เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารหนาปึึกบนโต๊ะทำงานไม้สักทองราคาแพงระยับ ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องชุดเพนต์เฮوسต์หรูหราใจกลางเมือง ภาคินยืนค้ำโต๊ะด้วยสองมือ ข้อนิ้วทั้งสองข้างขาวซีดจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในทุกย่างก้าวของชีวิต บัดนี้กำลังจับจ้องไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลหน้าจอสีขาวว่างเปล่า... ไม่มีอีเมล ไม่มีข้อความแจ้งเตือน และไม่มีร่องรอยการเคลื่อนไหวใดๆ จากบัญชีธนาคารสำรองที่เขาเคยโยกย้ายเงินจำนวนเล็กน้อยให้เธอใช้จ่ายส่วนตัว
รินรดาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเธอไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ตั้งแต่แรก
"คุณภาคินครับ... ทางทีมสืบสวนส่วนตัวรายงานเข้ามาแล้วครับ" เสียงของเลขาหนุ่มดังขึ้นอย่างระมัดระวัง พร้อมกับวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ "กล้องวงจรปิดรอบคอนโดมิเนียมฝั่งชานเมืองในช่วงสามวันที่ผ่านมาถูกลบข้อมูลช่วงเวลาตีสองถึงตีสี่ออกทั้งหมดครับ ไม่มีใครเห็นว่าคุณรินรดาเดินออกทางประตูหลัก หรือขึ้นรถยนต์คันไหน... เธอน่าจะวางแผนเรื่องนี้มาอย่างรอบคอบมากพอสมควรครับ"
ภาคินแค่น ั้มเสียงในลำคอ ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธผสมความหงุดหงิดที่อัดอั้นมาหลายวัน นับตั้งแต่วินาทีที่เขาเอ่ยปากไล่เธอออกจากชีวิตในค่ำคืนฝนตกหนักวันนั้น เขากลiบคิดว่าผู้หญิงเงียบขรึม เจียมเนื้อเจียมตัว และก้มหน้ายอมรับชะตากรรมมาตลอดอย่างรินรดา จะไปไหนได้ไกลสักแค่ไหนกัน? เธอก็เป็นแค่ภาพวาดเก่าๆ ที่ไร้ราคา เป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านที่เขาจะปัดฝุ่นหรือโยนทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้
"วางแผนงั้นเหรอ?" ภาคินทวนคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันด้วยความเย็นเยียบ "ผู้หญิงที่แม้แต่เงาของตัวเองยังไม่กล้าเดินเฉียดเข้าใกล้แสงไฟอย่างรินรดาน่ะหรือ จะมีปัญญาหลบหนีการตรวจสอบของผมไปได้? เช็คยอดบัตรเครดิตทุกใบ เช็คประวัติการใช้โทรศัพท์ เช็คโรงพยาบาลทุกแห่งในรัศมีห้าสิบกิโลเมตรเดี๋ยวนี้!"
"เราเช็คทุกอย่างแล้วครับท่าน..." เลขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเงิน บัตรเครดิตทุกใบถูกทิ้งไว้ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง... เธอไม่ได้เอาอะไรไปเลยครับ... แม้กระทั่งกระเป๋าแบรนด์เนมหรือเครื่องประดับที่คุณเคยซื้อให้เป็นของขวัญวัน anniversay เธอก็ไม่ได้หยิบติดมือไปสักชิ้นเดียว... สิ่งเดียวที่หายไปคือสมุดสเก็ตช์ภาพเล่มเก่าๆ และเสื้อผ้าฝ้ายราคาถูกไม่กี่ชุดของเธอเท่านั้นครับ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานขนาดใหญ่ชั่วขณะ ราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกจนหมดสิ้น ภาคินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังราคาแพง เปลือกตาปิดลงช้าๆ เพื่อซ่อนความระส่ำระสายที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก ภาพความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทงความรู้สึกอย่างไม่ทันตั้งตัว... ภาพรินรดานั่งขดตัวอยู่มุมห้อง นัยน์ตาคู่สวยที่เคยประกายระยิบระยับด้วยความฝัน ค่อยๆ หม่นแสงลงทีละน้อยภายใต้กรอบคำพูดเชือดเฉือนและความเย็นชาที่เขามอบให้เป็นรางวัลในฐานะสามี
เขาไม่เคยสนใจว่าเธอจะกินอิ่มนอนหลับอย่างไร ไม่เคยใส่ใจว่ารอยช้ำจางๆ บนข้อมือของเธอเกิดขึ้นจากอะไร และไม่เคยชายตาแลแม้แต่น้อยเมื่อเธอนั่งรอคอยความอบอุ่นจากเขาบนโต๊ะอาหารที่เย็นชืดมานานนับค่ำคืน
"เธอเก่งขึ้นนี่... กล้าท้าทายอำนาจของผม..." ภาคินลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาสีเข้มฉายแววคุกกรุ่น "ส่งคนไปกดดันครอบครัวฝั่งแม่ของเธอ หรือเพื่อนสนิทสมัยเรียนทุกคน... ผมไม่เชื่อหรอกว่าคนเราจะระเหิดหายไปจากอากาศธาตุได้โดยไม่มีใครยื่นมือช่วยเหลือ!"
