฝูงชนอย่างน่าสมเพช
รินรดาเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของอดีตสามี—ผู้ชายคนที่เคยเย่อหยิ่ง เย็นชา และมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเธอเลยแม้แต่น้อยในอดีต แววตาของภาคินในยามนี้ไม่มีความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่ มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องเธอจากคมหอกคมดาบของสังคม แม้ว่ามันจะสายเกินไปก็ตาม
ภาคินหันกลับมามองเธอ แววตาที่ทอดมองนั้นเจือด้วยความรู้สึกผิด ความอาลัยอาวรณ์ และความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ภายในอก
"ริน..." ภาคินเปล่งเสียงเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ราวกับกลัวว่ามันจะเป็นเพียงความฝัน "คุณ... ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ"
รินรดาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง เธอยกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะหยันตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ
"คุณไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ค่ะ... ภาคิน" รินรดาจงใจเน้นเสียงคำว่า 'ค่ะ' เพื่อเตือนให้เขาระลึกถึงสถานะที่ขาดสะบั้นลงแล้ว "ฉันไม่ใช่ภรรยาที่คุณต้องปกป้องอีกต่อไปแล้ว และสังคมนี้... ต่อให้ไม่มีคุณ ฉันก็ยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองได้นานแล้วด้วยซ้ำ"
คำพูดที่เฉียบคมบาดลึกยิ่งกว่ามีดโกนทำให้ภาคินชะงักงัน หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เขารู้ดีว่าความผิดบาปที่ตนเองได้ก่อขึ้นในอดีตนั้นหนาเตอะเกินกว่าจะชดใช้ได้หมดด้วยการปกป้องเพียงครั้งเดียว
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
"คุณแม่ครับ..."
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ สี่ขวบดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งเข้ามาหลบหลังชายกระโปรงของรินรดา ดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้น... จมูกโด่งรั้นและโครงหน้าแบบนั้น... มันถอดแบบมาจากภาคินราวกับพิมพ์เขียวไม่มีผิดเพี้ยน
ภาคินชะงักกะทันหัน ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปในทันทีที่ก้มลงมองเด็กน้อยเบื้องหน้า สมองของเขาขาวโพลนราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกลางวันแสกๆ เมื่อความจริงอันน่าตกตะลึงพุ่งชนเข้ากลางหน้าอกอย่างจัง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบาดแผลและการค้นหาความจริงครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ บันทึกคนจร
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 20
การเผชิญหน้าต่อหน้าสาธารณะ
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!