“ผมคือพ่อของเด็กคนนี้”
ประโยคสั้นๆ ที่ปราศจากการปรุงแต่งถูกเอ่ยออกมาท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องรับรองของตระกูลรินรดาจนแทบหายใจไม่ออก ภาคินไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงตะโกนก้อง แต่โทนเสียงต่ำลึกที่สั่นไหวเล็กน้อยของเขากลับมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่าเสียงคำรามใดๆ ดวงตาคมกริบของนักธุรกิจผู้เคยอยู่เหนือผู้คนค่อยๆ เลื่อนจากใบหน้าของเด็กชายวัยห้าขวบ—ที่กำลังเกาะชายเสื้อรินรดาแน่น—มาสบตากับหญิงสาวที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า
รินรดาไม่ได้กรีดร้อง เธอไม่ได้โวยวาย หรือแม้แต่แสดงท่าทีตกใจเกินกว่าเหตุ ใบหน้าของเธอเรียบเฉย ทว่าดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับเย็นชาดุจแผ่นน้ำแข็งในฤดูหนาว เธอค่อยๆ ก้มลงลูบศีรษะ ‘น้องลัน’ อย่างทะนุถนอมก่อนจะกระซิบให้เขาไปรอที่มุมห้องกับแม่บ้าน
“คุณกำลังเล่นตลกอะไรอยู่ ภาคิน?” เสียงของเธอเรียบสนิทจนน่ากลัว “เมื่อห้าปีก่อน คุณเป็นคนผลักไสไล่ส่งฉันออกไปจากชีวิตพร้อมกับป้ายตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงเห็นแก่ตัว วันนี้คุณกลับมาพร้อมกับประโยคไร้สาระที่คิดเอาเองว่าเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ”
ภาคินก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว แม้ขาทั้งสองข้างของเขาจะรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกโซ่ตรวนล่ามไว้ “ผมไม่ได้มาเพื่อล้อเล่น ริน... ผมเห็นแววตาของเขา ผมเห็นเงาของตัวเองในนั้น วันที่ผมเซ็นใบหย่า ผมไม่เคยรู้เลยว่าได้ทำลายชีวิตของใครไปบ้าง ผมเป็นคนโง่ที่ยอมให้ความเย่อหยิ่งบังตา จนมองข้ามสิ่งที่มีค่าที่สุดไป”
บิดาของรินรดาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักพยุงตัวขึ้นช้าๆ แววตาของชายชราเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “คุณภาคินครับ ในเมื่อคุณเลือกที่จะทิ้งลูกสาวผมไปหาความสำเร็จจอมปลอมนั่นแล้ว ก็จงอยู่ในที่ของคุณต่อไปเถอะ อย่าเอาเศษซากชีวิตที่เน่าเฟะของคุณกลับมาป้ายสีให้กับหลานชายของผมอีกเลย”
“ผมรู้ครับว่าไม่มีคำขอโทษไหนที่ล้างความผิดของผมได้” ภาคินก้มศีรษะลงต่ำ นี่คือท่าทางที่ไม่มีใครเคยเห็นจากมหาเศรษฐีผู้หยิ่งผยองคนนี้ “ผมทำลายความเชื่อใจ ทำลายศักดิ์ศรี และทำลายหัวใจของคุณรินรดา ผมยอมรับทุกอย่างที่เคยทำลงไป ทั้งการใส่ร้าย การกดดัน และการละเลย... ผมสารภาพครับว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยมีความสุขเลยสักวันเดียว เหมือนคนที่มีชีวิตอยู่แต่ไร้จิตวิญญาณ เพราะทุกอย่างที่ผมพยายามไขว่คว้ามา มันไม่มีความหมายเลยถ้าคนที่ผมรักจริงๆ ต้องแตกสลายไปเพราะมือของผม”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะเห็นเส้นเลือดในอารมณ์ของทุกคนที่อยู่ตรงนั้น รินรดาแค่นยิ้ม ความเจ็บปวดที่เคยเป็นบาดแผลฉกรรจ์บัดนี้กลายเป็นแผลเป็นที่แข็งแกร่ง เธอเดินเข้าไปหาภาคิน หยุดยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่นิ้ว
“ความสุขของคุณเหรอคะ?” รินรดาถามเบาๆ “แล้วความเจ็บปวดที่ฉันต้องอุ้มท้องลูกคนเดียวโดยไม่มีคุณคอยเช็ดน้ำตาให้ล่ะ? ความเหงาที่ต้องเลี้ยงดูลันโดยที่ต้องปิดบังว่าใครคือพ่อของเขา เพราะกลัวว่าเด็กคนหนึ่งจะโตขึ้นมาโดยรู้ว่าพ่อของตัวเองไม่ได้ต้องการเขา มันเป็นอย่างไร คุณเคยนึกถึงบ้างไหมในตอนนั้น”
ภาคินนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดที่ตีตื้นขึ้นมาในอก เขายื่นมือออกไปหวังจะคว้ามือเธอ แต่รินรดาขยับหนีอย่างรวดเร็ว
“ผมขอโอกาส... ขอแค่ได้ดูแลเขา ได้ชดเชยสิ่งที่ผมทำพลาดไป”
“สายเกินไปค่ะ” รินรดาพูดแทรกขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของเธอเด็ดขาดไร้เยื่อใย “สิ่งที่พังไปแล้ว ต่อให้เอามาประกอบใหม่ด้วยกาวที่แพงที่สุด มันก็ยังคงเป็นรอยร้าวอยู่ดี ลูกของฉัน ไม่ใช่สิ่งของที่คุณจะมาเก็บกู้คืนได้เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองเหงา”
จังหวะนั้นเอง ประตูกระจกบานใหญ่ของห้องรับรองถูกผลักเข้ามาโดยกะทันหัน เสียงรองเท้าส้นสูงที่ดังกระทบพื้นหินอ่อนบ่งบอกถึงการมาเยือนของผู้ที่ไม่ได้รับเชิญ ‘พิมพ์มาดา’ อดีตคู่หมั้นของภาคินก้าวเข้ามาด้วยแววตาที่สั่นระริกด้วยความโกรธ ในมือของเธอถือซองเอกสารสีน้ำตาลไว้แน่น
“ความจริงที่อยากบอกเหรอภาคิน?” พิมพ์มาดาแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยว “ถ้าอย่างนั้นบอกพวกเขาด้วยสิว่าทำไมตอนที่คุณไปตรวจ DNA อย่างลับๆ ถึงไม่ได้มีแค่คุณกับเด็กคนนี้ที่อยู่ในรายงานฉบับนั้น!”
ภาคินชะงัก ร่างสูงของเขาแข็งทื่ออีกครั้ง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดไปตามไขสันหลัง เขาหันกลับไปมองหญิงสาวที่ก้าวเข้ามาด้วยความตระหนกที่ปิดไม่มิด
“พิมพ์... คุณมาที่นี่ทำไม”
พิมพ์มาดาเดินตรงมาที่รินรดา แล้วโยนซองเอกสารลงบนโต๊ะกลาง “ดูสิรินรดา... ดูให้เต็มตาว่าอดีตสามีที่แสนดีของคุณเขาสารภาพบาปหรือเขาแค่กำลังวางแผนจะพรากลูกไปจากคุณกันแน่ ในรายงานนั่นไม่ได้มีแค่ชื่อของลูกคุณ แต่มันยังมีชื่อของ ‘ตัวสำรอง’ อีกคนที่ภาคินแอบเลี้ยงไว้ตั้งแต่คุณเพิ่งหย่าไป!”
รินรดาหันไปมองซองเอกสารนั้น หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ ภาคินพยายามจะคว้าซองนั้นไว้แต่รินรดาเร็วกว่า เธอหยิบมันขึ้นมาเปิดออก แสงไฟในห้องดูเหมือนจะมืดดับลงเมื่อเธอกวาดสายตาผ่านเนื้อหาในกระดาษแผ่นนั้น
ดวงตาของเธอเบิกกว้าง มือไม้สั่นเทาจนเอกสารร่วงหล่นลงพื้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของลูกชายเธอเพียงคนเดียว แต่มันคือโครงข่ายการโกหกที่ซ้อนทับกันอยู่ภายใต้หน้ากากของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองภาคินที่กำลังมองเธอด้วยสายตาที่แตกสลายมากกว่าเดิม ราวกับว่าโลกที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อไถ่บาปกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง
“นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความจริงงั้นสินะคะภาคิน...” รินรดาเอ่ยเสียงสั่นพร่าขณะก้าวถอยหลัง “และดูเหมือนว่าความผิดของคุณ... มันใหญ่หลวงกว่าที่ฉันเคยจินตนาการไว้หลายเท่าตัวนัก”
บันทึกคนจรหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทนี้จะกระตุกเตือนถึงรอยร้าวที่ยากจะประสานให้กลับมาเหมือนเดิมได้นะครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 27
ความจริงที่ไม่อาจซ่อน
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!