"เอ่อ... คือว่าเรื่องนั้น..." เลขาลังเล ชายหนุ่มขยับแว่นตาด้วยความอึดอัด "ทางเราติดต่อไปทางญาติฝั่งคุณแม่ของคุณรินรดาแล้วครับ แต่ได้รับคำตอบว่าพวกเขาตัดขาดความสัมพันธ์กับเธอไปตั้งแต่ตอนที่เธอยอมแต่งงานเข้ามาในตระกูลของเราแล้วครับ... ส่วนเพื่อนร่วมชั้นเรียนมหาวิทยาลัย... ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอตัดขาดการติดต่อกับสังคมภายนอกไปตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิตคู่กับคุณแล้วครับ"
มือหนาของภาคินกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อลั่นเปรี๊ยะ ความรู้สึกร้อนรุ่มประหลาดตีตื้นขึ้นมาในอก มันไม่ใช่ความรัก... เขาบอกตัวเองเช่นนั้นซ้ำๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความรู้สึกนี้มันเป็นแค่ความหงุดหงิดของเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อสิ่งของที่เคยอยู่ในอาณาเขตของตน จู่ๆ ก็หายไปโดยไม่ได้รับอนุญาตต่างหาก
แต่นั่นคือสิ่งที่สมองของเขาพยายามบอกหัวใจ ทว่าลึกลงไปในความมืดมิดของจิตสำนึก ความหวาดกลัวบางอย่างกำลังกัดกินขั้วหัวใจของชายหนุ่มอย่างเงียบเชียบ... ความกลัวที่ว่า เขาอาจจะทำลายสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตด้วยมือของตัวเองไปเสียแล้ว และต่อให้เขามีเงินทองมากมายมหาศาลล้นฟ้าเพียงใด ก็ไม่มีทางซื้อเศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านั้นให้กลับคืนมาได้อีก
"ออกไป..." ภาคินเอ่ยเสียงเรียบ แต่กดดันจนเลขาต้องรีบโค้งคำนับแล้วเดินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อความเงียบกลับมาครอบงำอีกครั้ง ภาคินลุกขึ้นเดินไปที่กระจกใสบานยักษ์ที่ทอดยาวจรดเพดาน เบื้องล่างคือแสงไฟระยิบระยับของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาบนท้องถนนราวกับมดปลวก แต่ไม่มีใครมีใบหน้าหรือรอยยิ้มแบบเธอ... รินรดาผู้หญิงที่ยอมกลืนกินความเจ็บปวดทั้งหมดลงคอ โดยไม่เคยเอ่ยปากขอความเห็นใจจากเขาเลยสักครั้ง
"เธอซ่อนตัวอยู่ที่ไหนรินรดา..." เขารำพึงกับกระจกใส ปลายจมูกรู้สึกแสบแปลบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของเมืองเก่าอันเงียบสงบ ห่างไกลจากความเจริญและแสงสีเสียงของย่านธุรกิจ รินรดากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กหน้าโต๊ะทำงานตัวเก่า แสงไฟจากโคมไฟดวงเล็กส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่ดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แววตาของเธอกลับมีความสงบและมั่นคงอย่างที่ไม่อเคยมีมาก่อนในชีวิต
บนกระดาษวาดเขียนตรงหน้า คือภาพสเก็ตช์ถ่านสีดำของนกตัวเล็กๆ ที่กำลังกางปีกบินออกจากกรงเหล็กอันโอ่อ่า ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยพายุฝน แม้เส้น5สายจะดูดิบกระด้างและเต็มไปด้วยร่องรอยความเจ็บปวด แต่พลังที่ซ่อนอยู่ภายในลายเส้นนั้นกลับทรงพลังและมีชีวิตชีวาอย่างเหลือเชื่อ
มือเรียวบางวางแท่งถ่านลงช้าๆ ก่อนจะหันไปมองร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยสี่ขวบที่กำลังนอนหลับพริ้มอยู่บนฟูกที่นอนปูไว้ที่มุมห้อง นัยน์ตากลมโตแพរวพราวและสันจมูกโด่งรั้นที่ถอดแบบมาจากใครคนนั้น... คนที่เธอพยายามหนีให้พ้นจากวงโคจรชีวิตมาตลอด
รินรดายกมือขึ้นลูบผมของลูกชายแผ่วเบา หัวใจที่เคยแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ค่อยๆ ถูกหลอมรวมขึ้นใหม่ด้วยความรักอันบริสุทธิ์ที่เธอมีต่อเด็กน้อยคนนี้ เขาคือโซ่ทองคล้องใจ... แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็คือเครื่องเตือนใจว่า อดีตอันโหดร้ายได้ตายจากไปแล้ว และเธอจะไม่ยอมหันหลังกลับไปมองมันอีกเด็ดขาด
ทว่า... ความเงียบสงบในค่ำคืนนี้ กลับไม่ได้อยู่กับเธอนานอย่างที่คิด
เสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ หน้าห้องเช่าดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างสุภาพ แต่หนักแน่นในจังหวะจะโคน รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบด้วยความหวาดระแวงที่ไม่เคยจางหาย เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินย่างสามขุมไปที่ประตูไม้ผุๆ นั้นผ่านความมืด
เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่ยืนรออยู่หลังบานประตู... กำลังก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอמהขึ้นเบาๆ แต่กลับทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา
"เปิดประตูให้ผมหน่อยครับ... ริน"
รินรดานิ่งงัง มือที่เอื้อมไปแตะกลอนประตูปรากฏรอยสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่... เขาตามหาเธอพบได้อย่างไร? และทำไม... เขาสถึงตามมาเจอเธอเร็วกว่าที่เธอคาดคิดไว้หลายเท่าตัวนัก!
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้ "บันทึกคนจร" เสมอมานะครับ*
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 4
เงาที่คอยติดตาม
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!