เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 26

รอยร้าวในใจเด็กน้อย

ผลงานโดย บันทึกคนจร
"คุณแม่ครับ... เพื่อนที่โรงเรียนบอกว่า คุณพ่อของผมไปอยู่บนดาวดวงอื่นจริง ๆ หรือครับ" ปลายนิ้วที่กำลังจรดพู่กันลงบนผืนผ้าใบสะดุดกຶก สีน้ำมันสีครามเข้มที่ตั้งใจจะแต่งแต้มเป็นเงาของความโดดเดี่ยว กลับเลอะเปรอะเปื้อนออกนอกกรอบจนกลายเป็นรอยด่างพร้อย รินรดาหลับตาลงช้า ๆ ซ่อนประกายความเจ็บปวดที่ไหววูบอยู่ในหน่วยตาคู่นั้น เธอกลืนก้อนสะอื้นที่ตีรวนขึ้นมาจุกที่ลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ก่อนจะวางพู่กันลงบนถาดไม้ เสียงกระทบกันเบา ๆ ดังก้องกังวานในห้องทำงานที่เงียบงัน รินรดาระบายยิ้มบางเบาที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะฝืนทำได้ เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับเด็กชายวัยห้าขวบผู้มีนัยน์ตาคมกริบทอดมองมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ นัยน์ตาคู่นั้น... ดวงตาที่ถอดแบบมาจากภาคินราวกับพิมพ์เขียว ช่างเป็นหลักฐานอันโหดร้ายที่ย้ำเตือนว่า เธอมิเคยหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งอดีตเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว "ทำไม... ลูกถึงถามแบบนั้นล่ะครับคนเก่ง" เสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยจนต้องแกล้งกระแอมเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อน "ก็... ดลเห็นคุณพ่อของเพื่อน ๆ มางานกีฬาสีมารับกลับบ้านทุกวันเลยนี่ครับ" น้องลันก้มมองรองเท้าผ้าใบสีขาวของตัวเอง นิ้วเล็ก ๆ เกี่ยวพันกันไปมาด้วยความประหม่า เด็กน้อยในวัยนี้อาจยังไม่ประสีประสาเรื่องความรักที่แตกสลาย แต่สัญชาตญาณความโหยหาในสิ่งที่ขาดหายกลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด "คุณลุงข้างบ้านบอกว่า ถ้าเด็กคนไหนไม่มีพ่อ แสดงว่าคุณพ่อไปอยู่บนดาวดวงอื่น... จริงเหรอครับแม่ แม่ส่งจดหมายไปหาคุณพ่อบนนั้นได้ไหมครับ ดลแค่อยาก... อยากให้ท่านสอนปั่นจักรยานเหมือนที่คุณพ่อคนอื่นเขาสอนกัน" ราวกับมีคมมีดนับพันเล่มกรีดลงกลางใจ รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น ความแค้น ความชิงชัง และความเย็นชาที่เธอเคยใช้เป็นเกราะกำบังหัวใจมาตลอดหลายปี พลันสั่นคลอนอย่างรุนแรงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ในดวงตาคู่นั้นของลูกชาย เธอเคยคิดว่าตนเองเข้มแข็งพอที่จะยืนหยัดหยาดเหยื่อบนซากปรักหักพังได้ด้วยตัวคนเดียว แต่เธอกลับหลงลืมไปว่า... รอยร้าวในหัวใจของเธอนั้นเทียบไม่ได้เลยกับช่องว่างเวิ้งว้างในใจของเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่ไม่เคยแม้แต่จะมีโอกาสได้รู้จักอ้อมกอดของพ่อบังเกิดเกล้า "คุณพ่อของลูก..." รินรดาพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น เธอดึงร่างเล็กเข้ามาสวมกอดไว้แนบอก ไออุ่นจากตัวลูกคือสิ่งเดียวที่ค้ำจุนให้เธอยังคงหายใจอยู่ได้ในโลกอันโหดร้ายนี้ "ไม่ได้อยู่บนดาวดวงไหนหรอครับ... ท่านแค่อยู่ในที่ไกลแสนไกล... ในที่ที่ไม่มีวันหวนกลับมาต่างหากล่ะลูก" "แล้วทำไมท่านถึงไม่กลับมาหาเราล่ะครับ? หรือว่า... ดลเป็นเด็กไม่ดี ท่านถึงไม่รักเรา" คำถามนั้นเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการถูกตบด้วยความจริงอันชาหนา รินรดานิ่งงัน น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดลงบนกลุ่มผมนิ่มของลูกชาย เธอใช้มือเรียวบางลูบศีรษะเล็กอย่างปลอบโยน หัวใจของเธอตอนนี้กำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้น ๆ ความลังเลกัดกินความเด็ดเดี่ยวที่เธอเคยสะสมมาเนิ่นนาน ภาพของภาคินในอดีตผู้เย็นชา ไร้หัวใจ และเหยียบย่ำคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของเธอผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ชายผู้ที่ไม่เคยแม้แต่จะชายตาสนใจในวันที่เธอกำลังตั้งครรภ์ ชายผู้ที่ขับไล่ไสส่งเธอราวกับสิ่งของไร้ค่า แต่วันนี้... วันที่เขากำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไถ่บาป วันที่สายตาสำนึกผิดของเขาตามหลอกหลอนเธอในทุกค่ำคืน รินรดาตระหนักได้แล้วว่า เกมการแก้แค้นที่เธอตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อลงทัณฑ์เขา กำลังย้อนกลับมาลงโทษเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองอย่างเลือดเย็น เธอควรจะใจแข็งต่อไป หรือควรจะเปิดประตูต้อนรับซากปรักหักพังของชายผู้เป็นพ่อ ให้เข้ามาทำลายกำแพงที่เธอสร้างขึ้นด้วยหยาดน้ำตาดีล่ะครับ? การตัดสินใจครั้งนี้ หนักหนาสากรรจ์เสียยิ่งกว่าการแบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่า ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมทั่วห้องทำงาน เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้ง... ก๊อก ก๊อก ก๊อก รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย เธอคลายอ้อมกอดจากลูกชาย ปาดน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างลวก ๆ แล้วสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ "เดี๋ยวน้องลันรอแม่ตรงนี้นะครับ เดี๋ยวแม่มา" เธอก้าวเดินไปที่ประตูด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ บานประตูไม้ถูกเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปรดของใครบางคนที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้าและสำนึกผิด ดวงตาคู่นั้นไหวระริกยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาของเธอ ภาคิน... เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำทักทายใด ๆ ออกมาในทันที สายตาของเขาเลื่อนผ่านไหล่บางของรินรดาเข้าไปด้านในห้อง และหยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ร่างเล็กของเด็กชายวัยห้าขวบที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ด้วยความฉงน ในเสี้ยววินาทีนั้น ลมหายใจของภาคินสะดุดกึก ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน เมื่อเงาสะท้อนในดวงตาของเด็กชายตัวน้อย คือพิมพ์เขียวเดียวกันกับตัวเขาเองอย่างไร้ที่ติ ร่างสูงแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หัวใจที่ด้านชามานานนับปีบีบตัวแน่นจนเจ็บปวด เมื่อความจริงอันกระจ่างแจ้งกระแทกเข้าใส่หน้าอย่างจัง โดยที่เขาไม่ต้องรอผลตรวจ DNA ใด ๆ อีกต่อไปแล้ว
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%